Column ประจำ
Sponsor

ท่องแดนพุทธภูมิ สังเวชนียสถานทั้งสี่

โดย : เรื่อง: ทพญ.ธิติมา วิจิตรจรัลรุ่ง / ภาพ: คมกริช ไพฑูรย์
พุทธคยา :
 
 
โพธิคยามหาเจดีย์สัญลักษณ์แห่งการตรัสรู้ และการต่อสู้ด้วยแรงศรัทธาของชาวพุทธทั่วโลก เพื่อกอบกู้มหาสังฆารามแห่งนี้จากน้ำมือชาวมหันต์ผู้จ้องทำลาย
เสียงสวดมนต์ทำวัตรเช้าดังขึ้นโดยรอบพุทธสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นสำเนียงต่างกัน ด้วยท่วงทำนองแห่งศรัทธาในภาษาบาลี ลมเอื่อยๆยามเช้าพัดมาเย็นสบาย มีสายหมอกจางๆแผ่ปกคลุมอาณาบริเวณ ห่มให้ภาพที่ปรากฏแลดูเป็นแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง เหล่าพุทธศาสนิกชนจากทั่วโลกหลายชาติพันธุ์ผู้มีความปรารถนาและศรัทธาแรงกล้า ต่างตั้งใจมั่นว่า สักวันหนึ่งสถานที่แห่งนี้จะเป็นจุดหมายปลายทางที่จะต้องมา เพื่อเข้าใกล้ถึงธรรมที่พระบรมศาสดาทรงสอน ประหนึ่งได้กราบไหว้แทบเบื้องพระบาทของพระองค์
คุณอายุพา วัยห้าสิบแปดปี แม้ผ่านการผ่าตัดเข่าเสื่อมและต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงน้ำหนักกว่าแปดสิบกิโลกรัม ก็เป็นผู้หนึ่งที่มุ่งมั่นว่าสักวันจะต้องมาให้ถึงพุทธภูมิให้ได้ เมื่อเกิดมหาอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น จึงทำให้เธอมีหลานสาวทันตแพทย์ ที่ว่างงานจากการเปิดคลินิกทำฟันร่วมเดินทางมาดูแลด้วย
อายุพาพยายามนั่งลงอย่างทุลักทุเล เพื่อกราบแท่นวัชรอาสน์ ใต้โคนต้นศรีมหาโพธิ์ พร้อมทั้งความปิติอิ่มเอิบใจว่า ณ ที่แห่งนี้เอง ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงกระทำความเพียรจนตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณและออกเผยแผ่หลักธรรมเพื่อช่วยสัตว์โลกให้เข้าใกล้หนทางหลุดพ้นในวัฏสงสาร เสียงอิติปิโสยังดังต่อเนื่องผ่านริมฝีปากนับพันของผู้คนในชุดขาว แม้มิได้พร้อมเพรียงเป็นสำเนียงเดียวกัน แต่ความปรารถนาที่จะเปล่งคำบูชาเพื่อถวายเป็นพุทธสักการะมิได้ต่างกัน ยังความอิ่มเอิบใจให้กับเธอจนน้ำตาแห่งความปิติเอ่อคลอในคลองจักษุ
ก่อนหน้านี้ เธอเคยได้ฟังคำบอกเล่าถึงความยากลำบากในการเดินทางมาประเทศอินเดีย ไม่ว่าจะเรื่องความสกปรกของขยะอันเกลื่อนกลาด กองมูลวัว มูลคนตามท้องถนน เรื่องห้องน้ำที่สกปรก อาจต้องเข้าทุ่งในบางที่ และถนนหนทางก็แสนขรุขระ แม้อยู่บนรถบัสแต่กลับเหมือนกำลังควบม้า บวกกับสภาพการจราจรที่คนขับรถต่างบีบแตรกันสนั่นหวั่นไหวอยู่ตลอดเวลาก็อาจทำให้ประสาทเสียได้ง่ายๆ อีกทั้งการเผชิญหน้ากับกองทัพขอทานช่างตื๊อ ที่อาจจะกลุ้มรุมไม่ยอมให้จากไปไหนหากไม่ได้เงินอย่างที่ปรารถนา ก็มิได้ทำให้ศรัทธาของเธอลดลงเลยแม้แต่น้อย
การเดินทางสู่อดีตดินแดนคยาเกษตร โดยรถบัสกินเวลาร่วมสิบชั่วโมง ดังนั้นมื้อเย็นของวันแรกบนดินแดนภารตะจึงเป็นเวลาห้าทุ่ม ความง่วงเกือบเอาชนะความหิวแล้ว แต่เมื่อกลิ่นเครื่องเทศยั่วจมูกมาสัมผัสฆานะประสาท ก็ทำให้ชาวคณะผู้แสวงบุญเดินเข้าไปยลหน้าตามื้อค่ำ ที่มีแกงกะหรี่ไก่และมันฝรั่งสีเหลืองนวล รับประทานกับแผ่นแป้งจาปาตี รสชาติเผ็ดร้อนแปลกลิ้น และรับทราบหมายกำหนดการว่ารุ่งขึ้นหกโมงเช้าจะเป็นเวลาล้อหมุนสู่มหาสถานพุทธคยา
 
