Column ประจำ
Sponsor

ท่องแดนพุทธภูมิ ตอนที่ ๓


Tags : พุทธภูมิ , พาราณสี

ท่องแดนพุทธภูมิ ตอนที่ ๓ : พาราณสี ศูนย์กลางของนักแสวงบุญหลากศาสนาริมฝั่งแม่น้ำคงคา และสารนาถ ดินแดนป่าอิสิปตนะ สังเวชนียสถานแห่งการแสดงปฐมเทศนา

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์โลก อย่าไปทางเดียวสองรูป จงแสดงธรรมที่งามในเบื้องต้น ในท่ามกลางและในที่สุด จงประกาศ พรหมจรรย์ให้ครบบริบูรณ์โดยสิ้นเชิงเถิด"

"สายน้ำไม่เคยไหลย้อนกลับ" คงคามหานทีก็เฉกเช่นเดียวกัน ที่ก่อกำเนิดจากต้นน้ำบนเทือกเขาหิมาลัยอันเปรียบดังเขาไกรลาสในมหากาพย์ มหาภารตะ อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลราว ๔๒๐๐ เมตร ไหลลงสู่เบื้องล่างดังเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงผืนแผ่นดินอินเดีย แล้วจึงออกสู่ทะเลที่ปากอ่าวเบงกอลเป็นระยะทาง ๒๕๐๕ กิโลเมตร ในคัมภีร์ปุราณะกล่าวว่า แม่น้ำคงคานั้นไหลออกมาจากปากวัว เรียกว่า โคมุขี เป็นบันไดที่พระศิวะเสด็จลงมาจากเขาไกรลาส แล้วไหลลงมาตามช่องเขาลงสู่ที่ลาดสูงแห่งหนึ่ง เรียกว่า คงโคตรี ซึ่งทั้งสองจัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู

เดิมทีพระแม่คงคาเป็นชายาของมหาเทพบนเขาไกรลาส กระทั่งเหล่าเทพเกิดศึกกับท้าวสาครแห่งเมือง อโยธยาด้วยเหตุม้าศึกถูกลักพาไป และพระวิษณุในร่างฤาษีกบิลถูกกล่าวหาว่าเป็นจำเลย จึงได้สังหารพระราชโอรสของท้าวสาครที่เข้ามาลองดีทั้งหกหมื่นพระองค์เสีย หลังท้าวสาครรู้ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด มีเพียงหนทางเดียวที่จะช่วยปลดเปลื้องวิญญาณของพระโอรสให้พ้นจากบาปได้ คือจะต้องได้รับการชำระด้วยคงคาวารีเท่านั้น ท้าวสาครจึงพยายามอัญเชิญพระแม่คงคามาสถิตยังพื้นพิภพ แต่ก็ไม่สำเร็จ

กระทั่งถึงยุคราชานามว่า ภังคีรถ เมื่อได้ทรงทราบเรื่องราวแต่หนหลังก็ยังความโทมนัสเป็นอันมาก จึงสละราชสมบัติมาบำเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฏ์จนตบะแก่กล้า และได้ขอพรกับพระพรหมให้ทรงอ้อนวอนพระแม่คงคาให้ลงมาสถิตยังพื้นโลก เมื่อพระพรหมทรงตรองดูแล้ว หากพระแม่คงคาพิโรธจะเป็นภัยแก่แผ่นดิน ดังนั้นผู้ที่จะต้านทานฤทธานุภาพได้มีเพียงพระศิวะเท่านั้น พระภังคีรถจึงกลับมาเพียรบำเพ็ญตบะให้กล้าแข็ง จนทำให้พระศิวะพอพระทัย ทรงรับปากและประกันว่าจะอัญเชิญแม่พระคงคาให้ลงมายังโลก โดยให้พระแม่คงคาประทับบนมวยผมของพระองค์เองเพื่อสกัดกั้นภัยพิบัติอันจะเกิดหากพระแม่พิโรธ ด้วยมหากรุณาธิคุณของพระแม่คงคานับตั้งแต่นั้น คงคามหานทีจึงรินสายธารจากเขาไกรลาสลงมาชำระล้างบาปของพระโอรสทั้งหกหมื่นพระองค์ให้บริสุทธิ์จนได้จุติบนสรวงสวรรค์ และยังความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ชาวอินเดียตลอดมาตราบจนปัจจุบัน ทั้งหมดนี้เองที่ทำให้ชาวฮินดูมีความรักและศรัทธาต่อแม่น้ำสายนี้ดุจดังธารน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อชำระบาปและเป็นทางเชื่อมสู่สวรรค์ จึงเป็นเหตุผลอันสมควรที่เมื่อมายังดินแดนภารตะ จะต้องมาเยือนมาตาธาราสายนี้

