Column ประจำ
Sponsor

ช่วงเดือนที่ผ่านมาประเทศไทยร่วมยินดีกับ ‘หมออีม” เธอเป็นตัวแทนหญิงไทยและทันตแพทย์ไทยคนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ เราจึงถือโอกาสพาเธอมาโลดแล่นในแมกกาซีนให้พี่น้องทันตแพทย์ไทยรู้จักเพิ่มขึ้นค่ะ

หมออีมหรือคุณหมอนภัสพร ชำนาญสิทธิ์ เป็นคนจังหวัดชลบุรี เรียนที่คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จบปีการศึกษา 2551 ใช้ทุนและทำงานที่โรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์จนปัจจุบัน เธอเป็นสาวรูปร่างกะทัดรัด ความสูงสัก 160 เซนติเมตร ไม่น่าเชื่อเลยว่ามีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการปีนเขา

ไม่ได้โลดโผนมาแต่เด็กนะคะ 55 เรียกว่าเป็นเด็กเรียบร้อยได้เลย เงียบๆ ไม่พูดไม่จา จำได้ว่าเด็กๆ ชอบอ่านหนังสือมากค่ะ ปล่อยทิ้งไว้กับหนังสือได้ทั่งวัน เกลียดการออกกำลังกายเป็นที่สุด มาเริ่มสนุกกับการปีนป่ายก็เอาตอนวัยทำงานนี่แหละค่ะ

แรงบันดาลใจเริ่มแรกเลย คือ ภาพถ่ายค่ะ ตอนเรียนจบมาใหม่ๆได้ออกมาใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัด ได้เจอกับเวลาว่างในแบบที่เราไม่เคยได้เจอมานานหกปี ทำงานเสร็จเดินกลับบ้าน ไม่มีอะไรทำมากๆ ไม่มีแลบต้องอยู่ทำต่อ 55 เลยต้องหาอะไรทำ หาไปหามาไปเจอรูปป่าเขาลำเนาไพรไกลสังคม มันสวยมาก อยากไปบ้าง เพื่อนๆ หมอฟันไม่มีใครไปด้วยสักคน ต้องไปหาเพื่อนใหม่เอาข้างหน้า จนกลายเป็นเดี๋ยวนี้มีเพื่อนเยอะแยะมากมาย

หลายคนที่หลงเข้ามาเหมือนอีมบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ากิจกรรมเข้าป่าเดินเขาที่เห็นรูปสวยๆ คือภาพเบื้องหน้าเห็นแล้วเย้ายวน ทำไมไอ้ที่ลำบากไม่ค่อยมีใครเอามาเล่า ต้องมาเจอเองถึงได้รู้ เจอแล้วคือถ้าไม่รักก็เกลียดเลย อีมไปได้ครั้งเดียว เหมือนติดกาวดักหนูมาจนทุกวันนี้ จากนั้นมา เกือบทุกเสาร์-อาทิตย์ก็จะไม่ค่อยมีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก 55 จากภูกระดึง ภูเขาลูกแรก สู่สารพัดภู เขา ดอย บนพื้นฐานความอยากอันไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ เราจึงเริ่มออกตามหา ภูเขาลูกใหม่ๆ ที่สูงขึ้นและสูงขึ้น ล่วงเลยออกไปสู่แผ่นดินอื่น จาก Mt.Kinabalu (4,095 m) บนเกาะบอร์เนียว ภูเขาสูงลูกแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นของโลกอีกใบที่เราเพิ่งเคยได้สัมผัส ภูเขาลูกที่ทำให้อีมได้รู้จักกับป๋าคมรัฐ (คมรัฐ พิชิตเดช) ถ้าไม่มีป๋า ถ้าเราไม่ได้เจอกันวันนั้น อีมก็มาไม่ถึงวันนี้ แล้วครั้งนั้นเองที่คินาบาลู นำพาไปสู่หิมาลายา ปลายทางบ้านของขุนเขาที่คอยเรียกหาให้กลับไปทุกปี และทุกครั้งที่เราได้สัมผัสกัน เหมือนเป็นการขัดเกลาทั้งภายนอกและภายใน

