Column ประจำ
Sponsor

Dent Adirek: บ้านหนังสือสายอักษร

โดย : ทพญ.กิ่งเกศ อักษรวงศ์
Tags : ทพญ.กิ่งเกศ อักษรวงศ์ , บ้านหนังสือสายอักษร

ณ กลางเมืองนครศรีธรรมราชไม่ใกล้ไม่ไกลจากวัดพระบรมธาตุวรวิหาร ริมถนนราชดำเนินสายหลักของเมือง ชีวิตผู้คนและการจราจรวุ่นวายสับสน แต่ เมื่อทอดสายตาข้ามไปยังหลังรั้วสีขาวของบ้านติดกับสะพานสวนหลวง จะได้พบ บ้านครึ่งไม้ครึ่งตึกที่ปลูกมานมนาน รอบบ้านร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น มี คลองเล็กๆเลียบพื้นที่สวนด้านข้างของบ้าน ดูสงบงามเรียบง่าย แตกต่างกับ บรรยากาศภายนอกอย่างสิ้นเชิง

เจ้าของหาใช่ใครที่ไหน - อาจารย์แป๊ว หรือ ผศ.(พิเศษ)ทพญ.พัชรี กัมพลานนท์ อดีตทันตแพทย์ ศัลยกรรมช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล แห่งโรงพยาบาลหาดใหญ่ ครูผู้ให้แก่เหล่าเรสซิเดนท์และ วงการศัลย์ช่องปากฯมาตลอดชีวิตการทำงาน พี่ทันตเพทย์(โดยเฉพาะในภาคใต้)ที่เรารู้จักกันดี หลัง เกษียณอายุราชการเมื่อปลายปี 2557 อาจารย์ได้กลับมาสร้างห้องสมุดเล็กๆ ที่แสนอบอุ่นและน่ารัก ขึ้นภายในบริเวณบ้านเพื่อแบ่งปันความสุขใสๆ ง่ายๆ ให้กับ เด็กๆ ในชื่อ “บ้านหนังสือสายอักษร”

“ บ้านหนังสือสายอักษร” มีที่มาและแรงบันดาลใจอย่างไรค่ะ ?

“บ้านหลังนี้เป็นมรดกตกทอดจากคุณปู่ คุณย่า สู่รุ่นลูก และรุ่นหลาน ในฐานะหลาน พี่ไม่ต้อง กระเสือกกระสน หาที่อยู่หลังเกษียณ ประกอบกับในระหว่างรับราชการ มีโอกาสไปดูงานและไปเที่ยว ต่างประเทศหลายแห่ง พบเห็นห้องสมุดน่ารักๆ ในเมืองเล็กๆ ที่มีความเป็นทั้งห้องสมุดและอาร์ตแกล ลอรี่ พี่ชื่นชมร้านขายหนังสือที่จัดได้เก๋ไก๋ ชวนให้เพลิดเพลินอยากอยู่ใกล้ชิดกองหนังสือ พี่อ่านวรรณ กรรมเยาวชน เรื่อง ต้นส้มแสนรัก โต๊ะโต๊ะจัง และอยากเนรมิตบ้านของเราเองให้เป็นสถานที่ปลอดภัย พร้อมที่จะมอบความรู้เบาๆแก่เด็ก โดยการจัดบ้านให้เป็นที่อ่านหนังสือ ที่พักผ่อนทำการบ้านรวมทั้ง กิจกรรมเล็กๆน้อยๆ เผื่อแผ่สำหรับเด็กในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียง และเป็นที่พบปะกับน้องๆ เพื่อนร่วมงาน”

“ชื่อ“ สายอักษร” ตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึง คุณปู่ นายสาย กัมพลานนท์ ข้าราชการศาลชั้นผู้น้อยที่ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เลือกใช้คำว่า ”บ้าน หนังสือ” ที่ดูจะเบาๆ เล่นๆ มากกว่าห้องสมุด และเลือกการจัดวางที่ไม่ได้ มีระบบระเบียบสมบูรณ์ตามแบบของห้องสมุดทั่วไป”

ความตั้งใจของอาจารย์ในการทำห้องสมุดมีชีวิตแห่งนี้ขึ้นมา คืออะไรค่ะ?