ในอดีตพุทธคยาอยู่ในเขตอิทธิพลของคยาเกษตร มีสถานที่บูชาของฮินดูที่มาถวายบิณฑ์ 16 แห่ง ในคยามหาตมยา เรียกว่า โพธคยา เมื่อต่อมาหลังพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ จึงเปลี่ยนเป็น พุทธคยา ในที่สุด ถิ่นที่แห่งนี้ตามในอรรถกถากล่าวว่า เคยอุดมงดงามด้วยป่าไม้และวิหก และก่อนจะถึงได้ต้องผ่านแม่น้ำถึงหกสาย
เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกาล “คยา”กลายเป็นเมืองแห้งแล้งยากจน ตามความเชื่อของฮินดู ที่เมืองนี้ต้องคำสาปโดยพระวิษณุว่า “เมืองของอสูรนี้ มีแม่น้ำขอให้มีแต่ทราย มีหญิงชายขออย่าให้มีคนงาม มีภูเขาขออย่าให้มีต้นไม้ มีคนค้าขายก็พอมีอยู่มีกิน” แม้ไม่ได้มีความเชื่อทางพราหมณ์ แต่เมื่อได้เดินทางไปหลายแห่งในอินเดียแล้ว ก็เกือบสรุปได้ว่าที่แห่งนี้แทบจะแร้นแค้นที่สุด แม้เนรัญชรานที-สายน้ำที่มหาบุรุษอธิษฐานลอยถาดของนางสุชาดา ผู้ถวายข้าวมธุปายาสก่อนการตรัสรู้ก็ยังเหือดแห้งเหลือแต่เพียงสันทรายในหน้าแล้ง จะมีน้ำเฉพาะระหว่างพรรษกาลจนถึงทอดกฐินเท่านั้น
มหาชนทั้งหลายกล่าวกันว่า ที่ต้นโพธิ์ตรัสรู้นี้เป็นสะดือของโลกหรือ ปัถวินาภิมณฑล เป็นที่ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์มาตรัสรู้ และไม่มีที่อื่นใดรับน้ำหนักการตรัสรู้ได้ ในสัปดาห์แรกหลังการตรัสรู้ พระพุทธองค์ทรงประทับเสวยวิมุตติสุขใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ซึ่งชาวพุทธเรียกขานบริเวณนี้ว่าโพธิบัลลังก์ เพื่อทรงใคร่ครวญปฏิจจสมุปปบาท พิจารณาการเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์ภายในจิต
อนิมิสเจดีย์
 
 
เจดีย์สีขาวทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของต้นศรีมหาโพธิ์ เป็นสถานที่เสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่สอง ทรงประทับยืนและลืมพระเนตรโดยไม่กระพริบตาตลอดเจ็ดวัน แลดูบัลลังก์และต้นโพธิ์สถานที่บรรลุธรรม
 
รัตนจงกรมเจดีย์
 
 
คือหินทรายสลักเสลาเป็นประทุมบานรับแสงอาทิตย์จำนวน ๑๙ ดอก อยู่ระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์และอนิมิสเจดีย์ ข้างมหาเจดีย์ทางทิศเหนือเป็นสถานที่เสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่สาม ถัดไปทางด้านทิศเหนือของมหาเจดีย์โพธิคยาคือ รัตนฆรเจดีย์ เป็นวิหารสี่เหลี่ยมไม่มีหลังคามุง แต่ปัจจุบันได้ทำเป็นผืนผ้าใบคลุมเพื่อกันแดดกันฝน กว้าง ๑๑ ฟุต ยาว ๑๔ ฟุตมีพระพุทธรูปสมัยคุปตะและปาละ ทรงเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่สี่ ทรงเปล่งฉัพพรรณรังสี ณ ที่แห่งนี้ตลอดเจ็ดวัน
 