ช่วงเวลาที่รู้สึกดีมากๆ คือเวลาที่เราอยู่กับภูเขา มีแค่เขากับเรา ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรต้องถูกปรุงแต่ง ความรู้สึกราวกับว่าเราได้เป็นส่วนหนึ่งที่เคลื่อนไหวไปพร้อมกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพราะจริงๆ แล้วมนุษย์เราก็คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ที่เราเองมักจะหลงลืมไปว่าเรามาจากไหน พอเรานึกได้เราจะรู้เลยว่าจริงๆ แล้วชีวิตเราไม่ได้ผูกอยู่กับวัตถุที่มาปรนเปรอ แค่ปัจจัยพื้นฐานของชีวิตก็เพียงพอแล้ว ยิ่งเรามีมากเท่าไหร่เรากลับยิ่งต้องการมากขึ้นไม่สิ้นสุด เลยกลายเป็นว่าเมื่อไหร่ที่มีเวลา เวลาของเราเลยกลายเป็นเวลาของเขา แต่เหมือนใกล้เกลือกินด่าง ภูเขาที่ประจวบยังไม่เคยขึ้นเลยค่ะ ลูกที่เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวก็คือ เขาหลวง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ความสูง 1,250 ม.

ย้อนไปเมื่อประมาณห้าปีที่แล้ว footage ภาพชายคนหนึ่งในมือมีพระบรมฉายาลักษณ์ กำลังขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีบนจุดที่อยู่สูงขึ้นไป 8,848 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ชายคนนั้นก็คือ พี่หนึ่ง วิทิตนันท์ โรจนพานิช คนไทยคนแรกบนยอดเขาเอเวอเรสต์ ผู้จุดชนวนความฝันให้คนไทยอีกหนึ่งคนที่กำลังดูพี่อยู่ก้าวตามพี่ขึ้นไปจนถึงบนนั้น พี่หนึ่งเปรียบเสมือนผู้ให้เมล็ดพันธุ์แห่งความฝัน ต่อจากนั้นมาคือหน้าที่อีมแล้ว ว่าอีมจะทำยังไงกับเมล็ดพันธุ์เมล็ดนั้น ในท้ายที่สุดอีมเลือกที่จะเดินออกไปหย่อนมันลงดินแล้วเฝ้าทำทุกอย่างให้มันไม่กลายพันธุ์ จากวันนั้นเรารู้แล้วว่าเราต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนชนิดที่ว่าต้องกลายเป็นคนอีกคน จากที่เกลียดการออกกำลังกลายเป็นที่สุด เรากลับลุกขึ้นมาวิ่ง จาก 21k 42k จน 100k จากที่เคยนอนดึกตื่นสาย กลับต้องนอนแต่หัวค่ำตื่นตีสี่ทุกวัน จากอะไรอีกหลายๆ อย่างที่เรายอมเปลี่ยนแปลงลงมือทำ เพื่อให้แน่ใจว่าถนนเส้นที่กำลังเดินอยู่จะนำพาไปสู่ฝัน จากจุดเปลี่ยนในวันนั้นจนถึงวันนี้เป็นเวลาร่วมสามปีที่รู้สึกได้ถึงช่วงชีวิตที่มีวินัยมากที่สุด เราจำเป็นต้องทำตัวเองให้พร้อมที่สุด เพราะโอกาสแบบนี้ในช่วงชีวิตของเรามันจะมีได้สักกี่ครั้งกัน และเราก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่านี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวที่ผ่านเข้ามาหรือเปล่า สุดท้ายแล้วมันก็คือการทำสิ่งตรงหน้าให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะไม่กลับมาเสียใจว่าเราไม่ได้พยายามมันมากพอ ทำให้ดีที่สุดเพื่อที่จะไม่มีคำว่า ถ้าฉันพยายามมากกว่านี้...

ช่วงที่ทางบ้านเริ่มทราบว่าเราจะไป แน่นอนว่าที่บ้านไม่มีใครอยากให้ไปเลยค่ะ ด้วยความที่คุณพ่อกับคุณแม่ท่านไม่เคยห้ามในทุกการตัดสินใจของเรา แต่ก็บอกกับเราเสมอว่าท่านเป็นห่วงและกังวลมากเพียงใด แต่ในเมื่อมันเป็นความฝันของลูกท่านก็ยอม ส่วนทางเพื่อนๆ เราไม่เคยได้บอกกับใครเท่าไหร่ค่ะว่าจะไป ที่รู้ก็จะเป็นกลุ่มเพื่อนๆ ในวงการเดินป่าปีนเขา และกลุ่มเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ที่ทราบข่าวและติดตามเราจากเพจ Thai Everest 2016 โชคดีมากที่อีมเจอแต่กัลยาณมิตรที่ค่อยสนับสนุน และให้พลังทางบวกแก่เราเสมอมา

