Column ประจำ
Sponsor

ลุมพินี เนปาล : การเดินทางจากอินเดีย สู่หิมวันตประเทศ สถานที่ประสูติแห่งมหาบุรุษ

โดย : เรื่อง: ทพญ.ธิติมา วิจิตรจรัลรุ่ง / ภาพ: คมกริช ไพฑูรย์

เป็นเวลาครบยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้วที่เท้าของฉันได้สัมผัสบนแผ่นดินพุทธภูมิแห่งนี้ เนื่องด้วยวัยที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับผู้ร่วมเดินทางแสวงบุญคนอื่นๆและศรัทธาที่ยังกะพร่องกะแพร่ง ทำให้ความเหนื่อยล้าและคิดถึงบ้านจากความยากลำบากในการใช้ชีวิตในดินแดนภารตะ เป็นมารที่เกือบจะเอาชนะความปิติที่เกิดขึ้นก่อนหน้าจะเดินทางมาเสียแล้ว

เราเกิดมาเพื่ออะไร ? นั่นเป็นคำถามที่อยู่ในใจฉันตลอดมา เมื่อเรียนจบทันตแพทย์ ไปใช้ทุน เรียนต่อเฉพาะทาง และมาทำงานในฐานะทันตแพทย์เอกชนเพื่อเลี้ยงชีพ จะอีกสักกี่ปี สุดท้ายก็อยู่เฝ้าบ้านเลี้ยงลูกหลานจนแก่ตายเช่นนั้นเหรอ ฉันมองเห็นภาพตัวเองเป็นแบบนั้น ซึ่งมันไม่ได้ตอบคำถามถึงคุณค่าในการมีหรือไม่มีฉันอยู่บนโลกใบนี้และเติมเต็มความรู้สึกพร่องดังกล่าว แม้ได้ยินมานานที่ผู้รู้บอกไว้ว่าศาสนาพุทธเป็นวิทยาศาสตร์สามารถตอบได้ทุกคำถาม แต่เวลาของฉันที่จะศึกษานั้นยังน้อยอยู่ กระทั่งมหาอุทกภัยได้นำพาโอกาสที่ทำให้ฉันได้พักใจ และมีเวลาเดินทางมาค้นหาคำตอบที่สงสัย ณ ดินแดนชมพูทวีปแห่งนี้

“ผมจะขออนุญาตแจกอาหารเช้าบนรถก่อนนะครับ อีกราวแปดชั่วโมงจะถึงเมืองโซโนลี (SONOLI) ชายแดนอินเดีย-เนปาล และเราจะรับประทานอาหารเที่ยงสักบ่ายสองโมงที่วัดไทยนวราชรัตนาราม ๙๖0 ครับ” เสียงคุณธีรภัทร ไกด์หนุ่มของคณะประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงปลุกฉันที่กำลังงีบหลับ ขณะที่ทุกคนยังดูงัวเงียจากการนอนเที่ยงคืนตื่นตีสี่ เพื่อรีบออกเดินทางต่อไปยังดินแดนประสูติ ณ อดีตตำบลลุมมินเด สวนลุมพินีวัน รอยต่อระหว่างกรุงเทวทหะและกรุงกบิลพัสดุ์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเนปาล

หลังแจกอาหารเช้าบนรถทัวร์ ฉันเปิดกล่องดูก็ถอนหายใจค่อยยังชั่ว ที่เป็นของคุ้นเคยเช่นไข่ต้ม กล้วยหอม แซนด์วิชแฮม จะได้พักกระเพาะจากอาหารฉุนเครื่องเทศอย่างที่ผ่านมาบ้าง ฉันนอนหลับไม่ค่อยสนิทนักเนื่องจากเปลี่ยนที่ ฝุ่นมากมายทุกหนแห่งทำให้ฉันรู้สึกแสบตา เจ็บคอ และอ่อนเพลียจากการนั่งโยกเยกเหมือนขี่ม้าตลอดการเดินทาง อาหารแต่ละมื้อก็ไม่ตรงเวลา จนอาการของโรคกระเพาะใกล้จะกำเริบ รวมทั้งมีไข้ต่ำๆ อันเป็นอาการแสดงเริ่มต้นของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เนื่องจากกลั้นปัสสาวะและดื่มน้ำน้อย มีคนเคยบอกว่าฉันเป็นพวก “สุขนิยมตัวแม่” ฉันอยากจะเถียงคนพูดหากต้องมาเจอสภาพแบบฉันในตอนนี้ แต่เมื่อหันไปมองป้าๆลุงๆที่มาด้วย โดยเฉพาะคุณอายุพาที่ไม่ย่อท้อแม้ต้องอาศัยขาที่สามเป็นไม้เท้า จึงทำให้ฉันไม่กล้าเอ่ยบ่นแม้สักแอะ

คุณอายุพายิ้มแย้ม และเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุกเสมอ เมื่อท่านเห็นว่าหน้าของฉันชักบอกบุญไม่รับ จึงชวนคุยว่า “เราโชคดีจังเพราะได้มาประเทศที่มีห้องน้ำกว้างเกือบที่สุดในโลก (อยากจะหย่อนก้นที่ไหนบนแผ่นดินนี้ ก็ย่อมได้ถ้าไม่อาย) แถมมาแล้วได้เป็นมหาราณี มหาราชา (ก็ขอทานเขาเรียกทุกคนแบบนั้น) และได้ทำบุญทำทานตลอดเวลาที่อยาก” ฉันอดหัวเราะไม่ได้เมื่อนึกตาม ฉันคงต้องมองประเทศอินเดียด้วยหัวใจที่เปิดกว้างแบบอายุพา แล้วถึงจะได้คำตอบที่ตามหาว่าทำไมต้องเป็นที่นี่ ที่พระพุทธเจ้าทุกประองค์มาประสูติและตรัสรู้ เอาล่ะ เวลาที่มีอีกมากระหว่างการเดินทางนี้ ฉันจะมองอินเดียเหมือนนั่งดูสารคดีสักเรื่องก็แล้วกัน

แสงเงินแสงทองยามเช้าทอดเป็นลำลอดหมู่เมฆลงมายังผืนพสุธา สะท้อนภาพไร่นาสองข้างทางให้เป็นสีเหลืองทองของรวงข้าวสาลีสุก อินเดียให้ความสำคัญกับข้าว ปลา นา เนื้อมาช้านาน ดูอย่างศากยะตระกูลของพระพุทธเจ้า แม้พระเจ้าสีหนุสมเด็จปู่ของพระองค์ยังตั้งชื่อราชบุตรมีความหมายว่าข้าวห้อยท้าย เช่น สุทโธทนะ สุกโกทนะ

บ้านเรือนแต่ละหลังเหมือนบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จแต่มาอาศัยอยู่ ผู้มีฐานะหน่อยก็จะอาศัยอิฐแดงยารอยต่อด้วยซีเมนต์ ฉาบปูนทาสีเฉพาะหน้าบ้านด้านอื่นๆช่างมัน หากงบน้อยกว่านั้นก็ไม่ต้องฉาบไม่ต้องทา ใช้แต่อิฐและซีเมนต์ รวมทั้งขี้วัวตากนำมาแปะกำแพงกันลมหนาวได้ดี ยิ่งออกไปชนบทมากขึ้นเท่าไร จะเห็นบ้านดินผสมมูลวัวทั้งหลังได้ง่ายขึ้น พานให้นึกไปถึงเมืองไทยที่มีรีสอร์ทบ้านดินราคาค่าเข้าพักหลายพันบาทต่อคืน แถว ๆราชบุรีและวังน้ำเขียว แต่คนที่นี่ใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติเหมือนอยู่รีสอร์ทได้ทุกวัน