ไทร-อชปาลนิโครธ
 
 
ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำโมนีกับแม่น้ำเนรัญชรา ไม่ห่างจากบ้านนางสุชาดานัก สถานที่เสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ห้า ทรงตรึกตรองถึงบุคคลที่สมควรรับการสั่งสอนอุปมาดังอุบลสี่เหล่า และท้าวสหัมบดีพรหมได้มาอาราธนาเพื่อทรงแสดงธรรม ในคราก่อนกาลตรัสรู้ มหาบุรุษได้รับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดาใต้ร่มเงาไม้แห่งนี้
 
มุจลินทร์โบกขรณี
 
 
เป็นสถานที่เสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่หก อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของต้นศรีมหาโพธิ์ ตามพุทธประวัติกล่าวว่า ในช่วงนั้นมีพายุฝนลมแรงตลอดเจ็ดวัน พระยามุจลินทนาคราชได้เข้าถวายอารักขา โดยแผ่พังพานพร้อมด้วยขนดเจ็ดรอบตามลักษณะพระพุทธรูปปางนาคปรก เมื่อลมสงบจึงจำแลงรูปเป็นมานพหนุ่มเข้ามาถวายนมัสการเบื้องพระพักตร์
 
ต้นราชายตนะ
 
 
อยู่ทางทิศใต้ของต้นศรีมหาโพธิ์ ในสัปดาห์ที่เจ็ดของการเสวยวิมุตติสุข ได้มีพ่อค้าสองพี่น้องนามว่า ตปุสสะ และภัลลิกะ เดินทางผ่านที่ประทับเกิดความเลื่อมใสในวัตรแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเข้าเฝ้าพร้อมถวายข้าวสัตตุ (ข้าวตู)ทั้งชนิดก้อนและผง เมื่อทรงดำริว่า “พระตถาคตทั้งหลายไม่รับด้วยมือ” ท้าวเทวราชทั้งสี่ทรงนำบาตรศิลา ๔ ใบ อธิษฐานรวมให้เป็นบาตรเดียวถวายพระพุทธองค์เพื่อรับบิณฑบาต และสองพ่อค้าจึงปวารนาตนเป็นอุบาสกมีพระพุทธ พระธรรมเป็นสรณะตลอดชีวิต
เมื่อเดินวนจนครบทั้งเจ็ดสัตตมหาสถานแล้ว คณะผู้แสวงบุญจึงพากันกลับมานั่งใต้ต้นศรีมหาโพธิ์อีกครั้ง แสงอาทิตย์แหวกเมฆลงมาจนหมอกยามเช้าสลายไปจนหมด นำพาความอบอุ่นมาสู่แผ่นดินรวมทั้งแผ่นหินอ่อนสีขาวภายใต้เท้าเปลือยปราศจากรองเท้า คุณธีรภัทรไกด์หนุ่มผู้ดูแลการเดินทางครั้งนี้เล่าถึงพุทธประวัติที่เกี่ยวข้องกับพุทธคยาอย่างชัดเจน รวมไปถึงความมหัศจรรย์ของต้นศรีมหาโพธิ์ ต้นไม้คู่บารมีที่เป็นหนึ่งในเจ็ดสหชาติ คือเกิดขึ้นมาในวันประสูติต้นนี้ว่า มีความพยายามทำลายหลายครั้ง ทั้งจากยาพิษโดยความริษยาของมเหสีองค์ใหม่ในพระเจ้าอโศก นำความโศกสลดมาสู่พระองค์เป็นอันมากแต่สุดท้ายก็แตกหน่อขึ้นที่รากเดิมอีก จนถึง พ.ศ. ๑๑๐๐ พระเจ้าศศางกา กษัตริ์ยฮินดูจากแคว้นเบงกอลรับสั่งให้ทำลายวัดวาอารามและต้นโพธิ์ให้สิ้น แม้กระทั่งสั่งให้คนขุดรากทิ้ง ราดด้วยน้ำอ้อยเอาไฟเผา และรับสั่งให้ทำลายพระพุทธเมตตาเสีย และประดิษฐานพระอิศวรแทน หากแต่เมื่อทหารผู้รับคำสั่งนั้น เมื่อได้ยลพระพักตร์ของพระพุทธรูปอันเปี่ยมด้วยพระเมตตายิ่งนั้น ก็มิอาจกระทำตามที่รับสั่งได้ จึงใช้กำแพงปูนก่อปิดเพื่อลวงตาและตั้งพระอิศวรด้านหน้ากำแพง แทนที่พระเจ้าศศางกาจะดีพระทัย กลับหวาดกลัวเหตุร้ายจะเกิดแก่ตน จึงล้มป่วยและสิ้นพระชนม์ด้วยความทรมาน หลังจากนั้นนายทหารผู้เดิมจึงกลับมาทำลายกำแพงออก ปรากฏว่าตะเกียงน้ำมันที่บูชายังสว่างโชติช่วง และต้นศรีมหาโพธิ์ก็แตกหน่อขึ้นมาได้อีกครั้ง ซึ่งต้นปัจจุบันเป็นหน่อที่สี่