หลังเกษียณแล้วพี่อยากเติมเต็มความฝันของตัวเอง สมัยทำงานพี่ชอบไปนั่งอ่านหนังสือจิปาถะ ของห้องสมุดโรงพยาบาลเกือบทุกเที่ยง หนังสือพิมพ์ วารสารต่างๆ ชอบบรรยากาศห้องสมุดสงบเย็น และไม่ต้องเสียสตางค์ พี่จึงตั้งใจทำส่วนหนึ่งของบ้านเก่าเป็นห้องสมุดเล็กๆสำหรับเด็ก ประมาณระดับ ป.2 – ม.3 มาอ่านหนังสือ ทำการบ้าน จัดมุมอ่านหนังสือธรรมะและวารสารให้ผู้ใหญ่ ในอนาคตอาจมี การจัดกิจกรรมอื่นๆ เช่น นั่งสมาธิ สอนภาษาอังกฤษ วาดรูป หัดทำอาหาร ซ่อมแซมเสื้อผ้า เป็นต้น รวมถึงจัดกิจกรรมพบปะสังสรรค์ของรุ่นน้องเพื่อนร่วมวิชาชีพในนครศรีธรรมราช เพื่อการถ่ายทอดความ รู้ทางวิชาการ การทำงานจิตอาสาและอื่นๆ ที่สำคัญคือ หลังเกษียณแล้วก็อยากทำงานอยู่กับบ้านและ ได้โอกาสดูแลคุณพ่อซึ่งอายุ 95 ปีร่วมไปด้วย”

กว่าจะเป็น “บ้านหนังสือ สายอักษร” อาจารย์เตรียมตัวอย่างไรบ้างค่ะ ?

“ก่อนหน้านั้นพี่ได้ตระเวณไปชมบ้านหนังสือน่ารักๆหลายแห่ง เช่น “ บ้านๆน่านๆ”ของครูชโลมใจ ที่จังหวัดน่าน ห้องสมุด “มาหาสมุด” ที่เชียงใหม่ พี่สมัครเป็นสมาชิกและเข้าร่วมประชุมกับชมรม บรรณารักษ์แห่งประเทศไทยและ จึงเริ่มเข้าใจคำว่า “ห้องสมุดที่มีชีวิต” และ”อุปสรรคการอ่านหนังสือ ในยุคสังคมก้มหน้า” มุ่งมั่นว่าจะต้องทำห้องสมุดที่มีชีวิตให้ได้” “ เริ่มดำเนินการเฟสแรกหลังเกษียณ ทันที ปรับปรุงบ้านยุ้งข้าวเดิมเป็นห้องวางหนังสือ โดยรื้อโครงสร้างหลังคาเก่า วางโครงสร้างใหม่ด้วย เหล็ก ปูหลังคา ทำฝ้า เปลี่ยนหน้าต่างเป็นกระจก ทำประตูกระจกเลื่อน ปูพื้นด้วยกระเบื้องยาง ทาสีภาย ในและนอก จัดซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะแก่เด็กๆ มีชั้นวางหนังสือต่างๆ มีโต๊ะติดผนังและเก้าอี้สีสดใส มีห้องแยกวางตู้โบราณใส่หนังสือธรรมะ ที่นั่งอ่านหนังสือธรรมะสำหรับผู้ใหญ่ 2-3 ตัว ”

“ส่วนเฟสสองวางแผนเอาไว้ในอนาคต โดยใช้พื้นที่บริเวณบ้านที่คุณพ่ออาศัยอยู่ในปัจจุบัน จะเนรมิตชั้นล่างให้เป็นห้องอ่านวารสาร เคาน์เตอร์บรรณารักษ์ ที่วางคอมพิวเตอร์ ส่วนบ้านชั้นบนจะ เป็นที่นั่งทำการบ้านและกิจกรรมในร่มอื่นๆ มีฟูกนั่งวางบนเสื่อ เก็บกวาดง่ายๆ ลืมบอกไปว่าบ้านที่ ตัวเองอยู่อาศัย ได้แยกออกไปจากบ้านเก่าหลังดั้งเดิม เดี๋ยวจะมีคนถามว่า แล้วเจ้าของบ้านนอนที่ ไหนหละ”

ใครเป็นเพื่อนช่วยคิด ช่วยทำ ช่วยออกแบบ และใช้งบประมาณจากไหนค่ะ?