คนอินเดียมองดูความสุขของคนอยู่ที่ของที่กองอยู่หน้าบ้านอย่างน้อยสี่กอง ๑.กองฟืน ๒.กองพล ๓. กองไฟ ๔. กองฟอน ดังนั้นยิ่งมีกองมูลวัว มูลควาย และกองฟางจึงยิ่งเสมือนการแสดงให้เห็นถึงฐานะอันดีของบ้านนั้น กองยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งมีวัวควายไร่นามาก และคนที่นี่ก็รักและบูชาวัวเพราะเป็นสัตว์พาหนะของพระศิวะตามความเชื่อของฮินดู ให้ประโยชน์ด้านแรงงาน ขี้วัวแปะฝาบ้านก็ได้ ทำเชื้อเพลิงก็ได้และให้นมเป็นอาหาร

เป็นคำพูดติดตลกของไกด์เพื่ออธิบายความสำคัญของสัตว์ใหญ่ให้คุณชนิดนี้ แม่วัว แขกอินเดียเรียกว่า มาตายีหรือพระแม่เจ้า ให้น้ำนมสีขาวสะอาดเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ (อินเดียมีผู้ถือมังสวิรัติจำนวนมาก) เขาจึงให้วัวอาศัยอยู่ร่วมชายคาบ้านเดียวกัน มีผ้าห่มกันหนาว สุมไฟไล่ยุงให้อย่างดี เมื่อเข้าเขตเมืองแต่ละเมืองรถจะเริ่มติด เสียงแตรรถแข่งกันบีบสนั่นหวั่นไหว ทั้งไล่คน ไล่วัวที่ใช้ถนนร่วมกัน ฉันสังเกตว่าตลาดแต่ละเมืองหน้าตาละม้ายกันหมด คือมีร้านรวงที่เป็นตึก และห้องที่ปลูกเป็นเรือนไม้เล็กๆ ขนาดแค่ 2 x 2 เมตร ไม่น่าจะกว้างกว่านั้น เป็นเหมือนบูธขายของ บ้างก็เป็นพ่อค้าโรตีทอด หมากสด หรือขนมซองๆแบบร้านโชห่วยแถวบ้านเรา ผลไม้หลักคือกล้วยหอม แอปเปิ้ลลูกเล็กๆ ส้ม และมะขามป้อมวางกองบนผ้าขายกับพื้น น่าแปลกที่มีแต่แขกผู้ชายขายของ แม่ค้าผู้หญิงมีน้อยคาดว่าจะเก็บตัวทำไร่ทำนา ทำงานบ้านกันเสียมากกว่า รวมทั้งต้องขนมูลวัวมาปั้นเป็นก้อนและตากแห้ง (เห็นหญิงในชุดส่าหรีสีเหลืองสดกำลังปั้นอยู่ข้างทางจริงๆ)

แขกที่นี่ช่างพูดช่างซักช่างถามและชอบเป็นแบบให้ถ่ายรูป ตอนที่รถทัวร์ของเราจอดให้คนขับพักระหว่างทางที่ปั๊มน้ำมันและให้ลูกทัวร์ได้ปลดทุกข์ ซึ่งหาได้ยากมากนานๆจะเจอสักปั๊ม มีร้านขายจาปาตีทอดและย่างกับชานมหอมกรุ่นที่เรียกว่า การัมจาย พวกเราก็แวะลองซื้อมารับประทานกันดู แต่ต้องทำใจเรื่องความสะอาดหน่อย เพราะผ้าเช็ดมือ และผ้าเช็ดกระทะเป็นผืนเดียวกัน (หวังว่าแขกหนุ่มผู้นั้นจะล้างมือหลังจากไปยิงกระต่ายทุกครั้ง) รับประทานขณะร้อนๆตอนอากาศเย็นสักยี่สิบองศานี่ได้อารมณ์สุนทรีดีทีเดียว รสชาติคล้ายโรตีมะตะบะบ้านเรา คือมีไส้กะหรี่ไก่และพริกหวานอยู่ข้างในแป้ง ไม่ไกลจากร้านนี้ก็มีบูธขายหมากสด สองหนุ่มร้านนี้แหละที่มาโพสต์ท่าให้เราถ่ายรูปขณะจุมพิตกัน เรียกว่าคนถ่ายตกใจแทบกดชัตเตอร์ไม่ถูกกันเลยทีเดียว