ด้วยเหตุที่พุทธศาสนามีจิตใจกว้างขวางเผื่อแผ่ มีปกติไม่ชิงดีชิงเด่นกับใคร ทำให้ศาสนาพราหมณ์รุกคืบสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้โดยง่ายตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศ์ปาละ (ศตวรรษที่ ๑๐ )มีการพยายามเปลี่ยนดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนพราหมณ์ โดยการนำรูปศิวพรหมมาประดิษฐานแทนในวิหารมหาโพธิ์ และทำการดัดแปลงวิหารใหม่โดยผสมผสานรูปแบบเทวาลัยพราหมณ์ ทำให้มีลักษณะตอนบนเป็นยอดสถูปแบบพุทธ ตอนกลางเป็นพระปรางค์ และตอนล่างเป็นวิหารเหมือนในปัจจุบัน เมื่อเข้าสู่ยุคมุสลิมเรืองอำนาจมหาสังฆารามแห่งนี้ถูกทิ้งร้างและเผาทำลาย กระทั่งพ.ศ. ๒๑๓๓ ก็ตกอยู่ในครอบครองของนักบวชมหันต์นิกายทัสนามิยาสี
เมื่อสมัยพระเจ้ามินดงกษัตริ์ยพม่า ได้เจรจาผ่านรัฐบาลอินเดียที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษในปี พ.ศ.๒๔๑๗ เพื่อขอทำการบูรณะพุทธคยา โดยมหันต์มีข้อแม้ว่า ต้องไม่ทำลายเทวรูปฮินดูในที่นั้นและมอบเงินแก่มหันต์ ๖๐๐๐๐ รูปี ในกาลนี้ เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิงแฮม กับ ดร.ราเชนทร์ ทรลาลมิตร มีบทบาทอย่างยิ่งในการช่วยบูรณะ แต่เนื่องจากอังกฤษมีความเกรงใจพวกมหันต์อย่างมาก จึงปล่อยให้ทรุดโทรมและข้าวของภายในวิหารก็ถูกลักขโมยไปมากต่อมาก เมื่อพ.ศ.๒๔๓๔ ท่านอนาคาริกธรรมปาละ ชาวพุทธลังกาท่านหนึ่งได้เดินทางมาพบเห็นสภาพร่วงโรยของมหาสถานแห่งนี้ จึงดำเนินเรื่องให้มีการต่อสู้โดยชอบธรรมของชาวพุทธทั่วโลก ในการขอคืนให้เป็นสถานที่ของชาวพุทธ จึงก่อตั้งสมาคมมหาโพธิ์ขึ้นให้ชาวพุทธจากทั่วโลกทั้งไทย ญี่ปุ่น กัมพูชา พม่า อังกฤษ เนปาล ธิเบต และอื่นๆ ร่วมเจรจากับมหันต์อย่างเป็นทางการ แต่ก็มิได้ราบรื่น แม้วางเงินและโอนโฉนดแล้ว แต่อังกฤษก็ยังเข้าข้างมหันต์ที่เกรงว่าตนจะเสียผลประโยชน์ อังกฤษจึงเข้าแทรกแซงเล่นแง่เพื่อให้ยืดเวลาออกไป
ญี่ปุ่นประกาศว่าอย่างไรเสียจะหาเงินมาซื้อวิหารมหาโพธิ์ให้จงได้ ถึงขั้นยกธงชาติด้วยความหวังอันแน่วแน่คู่กับธงธรรมจักร แต่ผลที่ได้กลับเป็นการสร้างความหวาดระแวงให้อังกฤษ เนื่องจากญี่ปุ่นเพิ่งชนะรัสเซียมา เกรงจะรุกเข้ามายึดครองอินเดีย อังกฤษจึงยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเป็นครั้งที่สอง
ในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ท่านธรรมปาละกลับมาที่พุทธคยาอีกครั้ง และพบเหตุอันสลดใจที่ภิกษุพม่า ๔ รูปถูกทุบตีเกือบมรณภาพ ขณะอ่านพระวินัยอยู่ในกุฎิ แม้คราบโลหิตยังเปรอะที่พื้นให้เห็น เป็นฝีมือของมหันต์แต่ไม่สามารถนำตัวผู้ร้ายมารับโทษได้