แสงแรกแห่งอรุณรุ่งยังไม่ทันชำแรกผ่านเมฆลงมาให้ความสว่างแก่ผืนปฐพี เหล่าชาวคณะผู้แสวงบุญชาวไทยที่อาศัยรถบัสจำต้องรีบออกจากโรงแรม "วาราณสี" เพื่อมาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาให้ทัน แต่รถใหญ่ไม่สามารถจอดใกล้ริมฝั่งได้ จึงต้องอาศัยเดินเท้าหรือสามล้อคนลาก สิ่งที่ทุกคนจะต้องเตรียมพร้อมคือยาดมและผ้าปิดจมูกเพื่อป้องกันกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ทั้งของคนและของวัว อีกทั้งต้องคอยระวังกับดักสีดำคล้ำเหล่านั้นไปตลอดสองข้างทางสู่ท่าน้ำอันศักดิ์สิทธิ์

แม้ผ้าปิดจมูกจะพยายามทำหน้าที่ของมันแล้ว แต่กลิ่นเหม็นฉุนของยูเรียก็ยังสามารถลอดผ่านมาสัมผัสปลายจมูกได้ สองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยขอทานที่นอนอยู่ตามพื้น วัวไร้เจ้าของ พ่อค้าขายของที่ระลึก และนักบวชหลากนิกายของอินเดีย หากจะบอกว่าเหมือนกับต้นฉบับฤาษีในนิทานของไทยก็คงไม่ผิดนัก เพราะไว้หนวดเครายาวเกือบถึงพื้น นุ่งห่มผ้าสีแสดและถือไม้เท้ารูปร่างประหลาด ยืนบ้างนั่งบ้างตามทางเดินเล็กๆที่มุ่งสู่ท่าน้ำ ความมืดยังห่มคลุมท้องฟ้าเหนือคงคามหานทีอยู่เมื่อมาถึง ท่าทศอัศวเมธ ซึ่งถือเป็นท่าที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญหนึ่งในห้าท่าน้ำหลักจาก ๘๔ ท่า เสียงระฆังดังแว่วมาจากเทวาลัยพร้อมกับเสียงสาธยายมนต์ โอมคงคาสวาหะ เมื่อมาถึงริมท่าน้ำทศอัศวเมธ ท่าน้ำยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เหล่านักแสวงบุญชาวไทย ก็ถูกรุมด้วยเหล่าคงคาบุตรพรหมที่มีกระทงใบสาละประดับดอกดาวเรืองสีเหลืองสดและเทียนสีขาวอันน้อยมาเร่ขาย หากท่าน้ำที่นิยมใช้เป็นที่เผาศพคือ ท่ามณีกรรณิการ์ ในคัมภีร์ปุราณะกล่าวว่า พระศิวะเสด็จมาที่นี่ และทำต่างหูข้างหนึ่งหลุดตกลง ณ ที่ตรงนี้ จึงเรียกว่า "มณีกรรณิการ์" ตามชื่อของต่างหูนั้น ชาวฮินดูทุกคนจึงหวังที่จะได้มาเผาศพที่ตรงนี้รวมทั้งได้มาอาบน้ำพร้อมกับแสงแรกแห่งวันเพื่อความเป็นสิริมงคล นักธุรกิจแขกหัวใสจึงมาสร้างมรณาโฮเต็ล (Morana Hotel) ที่ริมตลิ่ง เพื่อบริการผู้ที่พร้อมจะตายในเจ็ดวัน โดยมีบริการเผาและลอยอังคารให้เบ็ดเสร็จหลังมรณะ เป็นความแปลกประหลาดที่แสนจะธรรมดาของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนตายและคนเป็น สำหรับวิถีชีวิตของชาวฮินดู ณ สถานที่แห่งนี้