ไม่ว่ารถเมล์หรือรถไฟ พื้นที่บนหลังคามีประโยชน์เสมอ เพราะเขาใช้เป็นที่นั่งชั้นพิเศษ รับลมเย็นสบาย ไม่ต้องแออัดกายเบียดเป็นปลากระป๋องแบบที่เคยเห็นในมิวสิควีดีโอ ฮัลโหลมายเลิฟ ของพี่เบิร์ดธงไชย ส่วนเรื่องความตรงเวลาของรถ ไม่ต้องพูดถึง อาจจะสายได้เป็นวันเลยทีเดียว แต่คนอินเดียเขากลับบอกว่าอะไรดีๆต้องช้าเข้าไว้ เพราะแน่นอน ไม่อันตราย โดยเฉพาะเรื่องความรัก ศิลปะ การใช้ทรัพย์ และการขึ้นภูเขา

คลินิกหรือโรงพยาบาลมีให้เห็นไม่บ่อย เป็นตึกแถวเล็ก ๆ รั้วรอบขอบชิด แต่ร้านขายยาดูกิจการจะ รุ่งเรืองกว่า เพราะเรียงยาอัดแน่นเต็มชั้นวาง และมีให้เห็นมากกว่าคลินิกหลายเท่า ส่วนการถอนฟันริมถนนอย่างที่เคยได้ฟังมานั้น มาครั้งนี้ก็ยังไม่เห็นกับตาตัวเอง จึงไม่แน่ใจว่าหมดไปแล้วหรืออย่างไร

ชุดนักเรียนหญิงที่นี่น่ารักเป็นเสื้อแขกตัวยาวกับกางเกงขาเล็ก มีผ้าพาดไหล่เป็นสีม่วงทั้งชุด ส่วนเด็กผู้ชายใส่กางเกงขายาว เชิ้ตสีน้ำตาล มีเสื้อสเวตเตอร์สีน้ำตาลไหม้สวมทับ โรงเรียนที่นี่ไม่มีรั้ว เป็นตึกอิฐสีแดงกับลานกีฬากว้างๆเท่านั้น หากคิดจะหนีเรียนคงไม่ยาก แต่ไม่มีร้านเกมส์ ร้านอินเตอร์เนตให้ไปนั่งเล่นแบบบ้านเรา จะหนีกลับบ้านไปช่วยแม่ทำงานหรือไม่ อันนี้ก็สุดรู้เพราะลืมถาม นั่งดูสารคดีชีวิตมาหลายชั่วโมง บิดตัวชิดจอกระจกด้านข้างจนเมื่อยขบ คงต้องงีบเอาแรงสักพัก หวังว่าตื่นขึ้นมาคงจะใกล้เวลาอาหารเที่ยงที่วัด เพราะชักคิดถึงอาหารไทยขึ้นมาบ้างเสียแล้ว