สำหรับการขึ้นเอเวอเรสต์โดยทั่วไปจะใช้เวลากันประมาณสองเดือนค่ะ โดยช่วงแรกจะเป็นการค่อยๆ ให้ร่างกายปรับตัวให้ชินกับความสูงก่อน เพื่อป้องกันอาการแพ้ความสูง โดยแล้วแต่ว่าเราจะเลือกเดินปรับตัวที่ไหน บ้างก็เลือกที่จะเดินปรับตัวจาก Everest base camp (EBC) ขึ้นๆ ลงๆไปแคมป์ข้างบน บ้างก็เลือกไปเดินขึ้นยอดเล็กๆ ความสูงประมาณหกพันเมตรในบริเวณใกล้เคียงก่อนค่ะ สำหรับอีมเลือกไปเดินที่ Thorong Peak กับเพื่อนๆ ที่มาด้วยกัน หลังจากนั้นก็จะกลับมาแล้วเริ่มเดินทางสู่ EBC โดยนั่งเครื่องบินเล็กจากเมืองหลวงกาฐมาณฑุไปลงที่เมืองลุกลา (Lukla) ความสูงประมาณ 2,800 ม. แล้วค่อยๆ เดินปรับตัวไปเรื่อยๆ พักค้างคืนตามเมืองต่างๆ จนถึง EBC (5,400 ม.) เมื่อถึง EBC แล้วเราต้องพักร่างกายอีกประมาณสามวัน

รูปแบบการเดินเราจะเดินขึ้นๆลงๆ ทั้งหมดสามรอบจนถึงวันขึ้นยอดเพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัว โดยจะแบ่งเป็น First Rotation, Second Rotation และ Summit Push ตามที่แสดงข้างล่างค่ะ

ซึ่งความท้าทายของเอเวอเรสต์ก็อยู่ที่ความสูง เนื่องจากปริมาณออกซิเจนที่ลดลงเรื่อยๆตามระดับความสูงที่เพิ่มขึ้น โดยที่ EBC(5,400 ม.) จะมีปริมาณออกซิเจนอยู่ประมาณ 50% เทียบกับระดับน้ำทะเล และปริมาณออกซิเจนจะลดลงเหลือ 30% ที่ยอดเขาเอเวอเรสต์(8,848 ม.) ซึ่งปริมาณออกซิเจนที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกายเป็นอย่างมาก และในระดับเหนือกว่า 8,000 ม. หรือที่เรียกกันว่า Death zone อันเป็นระดับความสูงที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดดำรงชีวิตอยู่ได้ ยิ่งทำให้แม้กิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ แม้กระทั่งแค่การนั่งกินข้าวอยู่เฉยๆ ก็เป็นไปอย่างลำบากยากเย็น เคยมีนักปีนเขาคนหนึ่งได้เปรียบเทียบไว้ให้เห็นภาพว่า การปีนเขาที่ระดับความสูงดังกล่าวแม้จะใช้ถังออกซิเจนช่วยก็เปรียบเหมือนเรากำลังวิ่งบนลู่วิ่งโดยหายใจผ่านทางหลอดดูดน้ำ