เมืองพาราณสี
 
 
เมืองพาราณสี หรือ วาราณสีตามที่ชาวอินเดียเรียกนั้น เคยเป็นเมืองหลวงของแคว้นกาสีมาตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาล ตั้งอยู่ระหว่างสองลำน้ำ ซึ่งเป็นแควของแม่น้ำคงคา เหนือเป็นแม่น้ำวรุณ ใต้เป็นแม่น้ำอสี มีสินค้าลือชื่อคือ ผ้าไหมกาสี เครื่องสำอางกาสีวิเลปนะและเครื่องประดับ มีการติดต่อค้าขายกับเมืองสาวัตถี เวสาลี ราชคฤห์ และเมืองสำคัญอื่นๆ ปัจจุบันคือ เมืองบานารัส ในรัฐอุตตรประเทศ
ความเก่าแก่ของพาราณสี จะเห็นได้จากที่ปรากฏในพุทธชาดกมามากกว่า ๔๐๐๐ ปีในต่างยุคต่างสมัย เช่น สุตโสมชาดก เรียก สุทัสสนะ ยุวันชัยชาดก เรียก รามนคร และอีกหลายๆชาดก เรียก กาสีนคร หากจะกล่าวว่า เมืองนี้เป็นเรือนเพาะชำพระโพธิสัตว์ก็ย่อมได้ แม้ในตำนานการกำเนิดมนุษย์คนแรกของอินเดียที่มาจากพระมนู ก็อยู่ในเมืองพาราณสีนี่เอง
เรือแจวค่อยๆทยอยออกจากท่าไปทีละลำสองลำ เมื่อมาถึงกลางลำน้ำเหล่าชาวคณะจึงอธิษฐานและลอยกระทงดวงประทีปเพื่อสักการะและขอขมาต่อพระแม่คงคา และใช้ภาชนะทองเหลืองที่ซื้อมาเมื่อสักครู่ตักน้ำกลับไปบูชา กระทั่งพระอาทิตย์ดวงกลมค่อยๆเลื่อนตัวจากขอบผืนน้ำขึ้นมาในบูรพาทิศ เสียงมโหรีปี่พาทย์ก็ดังขึ้นเพื่อแซ่ซ้องรับการมาของสุริยเทพ ครั้นมองไปยังริมตลิ่งจึงเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เหล่าฮินดูชนมากมายและเหล่านักพรตฤาษีในผ้าย้อมฝาดต่างลงอาบน้ำพร้อมกับแสงแรกแห่งวัน
หลังจากรับพรกันจนอิ่มเอมใจแล้ว จึงมุ่งหน้าสู่เมืองสารนาถซึ่งอยู่ไม่ไกลนักและเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นพาราณสีอันเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญทางศาสนามาแต่โบราณกาล ดังชื่ออิสิปตนะ คือเป็นที่ชุมนุมของเหล่าฤาษี ส่วนมฤคทายวัน มีความหมายว่า แหล่งอภัยทานแก่ชีวิตสัตว์ ปัจจุบันพาราณสียังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยบานาราสฮินดู ซึ่งใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของเอเชียและเป็นอันดับสามของโลก

ตรงข้ามพิพิธภัณฑ์แห่งเมืองสารนาถ คืออดีตอิสิปตนมฤคทายวัน ภายในบริเวณมีลักษณะเป็นสวนป่า สามารถมองเห็นธัมเมกขสถูปอยู่ไม่ไกล รูปร่างคล้ายทรงกรวยซ้อนกันสองชั้นสูง ๓๑ เมตร สร้างขึ้นเพื่อบูชาสถานที่แสดงปฐมเทศนาและพระรัตนตรัยครบองค์สามคือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ หลังจากที่พระอัญญาโกณฑัญญะสดับฟังธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จึงได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นพระโสดาบันและขอผนวชเป็นภิกษุรูปแรกในพุทธศาสนา ไม่ไกลนักมีธรรมราชิกสถูปที่สร้างในสมัยพระเจ้าอโศก เป็นสถูปที่บอกตำแหน่งในครั้งพุทธกาลว่า ณ แห่งนี้พระพุทธองค์ทรงแสดงอนันตลักขณสูตร ที่ว่าด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนปัญจวัคคีย์ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ และเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หากแต่กาลเวลาที่ผันผ่าน พุทธศาสนาต้องต่อสู้กับการรุกรานของทั้งนานาสำนักและนิกายต่างๆ ยิ่งกองทัพมุสลิมได้แผ่แสนยานุภาพเข้ามาในบริเวณนี้เมื่อ พ.ศ. ๑๗๐๐ พุทธศิลป์ก็ถูกย่ำยีบีฑาแทบสิ้น ภายหลังกษัตริย์ฮินดูพระนามเชตซิงห์ยังรับสั่งให้รื้อสถูปนี้เพื่อนำอิฐหินมาสร้างถนน ซึ่งครั้งนั้นได้พบผอบหินอ่อนบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แต่ด้วยมิจฉาทิฏฐิจึงนำไปลอยที่แม่น้ำคงคาตามความเชื่อของพราหมณ์