กุมภาพันธ์ ๒๔๓๘ ชาวพุทธขอนำพระพุทธรูปอายุ ๗๐๐ ปีที่ทางการญี่ปุ่นนำมามอบให้เพื่อประดิษฐานในวิหาร แต่มหันต์อ้างว่าที่แห่งนี้มิใช่ของพุทธและข่มขู่ว่า หากละเมิดจะนำเงินแสนรูปีจากตู้บริจาคของชาวพุทธไปจ้างคนห้าพันคนมาฆ่าท่านธรรมปาละให้สิ้น แต่ท่านธรรมปาละขอยืนหยัดต่อสู้ในความถูกต้อง จึงนำพระพุทธรูปเข้าไปประดิษฐานในวิหาร เมื่อมหันต์มาพบจึงเข้าทำร้าย และนำพระพุทธรูปโยนทิ้งจนพระพักตร์คว่ำหน้าลงดิน สุดท้ายศาลสั่งจำคุกชาวมหันต์สองคนนั้นที่ก่อการคนละหนึ่งเดือน ปรับร้อยรูปีและสั่งให้ท่านธรรมปาละนำพระพุทธรูปออกมาให้พ้นจากพุทธคยา
ในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ มีความเคลื่อนไหวของชาวพุทธทั่วโลก เซอร์ เอ็ดวิน อาร์โนลด์ , ดร. ริส เดวิดส์ และ ศาสตราจารย์ แมกซ์มุลเลอร์ เปิดเวทีปราศรัยทั่วทั้งนิวยอร์ค ชิคาโก ซานฟรานซิสโก จนถึงแคนาดาทำให้เสียงของชาวพุทธมีพลังมากขึ้น แต่กลับสร้างความเกลียดชังในหมู่มหันต์ ท่านธรรมปาละว่าจ้างทนายความสู้คดีและชนะความทั้งสองศาล หมดเงินไปเป็นอันมากแทบสิ้นเนื้อประดาตัว แต่ส่งผลดีต่อพุทธศาสนามากขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ กระทั่งพุทธคยาได้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธอย่างแท้จริงในปัจจุบัน
ไม่น่าแปลกใจเลยที่รอบพุทธคยาแห่งนี้จะมีสถานที่ตั้งอยู่ของวัดพุทธนานาชาติห่างไปไม่ไกลนัก ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเหล่าชาวพุทธที่ต่อสู้เพื่อความชอบธรรม ในที่สุดก็บรรลุผลสำเร็จ ทำให้พุทธคยา มหาสังฆารามแห่งนี้ได้กลับมาเป็นสมบัติของพุทธศาสนิกชนอีกครั้ง
เสียงคุณธีรภัทรประกาศแจ้งชาวคณะให้เตรียมตัวเดินทางต่อไปยังวัดไทยพุทธคยา ก่อนขึ้นรถทัวร์คณะผู้แสวงบุญต้องฝ่าด่านขอทานและพ่อค้าช่างตื้ออย่างที่ได้รับการเตือน แต่ทุกคนก็ผ่านพ้นมาได้อย่างปลอดภัย สายตาของอายุพาทอดอาลัยให้กับพุทธคยาเมื่อต้องจากสถานที่แห่งนี้แล้วเพราะด้วยเวลาอันจำกัด คณะผู้แสวงบุญ ยังเหลือจุดหมายปลายทางอีกหลายแห่ง เพื่อไปให้ครบทุกสังเวชนียสถาน ก่อนภาพมหาเจดีย์จะลับสายตา ใครที่อยู่บนรถบัสคันนั้นอาจได้เห็นอายุพายกมือพนมขึ้นพร้อมทั้งอธิษฐานว่า
ท่านรพินทรนาถ ฐากูร นักเขียนรางวัลโนเบลชาวอินเดีย เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ว่า
“บรรดาฮินดูผู้มีสัจจะต่อตนเองต้องยอมรับว่า ที่ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณนี้ จะตกอยู่ในการดูแลของศาสนาอื่นไม่ได้ เพราะตนเองไม่มีเกี่ยวข้องอะไร และไม่มีเยื่อใยอะไรต่อศาสนาพุทธ ทั้งการประกอบพิธีกรรมก็ไม่เหมือนกัน”

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com