เจอสั่งหยุดเกือบทุกครั้งที่ออกเดินเลยค่ะ คิดตลอดว่าทำไมเราจะต้องมาเหนื่อยขนาดนี้ ทรมานขนาดนี้อยู่ตรงนี้เนี่ย อันนั้นคือคำถามที่ถามตัวเองทุกวันวันละหลายรอบ ทั้งที่เราก็รู้ดีว่าเรามาเพื่ออะไร จนในที่สุดเมื่อมาถึงวันสำคัญที่สุดของเรา ทั้งหมดทุกอย่างที่เราทำมาเพื่อวันนี้ วันที่ออกเดินจากแคมป์สี่ ซึ่งเป็นแคมป์สุดท้าย เราเดินมานานมาก เหนื่อยมากจนกระทั่งคิดว่าไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว จุดหมายอะไรก็มองไม่เห็น เราจะต้องเดินไปอีกนานแค่ไหนกัน ไม่เอาแล้ว พอแล้วกับความฝันนี้ แต่... เพราะนี่ไม่ใช่ฝันเดียวที่พาเราขึ้นมา ความฝันนับร้อยพันที่ฝากมา สิ่งที่เราทุ่มเทลงไปทั้งหมดตั้งแต่วันนั้นวันที่เราตัดสินใจลงมือทำ มันคือการเดินทางที่แสนไกล ยากลำบากและยาวนานของทุกคนรอบข้างที่ร่วมกันฝ่าฟันจนมาถึงวันนี้ เหนือสิ่งอื่นใดคือความตั้งใจอันสูงสุดเพื่อบุคคลอันเป็นที่เทิดทูลเหนือสุดในชีวิต ณ จุดสูงสุดของโลก เราจะยอมแพ้หันหลังกลับเอาตอนนี้ได้ยังไงทั้งที่เราก็ยังก้าวไปต่อได้ ขอแค่เพียงอีกก้าวเดียว ก้าวอีกก้าวต่อก้าวไปเรื่อยๆ ความฝันและความจริงจะขยับเข้ามาใกล้กันจนเป็นหนึ่งเดียว บอกกับตัวเองว่า ฉันจะไม่หยุดจนกว่าจะก้าวต่อไปอีกไม่ได้แล้ว

ขาลงนี่เรียกว่าหนังชีวิตเลยค่ะ ตอนนั้นเองที่รู้สึกว่าชีวิตกับความตายมันอยู่ใกล้กันมากๆไม่แน่ใจเลยค่ะว่าจะได้กลับลงไปตัวเป็นๆ หรือเปล่า พลังทุกอย่างที่เรามีเราได้ทุ่มเทไปทั้งหมดตั้งแต่ขาขึ้น เพราะเป้าหมายเราอยู่ข้างบน เมื่อสำเร็จแล้ว เราไม่เหลือแรงพลังใดๆ ที่จะนำพาเรากลับลงมาอีกต่อไป นอกจากเพื่อเอาชีวิตรอดกลับไปหาคนที่เรารัก ครอบครัวที่รอเราอยู่คือพลังที่พาเรากลับลงมา

คนไทยที่ขึ้นเอเวอเรสต์ในปีนี้มีทั้งหมดสองคนค่ะ คือ อีม กับป๋าคมรัฐ โดยเราสองคนได้รับแรงสนับสนุนจากเพื่อนๆ สปอนเซอร์ และยังมีทีมงาน Thai Everest Team ที่อยู่กับเราตั้งแต่ก้าวแรกของความฝัน อีกทั้งยังเป็นทีม support อยู่ที่ไทยคอยสนับสนุน ประสานงาน และส่งข่าวระหว่างที่เราอยู่เนปาล ให้กับเพื่อนๆ ในประเทศไทยค่ะ ตั้งแต่ก้าวแรกจนก้าวสุดท้าย ทุกอย่างได้พิสูจน์ออกมาแล้วว่า Teamwork สำคัญที่สุดจริงๆ ค่ะ

เชื่อว่าทุกคนต่างมีเป้าหมายอะไรสักอย่างในชีวิต อีมขอใช้เอเวอเรสต์เป็นตัวแทนทางนามธรรมถึงเป้าหมายอันสูงสุด เอเวอเรสต์ของอีม ก็คือภูเขาลูกที่ชื่อว่าเอเวอเรสต์ เมื่อคุณเจอกับเอเวอเรสต์ของคุณจริงๆ มันมีค่ากับคุณมากพอที่คุณจะยอมทำทุกอย่างโดยปราศจากข้อแม้ที่จะไม่พยายาม อุปสรรคที่สำคัญที่สุดคือความกลัวภายในจิตใจของเราเอง ทำให้สิ่งที่ยากที่สุดคือการเริ่มต้น ขณะที่กำลังปีนภูเขาลูกนั้นของคุณ หนทางที่ยากลำบาก และดูยาวไกลจนไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน ลองละสายตาจากปลายทางแล้วกลับลงมามองเพียงแค่ก้าวต่อไป ก้าวเล็กๆ หนึ่งก้าวที่ต่อกันไปเรื่อยๆ สามารถนำพาไปถึงยังก้าวสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ได้ และเมื่อถึงจุดหมายปลายทางนั้นแล้วคุณอาจจะพบว่าที่นั่นไม่ได้มีอะไรเลย คุณค่ามันอยู่ในทุกย่างก้าวที่คุณฝ่าฟันเดินขึ้นมาต่างหาก

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com