“ได้อานิสงค์ความช่วยเหลือเรื่องการออกแบบจากพี่ชายที่เป็นสถาปนิก ส่วนงบประมาณนั้นมา จากเงินทองของตัวเองที่สะสมมาตลอดชีวิตราชการ รวมทั้งหนังสือที่สะสมมามากมายเป็นทุน หลัง จากบ้านหนังสือเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ก็ได้รับหนังสือบริจาคจากเพื่อนๆรุ่นน้องทั้งแพทย์และทันตแพทย์ เพื่อนสมัยโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาโดยส่วนใหญ่เป็นหนังสือที่ผ่านการใช้งานมาแล้วแต่ยังอยู่ในสภาพดี และเป็นหนังสือที่น่าสนใจสำหรับเด็กๆ ทุกวันนี้ก็ยังได้รับหนังสือดีๆทั้งใหม่และเก่าจากผู้คน เสมอๆ ระยะหลังการชอบปิ้งของตัวเองก็คือการเดินเข้าร้านหนังสือ งานหนังสือ เสาะแสวงหาหนังสือ ดีๆที่เด็กน่าจะชอบ”

“ โชคดีมากที่ระยะเริ่มแรก ได้คุณบรรณารักษ์คนเก่ง ชื่อ คุณสายใจ มาช่วยจัดระบบหนังสือและ จัดมุมน่ารักต่างๆให้ห้องสมุดมีชีวิตชีวา ช่วย เติมเต็มบ้านหนังสือเล็กๆ แห่งนี้ให้มีคุณค่าสมกับความตั้งใจน่าเสียดายที่ ช่วงหลังคุณบรรณารักษ์ต้องขอพักเพื่อรักษาตัวจากโรคภัยไข้เจ็บ”

“บ้านหนังสือ สายอักษร” ที่แสนอบอุ่นเปิดบริการให้ใครและมีกิจกรรมอะไรบ้างคะ?

“พี่ไม่อยากให้บ้านหนังสือเป็นที่สาธารณะจนเกินไป จึงได้เจาะจงหากลุ่มเป้าหมายด้วยตนเอง เดินเข้าไปนำเสนอกับสถานสงเคราะห์เยาวชนชาย”บ้านศรีธรรมราช”ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก ผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์ดูสนอกสนใจกับกิจกรรมที่จัดขึ้น และคัดเลือกเด็กๆ เข้ามารับบริการเป็น กลุ่มๆ กลุ่มละประมาณ 10-12 คน ตั้งแต่ช่วงปิดเทอมเมื่อตุลาคมที่ผ่านมา กลุ่มละประมาณ 10-12 คน เป็นเด็กชายรุ่นประมาณ ป.2 – ป.6 สลับกันมาที่บ้านหนังสือทุกบ่าย เมื่อโรงเรียนเปิดเทอมก็เปลี่ยน เป็นทุกบ่ายวันเสาร์ เด็กๆ เริ่มมากันบ่ายสองโมงกลับสี่โมงครึ่ง มีรถจากสถานสงเคราะห์มารับส่งอย่าง เรียบร้อย”

“เมื่อเด็กๆมาถึงบ้าน คุณบรรณารักษ์หรือตัวพี่เองจะช่วยนำเด็กๆ เข้าไปแนะนำหนังสือต่างๆ ให้เด็กๆ ได้เลือกอ่านกันได้ตามอัธยาศัย เด็กเล็กหน่อยมักสนใจหนังสือที่มีรูปภาพประกอบมากๆ เด็กผู้ชายจะชอบเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ ไดโนเสาร์ การ์ตูนการผจญภัยในป่า เด็กโตหน่อยก็สนใจ หนังสือศิลปะต่างๆ บางคนชอบอ่านหนังสือพระราชนิพนธ์ของในหลวง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก”