เมื่อมาถึงที่วัดก็เป็นเวลาร่วมบ่ายสามโมง ช้ากว่าเวลาที่คาดไว้เกือบหนึ่งชั่วโมง คณะของเราจึงต้องทำเวลาเพื่อไม่ให้ไปถึงที่ลุมพินีเย็นมากจนเกินไป อาหารไทยรสชาติคุ้นลิ้นวางรออยู่แล้วในลักษณะบุฟเฟต์ ทั้งไข่พะโล้ ผัดผักรวมมิตรและน้ำพริกหนุ่ม นอกจากนี้ยังมีซุ้มอาหารที่คนไทยใจดีมาตั้งให้เป็นทานสำหรับอาคันตุกะที่เดินทางมาเยี่ยมเยือน อย่างแผ่นโรตีทอดกรอบขนาดพอดีคำ ราดด้วยนมข้นหวานชุ่มลิ้น เสิร์ฟบนจานรองจากใบสาละ เคล้ากับกาแฟสดคั่วบดหอมกรุ่นรสเข้มในถ้วยดินเผา (ต้องขอโมทนาบุญให้เจ้าของซุ้มแสนใจดีอีกครั้งค่ะ) เสียดายที่มีเวลาน้อยให้เดินเที่ยวชม เพราะที่นี่มีร้านขายของที่ระลึกและ พิพิธภัณฑ์ขนาดกะทัดรัดบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของพระธรรมทูตไทย ที่มายังดินแดนแห่งนี้แต่แรกเริ่ม รวมทั้งมีสวนป่าร่มรื่นให้หย่อนใจอีกด้วย พอสามโมงครึ่งจึงได้เวลาล้อหมุน

กว่าที่คณะของเราจะมาถึง พระอาทิตย์ที่เนปาลก็ใกล้จะลาลับขอบฟ้า ลมเหมันต์ยามเย็นพัดมาสัมผัสผิวกายทำให้ต้องรีบหาเสื้อคลุมกันหนาวมาสวม จากชายแดนเราต้องยื่นวีซ่า รอขอผ่านเข้าประเทศเนปาลเกือบชั่วโมง และอีกครึ่งชั่วโมงมายังอดีตสวนพฤกษชาติระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และเทวทหะ

ในคัมภีร์ทศชาติ พรรณนาถึงการบำเพ็ญบารมีของมหาบุรุษว่า ครั้งสุดท้ายพระโพธิสัตว์อุบัติเป็นเทพบุตรประทับอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต ก่อนจุติลงมาสู่โลกมนุษย์ ทรงพรรณนาถึงปัญจมหาวิโลกนะ ๕ ประการ คือ กาลอันควร ทวีปอันควร ประเทศอันควร ตระกูลผู้ให้กำเนิดอันควรและมารดาผู้มีอายุอันสมควร ทรงพิจารณาเห็นว่า ตระกูลของผู้ครองนครศากยะเป็นที่เหมาะแก่การอุบัติ และผู้ที่รับรองกำเนิดคือ พระนางสิริมหามายา อัครมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ จึงตัดสินพระทัยเสด็จลงสู่พระครรภ์ เมื่อวันอาสาฬหปุรณมี เพ็ญเดือนแปด และเสด็จอุบัติ ณ สวนลุมพินีวันสถาน เป็นเวลาแดดอ่อนยามสายใกล้เที่ยง ในวันศุกร์เพ็ญวิสาขะ พระพุทธมารดาประทับยืน พระหัตถ์ขวาเหนี่ยวกิ่งสาละ(ไม้สกุลเดียวกับต้นรัง) ขณะประสูติมีเหล่าพรหมนำผ้ากาสีเนื้อดีมารองรับ พร้อมธารน้ำร้อนน้ำเย็น ทรงเพียบพร้อมด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการครบบริบูรณ์ อันเป็นลักษณะแห่งองค์พุทธางกูรโดยเฉพาะ แล้วทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ก้าวพระบาทออกไป ๗ ก้าวเป็นบุพนิมิต หมายว่า จะทรงประกาศรัศมีแห่งธรรมไปใน ๗ ชนบทน้อยใหญ่ของอินเดียในสมัยนั้น ทรงประสูติบริสุทธิ์ไม่เปรอะเปื้อนด้วยครรภ์มลทินแม้แต่น้อย จากนั้นข้าราชบริพารนำไปทรงสนานในสระโบกขรณี ก่อนเสด็จนิวัติพระนครพร้อมขบวนรับเสด็จที่แต่งมารับโดยพระเจ้าสุทโธทนะราชบิดา