เจาคันธีสถูป เป็นสถานที่ระลึกถึงเหตุการณ์ที่พระพุทธองค์เดินทางมาพบปัญจวัคคีย์หลังจากตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ ทรงแผ่กระแสเมตตาจิตจนทำให้ทั้งห้าเปลี่ยนจากเมินเฉยมาต้อนรับและนำเสด็จไปยังบริเวณธัมเมกขสถูปในปัจจุบันเพื่อฟังพระธรรมเทศนา จึงถือว่าเป็นการเปิดมิตรปิดศัตรูอย่างถาวร

มูลคันธกุฎี
 
 
ปัจจุบันเหลือเพียงฐานและกำแพงอิฐบางส่วน มีเพียงลานกว้างพอให้นั่งภาวนาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งที่พระพุทธองค์ทรงจำพรรษาแรก เป็นปฐมเหตุให้ศาสนาพุทธรุ่งเรืองมาตราบทุกวันนี้
ยสเจดีย์
 
 
เป็นสถานที่รำลึกถึงเมื่อครั้งมาณพหนุ่มนาม ยสะ ชาวพาราณสีผู้เพียบพร้อมด้วยสมบัติพัสถาน หากแต่ตนกลับเกิดความเบื่อหน่ายและเดินเข้ามาจนได้ฟังธรรมอนุปุพพกถาและอริยสัจสี่จากสัมมาสัมพุทธเจ้าจนบรรลุโสดาบันปัตติผล เมื่อบิดาเข้ามาตามหา พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงธรรมอีกครั้งให้ยสะและบิดาฟังจน ยสกุลบุตรบรรลุอรหันต์และบิดาบรรลุโสดาบัน เป็นปฐมอุบาสกในพระพุทธศาสนา หลังจากนั้นพระยสะได้ชี้ชวนสหายเข้ามาบวชในบวรพุทธศาสนาจนมีพุทธสาวกรวมเป็น ๖๐ องค์ นับว่าเป็นพระธรรมฑูตชุดแรกที่ออกเผยแผ่พุทธศาสนาไปยังชนบทน้อยใหญ่ในอินเดีย

หากศาสนาพุทธไม่ได้ถูกกระทำย่ำยี พุทธศาสนิกชนทั่วโลกคงมีโอกาสได้ยลพุทธศิลปะโดยช่างฝีมือสมัยคุปตะ ที่เก่าแก่กว่า ๑๔๐๐ ปีและได้รับการยกย่องว่างดงามและสมบูรณ์ที่สุดในศิลปะอินเดียมากมายกว่านี้นัก แม้จะอนุรักษ์ไว้ได้ไม่มากชิ้นภายในพิพิธภัณฑ์สารนาถ ในสภาพเพียงเกือบสมบูรณ์หลังการทุบทำลาย ทั้งพุทธศิลป์แบบคันธาระ มธุรา ปาละ และคุปตะ ก็ยังรู้สึกทึ่งในความเพียรอันประกอบด้วยศรัทธาของช่างเหล่านั้น ที่สามารถแกะสลักหินออกมาได้อย่างงดงามอ่อนช้อย เสมือนมีชีวิตได้ถึงเพียงนี้

ก่อนจะลาจากพาราณสีมีข้อคิดมากมายให้ตระหนักถึงความจริงของชีวิตว่าล้วนเป็น อนิจจัง ทุกขังและอนัตตา แม้จะเคยเจริญสูงสุดก็อาจเสื่อมลงอย่างที่สุดจนน่าสลดหดหู่ ในโอกาสฉลองพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้และเผยแผ่พระศาสนา คงเป็นหน้าที่ของชาวพุทธทุกคนที่จะต้องช่วยกันต่ออายุพระพุทธศาสนา ให้ยั่งยืนสืบไป

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com