“พี่จะเตรียมสมุดให้เด็กๆ ติดตัวไว้ระหว่างอยู่ในบ้านหนังสือ อ่านเรื่องราวตอนใดน่าสนใจก็ให้ เขียนลงไปในสมุดเล่มนั้น ใครอยากจะวาดรูปประกอบก็ได้นะและระหว่างที่เด็กๆอ่านหนังสือพี่ก็จะ เดินไปทักทายซักถามอย่างเป็นกันเองจากเรื่องราวที่เค้าอ่าน ถ้าตอบไม่ได้ก็จะช่วยสอนไปเรื่อยๆ ไม่ได้เอาจริงเอาจังจนเกินไป ส่วนเด็กคนใดที่มีสมาธิการอ่านได้ดีก็ไม่รบกวน”

“ บ้านหนังสือของเรา เด็กๆสามารถปูเสื่อนอนอ่านหนังสือได้ตามอัธยาศัยมีมุมให้เด็กนั่งอ่าน หนังสือและเขียนได้อย่างสะดวก หลังกิจกรรมอ่านหนังสือผ่านไปแล้วประมาณหนึ่งชั่วโมง หากเด็ก อยากวาดรูปเราจะเตรียมกระดาษวาดรูปและสีไม้หรือสีเทียนไว้ให้ เด็กจะหยิบรูปจากหนังสือเล่มที่ สนใจมาเป็นแบบในการวาดรูป บางคนสามารถวาดได้สวยงามมากบางครั้งก็ให้เด็กทำหน้ากากระบาย สี ทำเสร็จก็ให้สวมหน้ากาก เต๊ะท่าตามความพอใจ แอ๊คชั่นถ่ายรูปเป็นที่ระลึก เด็กๆมีความสุขและ สนุกกับกิจกรรมเหล่านี้อย่างมาก ”

“ บางครั้งช่วงวันสำคัญ เช่น วันพ่อ พี่จะเตรียมการ์ดว่างๆให้เด็กวาดรูป เขียนคำอวยพรดีๆสำหรับ พ่อเพื่อให้เด็กๆนำไปมอบให้ผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์ ผู้เปรียบเสมือน “พ่อ” ของเด็กๆเหล่านี้อยาก สอนให้เด็กๆเป็นคนกตัญญูรู้คุณ”

“กิจกรรมสุดท้ายของแต่ละวันที่เด็กๆสนุกกันมาก คือการปีนต้นมะม่วงหลังบ้านเพื่อเก็บมะม่วง มาจิ้มพริกกะเกลือหรือน้ำปลาหวาน บางวันพี่จะเตรียมขนมง่ายๆให้เด็กรับประทาน เห็นเด็กเอร็ดอร่อย ก็แสนจะมีความสุข ก่อนกลับบ้านก็จะสอนให้เด็กๆแวะไปสวัสดีคุณตาหรือคุณพ่อของพี่ ซึ่งก็น่าจะช่วย ให้เด็กๆมีสัมมาคารวะมากขึ้น ส่วนคุณพ่อของพี่เองก็พลอยมีชีวิตชีวา ทุกวันเสาร์มักมีคำถามจาก คุณพ่อว่า วันนี้มีอะไรเลี้ยงเด็กๆบ้างหละ พร้อมกับส่งสตางค์ให้แม่บ้านไปซื้อมา ช่วยประหยัดงบประมาณ ส่วนตัวของพี่เองไปบ้าง”

“ในอนาคตถ้าพี่ได้กลับมาอยู่บ้านอย่างถาวร (ปัจจุบันยังต้องไปช่วยงานที่มหาวิทยาลัยสุรนารี โคราช เดือนละประมาณ 7-10 วัน) คงจะต้องหาลูกค้าเข้ามารับบริการมากขึ้น เพราะใกล้บ้านมีโรง เรียนเทศบาลถึง 2 แห่ง อยากสอนเด็กโตกว่านี้สักนิด อยากสอนการเขียน mind map ได้มีโอกาสเรียนที่ม.สุรนารี ชอบมากค่ะ”

 

มีเรื่องราวน่ารักๆจากกิจกรรมที่ได้จัดให้เด็กๆเหล่านี้บ้างไหมค่ะ ?