อาณาบริเวณของโบราณสถานสวนลุมพินีวัน ประกอบด้วย สระโบกขรณี เสาศิลาจารึกพระเจ้าอโศก มายาเทวีมหาวิหาร และส่วนที่เป็นเจดีย์และสังฆารามในอดีตซึ่งเห็นแต่เพียงฐานอิฐ รถทัวร์จะจอดที่บริเวณวัดพุทธนานาชาติด้านนอก และต้องเดินเท้าหรือขึ้นรถสามล้อไปเป็นระยะทางเกือบห้าร้อยเมตร ระหว่างเดินควรเตรียมผ้าปิดจมูกและแว่นตาเพื่อป้องกันฝุ่นด้วย ตลอดระยะทางจะพบเห็นพระจากนานาประเทศทั้งพระจีน พระไทย พระแขก ซึ่งเหล่าคณะคนไทยก็ถวายปัจจัยรายทางกันไปตลอด มองเห็นเสาอโศกอยู่ลิบๆค่อยโล่งอกว่าถึงที่หมายแล้ว เสานี้ตั้งขึ้นหลังจากการสังคยานาพระไตรปิฎกครั้งที่สาม และพระเจ้าอโศกได้เสด็จมาจาริกแสวงบุญที่นี่พร้อมด้วยหมู่สงฆ์ (หลังพุทธปรินิพพาน ๒๓๖ ปี) และทรงสร้างเจดีย์ หลักศิลาจารึกอักษรพราหมีเป็นพุทธศักการะ ปัจจุบันไม่เห็นรูปวิคฑะหรือม้าประดิษฐานบนยอดเสาอโศก ตามบันทึกของหลวงจีนถังซัมจั๋ง ซึ่งปกติจะเป็นรูปสิงห์สี่ตัวหรือวัว คาดว่าอาจหมายถึงม้ากัณฐกะหนึ่งในสหชาติที่เป็นพาหนะที่พาออกบรรพชา

 

อาคารปูนสีขาวด้านหลังเสาอโศกคือมายาเทวีมหาวิหาร เดิมสร้างด้วยอิฐกับปูน เป็นอาคารยกระดับมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ด้านหลัง ภายในมีรูปแกะสลักด้วยหินเป็นภาพพุทธมารดายืนประทับเหนี่ยวกิ่งสาละอยู่พร้อมเหล่าสนม เบื้องหน้าเป็นสิทธัตถะราชกุมารกำลังย่างพระบาทไปบนดอกบัว เมื่อ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๙ นักโบราณคดีได้ค้นพบแผ่นศิลาขนาด ๕x๕ นิ้วเป็นรอยพระบาทขนาดเล็กเชื่อว่าเป็นหลักฐานยืนยันการเสด็จพระราชดำเนินได้ ๗ ก้าว เสียดายที่ห้ามถ่ายรูปภายในวิหาร ครั้นจะละเมิดก็เหลือบไปเห็นทหารเนปาลยืนถือปืนยาวคุมเข้มอยู่ใกล้ๆ

คุณธีรภัทรไกด์หนุ่มของคณะ ปล่อยให้พวกเราเดินถ่ายรูปตามอัธยาศัยก่อนที่แสงสุดท้ายของวันจะหมดลง หลังจากนี้จึงจะพาไปเช่าพระพุทธรูปปางประสูติที่รู้จักกันดีว่า เบบี้บุดดา ที่วัดไทยลุมพินี เสียดายอีกอย่างที่ฟ้ามืดเกินกว่าจะมองเห็นอุโบสถสีงาช้างอันงดงามของวัดแห่งนี้

ฉันคิดเล่นๆในใจถึงความเป็นไปได้ที่ทารกจะสามารถพูดและเดินได้ แต่คิดอีกทีสิ่งอัศจรรย์เหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่นั้น ก็มิใช่แก่นแท้ในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ หากแต่การทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ต่างหาก คือแก่นของพุทธศาสนา เวลาที่เหลือมีไม่มากแล้ว เอาเวลาไปดูลมหายใจกันจะดีกว่า

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com