“เรื่องราวน่ารักๆได้เห็นตลอดเวลาที่อยู่กับเด็กๆเด็กหลายคนยังอ่านหนังสือได้น้อยมาก ทำ อย่างไรให้เด็กไม่รู้สึกว่าตนเองแย่คือเรื่องสำคัญ การกระตุ้นให้เด็กสื่อความคิดออกมาเป็นรูปภาพเป็น กุศโลบายที่ทดแทนการอ่าน เด็กที่อ่านหนังสือไม่เก่ง อาจเป็นเด็กที่ปีนต้นมะม่วงไวยังกะลิง วาดรูปได้ สวยงาม แต่การทำให้เด็กทั้งที่เก่งและไม่เก่งพร้อมใจกันมีเวลาอยู่ในบ้านหนังสือ อยู่กับหนังสือเล่ม เล็ก เล่มโต หนังสือที่อาจจะมีภาพเยอะๆ ตัวหนังสือไม่มากนักเพียงแค่นี้ก็เป็นภาพของความน่ารักใน บ้านหนังสือที่มีชีวิตแห่งนี้”

“ความประทับใจของพี่เองมาจากข้อความที่ได้อ่านจากกล่องรับความคิดเห็น เช่น“ได้มาบ้าน หนังสือสายอักษร ชอบบ้านนี้” “สมุดหนังสือที่อ่านสนุกสนานกันดี ที่ห้องสมุดป้าหมอ” “ผมขอขอบ คุณป้าหมอมากครับ” “วันนี้ผมมีความสุขมากครับที่ได้มาร่วมกิจกรรมห้องสมุด ผมภูมิใจมากที่ได้อ่าน หนังสือต่างๆ เช่น เรื่องของหมา ภูมิศาสตร์ ศิลปะและการ์ตูน”“อยากอ่านการ์ตูน อยากได้รถบังคับ” “ผมขอให้ป้าหมอสุขภาพแข็งแรง” “บ้านดีมากครับ สวยงามมาก อยากให้มีคอมพิวเตอร์” “ผมอยาก ได้ของเล่นที่ให้ความรู้ดีๆและผมขอขอบคุณบ้านหลังนี้ด้วยนะคับ” เป็นต้น เด็กๆพยายามเขียนด้วยตัว หนังสือที่บางครั้งก็สะกดผิดๆถูกๆ แต่อ่านแล้วมีความสุขและอยากทำอะไรดีๆ ให้กับเด็กๆเหล่านี้อีก ต่อไป”

“มีเพื่อนหมอบางคนที่แวะเวียนมาช่วยสอนเด็กๆอ่านหนังสือและคิดว่าน่าจะยังมีอีกหลายๆคน ที่อยากจะตามมา ทุกคนที่มาเห็นบรรยากาศเด็กนั่งบ้าง นอนบ้าง เพื่ออ่านหนังสือเล่มโปรด เด็กที่ตั้ง ใจวาดรูปและลงสีอย่างสวยงาม คงไม่สามารถอดใจที่จะอมยิ้มอย่างมีความสุขไปกับเด็กๆเหล่านั้น ทุกครั้งที่พี่นั่งเล่าเรื่องราวบ้านหนังสือแห่งนี้ให้ใครๆที่อยากจะฟัง พี่ก็มีความสุข เหมือนกับความสุขใน สมัยทำงาน ที่เกิดขึ้นทุกครั้งจากการเล่าเรื่อง การทำ training เรสซิเดนท์แม็กซิลในโรงพยาบาล หาดใหญ่ ” เรื่องราวความอบอุ่นน่าประทับใจแบบนี้เกิดขึ้นที่นี่ด้วยความตั้งใจเกื้อกูล แบ่งปันของ อาจารย์พัชรี เพื่อเด็กๆและคนรอบข้างด้วยจิตอาสาโดยแท้ จึงทำให้เกิดบ้านหนังสือมีชีวิตที่แสนน่ารัก ทั้งยังเป็นโอกาสให้กัลยาณมิตรได้มีส่วนในการสร้างสมวิทยาทานร่วมกันได้อย่างน่ายินดี อาจารย์ยัง คงตั้งใจพัฒนา “บ้านหนังสือสายอักษร” ต่อไปโดยไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้ห้องสมุดแห่งนี้ได้เป็นมรดก แห่งภูมิปัญญา ที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ สมดังความตั้งใจของอาจารย์ ท่านผู้อ่านที่สนใจผ่านไปนคร ศรีธรรมราชแวะไปเยี่ยมกัน หรืออยาก check in ผ่าน เฟสบุ๊ก ได้เลยที่ “บ้านหนังสือสายอักษร” นะคะ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com