Column ประจำ
Sponsor

สายลมหวลชวนชมสายดอกฟุจิ

โดย : ทพ.ชวลิต กาญจนโอภาสวงศ์
Tags : Wisteria , วิสทีเรีย , Ashikaga Flower Park

การท่องเที่ยวเป็นเรื่องของนานาจิตตัง ต่างคนต่างชอบ บ้างก็ชอบโบราณสถานชมวัดชมวัง ชมกันจนมึนจำวัดจำโบสถ์ไม่ถูก แม้นแต่ชื่อยังจำไม่ได้ บ้างก็ชอบแค่ธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพร บ้างก็ชอบทะเลเป็นชีวิตจิตใจ บ้างคนบอกว่าวิวฉันไม่สน สนแต่กระเป๋าแบรนด์เนมและช้อปปิ้ง ถ้าไม่มีช้อปแทบหัวใจสลาย ประมาณว่ากลัวว่าจะเสียอันดับของประเทศไทยในฐานะแชมป์ช้อปปิ้งของโลก พวกเราบ้าเป็นเรื่องๆ คราวนี้บ้าจะชมแต่ดอก ไม่ใช่ดอกเบี้ย แต่เป็นดอกไม้และสวน ชีวิตไม่ได้เป็นกสิกรหรือคนทำสวน แต่ใจรักเห็นพาร์คเห็นดอกไม้เป็นเร่เข้าใส่

หัวใจบานเบ่งด้วยดอกไม้ จึงบังเกิดโปรแกรมนี้ขี้นมา

อันที่จริงควรจะไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เกิดเหตุสึนามิที่ฟุคุชิมะเสียก่อน ขยาดจึงล้มโครงการไปเสียก่อน ขืนไปอาจได้ชมดอกไม้แถมรังสี

ปีนี้ความกลัวหาย(เพราะมานั่งคิด ชีวิตเกินครึ่งศตวรรษ ยังจะกลัวอะไรอีก) จึงนำโปรแกรมทัวร์ที่เตรียมไว้มาปรับปรุงแล้วเดินหน้าต่อไป

ต้นเดือนพฤษภาคม เริ่มแรกของฤดุใบไม้ผลิ เป็นช่วงที่เหมาะสุด เพราะดอกไม้ที่ตามหาคือ Wisteria จะบานสุดๆสวยสุดๆ แต่ยังก่อนอุปสรรคยังมี ช่วงนี้บังเอิญตรงกับวันหยุดยาวของชาวญี่ปุ่นหรือช่วง โกลเด้นวีคพอดิบพอดี เลยขอหลบช่วงนี้เล็กน้อย เอาเป็นว่าเราเดินทางไปถึงญี่ปุ่นในวันสุดท้ายของโกลเด้นวีค

Ashikaga Flower Park เป็นสวนเป้าหมายแรก เพราะเป็นสวนเก่าแก่ที่มีชื่อของความงามของดอกวิสทีเรีย ดอกไม้ที่ตามมาดู จริงๆเราเคยพบเคยเห็นมาหลายครั้งแล้วแต่ยังไม่เคยเห็นแบบนี้

สวน Ashikaga แห่งเมือง Tochigi นี้มีอายุเก่าแก่มาตั้งแต่ ค.ศ.1870 มีพื้นที่สวนราว 1990 ตารางเมตร ต้นไม้ที่โดดเด่น เป็นหน้าเป็นตาของสวนนี้คือ Wisteria อาจกล่าวได้ว่า ร้อยทั้งร้อยคนที่เดินทางมาที่สวนนี้ตั้งใจมาชมต้น Wisteria อันที่จริงในสวนนี้ยังมีดอกไม้อื่นๆให้ชมอีกมากมาย แล้วแต่ช่วงเดือนว่าเป็นกุหลาบ ซากุระ หรือ ดอกอาซะเลีย

ต้น Wisteria นี้จริงๆแล้วเป็นพืชตระกูลถั่ว (Pea family) ลักษณะเป็นเถาเลื้อย พบได้ทั่วไปตั้งแต่ฝั่งตะวันออกของอเมริกา จนถึงประเทศจีน เกาหลี และญี่ปุ่น ที่มาของชื่อ กล่าวกันว่า นักชีววิทยาที่ชื่อ Thomas Nuttall ตั้งชื่อ Genus Wisteria เพื่อรำลึกถึง Dr. Caspar Wistar บ้างก็ว่าสงสัยว่าน่าจะมาจากชื่อเพื่อนสนิทที่ชื่อ Charles Jones Wister หาข้อสรุปไม่ได้ แล้วแต่จะเชื่อ

ดอก Wisteria มีหลายพรรณ ตั้งแต่สีขาว สีม่วงอ่อน ม่วงแก่ สีชมพู จนสีเหลือง แต่ที่นิยมปลูกกันมาก คือ Wisteria Floribunda (Japan Wisteria ) และ Wisteria Sinensis (Chinese Wisteria) กล่าวกันว่าดอก Wisteria ได้รับการขนานนามว่า “Most highly romanticized flowering garden plants” แปลกันเอาเองแล้วกัน

การเจริญเติบโตของลำต้นจะงอกออกและเลื้อยออกโดยหมุนไปตามเข็มนาฬิกา อันนี้ไม่ได้มั่วเอง ตำรามีเขียนไว้ว่า clockwise-twining stems ใบมีสีเขียวเข้ม ผิวมัน พวงดอกมีความยาวตั้งแต่ 10-30 เซนติเมตร

ดอก Wisteria เป็นดอกไม้ที่ชาวญี่ปุ่นชื่นชอบมากที่สุดชนิดหนึ่ง จนมีปรากฎในภาพพิมพ์โบราณ และยังมีเทศกาลดอก Fuji Musuri หรือเรียกว่า Wisteria Maiden ต้นที่สำคัญในสวนนี้มีอยู่ 4 ต้น เป็นต้นที่เก่าแก่อายุนับร้อยปี มีขนาดใหญ่ แต่ละต้นได้รับการดูแลและทะนุถนอมราวกับต้นไม้วิเศษ ดูแลต่อเนื่องอย่างไม่ขาดตอน บางต้นมีอายุถึง 140 ปี ลำพังลำต้นสีดำใหญ่โต บ่งบอกอายุอานาม เถากิ่งก้านได้ถูกจัดวางให้แผ่ไปบนนั่งร้านที่ทำด้วยโครงเหล็กและไม้ไผ่ ประกอบกันให้ดูกลมกลืนและแข็งแรง กิ่งก้านนั้นแผ่กระจายออกไปได้ยาวเป็นรัศมีนับ10 เมตร ช่วงที่บาน คือ ระหว่างกลางเดือนเมษายน จนถึงกลางเดือนพฤษภาคม

สวนนี้ถูกจัดไว้โดยมีเนินเขารายล้อม ตรงกลางเป็นสระน้ำ แบ่งเป็นสัดส่วน โดยมีตัวเอกคือต้น วิสทีเรีย โดยมีต้นอาซะเลียหรือกุหลาบพันปีปลูกแซมระหว่างทางเดิน ซึ่งก็ออกดอกสีสันงดงามเช่นกัน ถ้ามาเร็วกว่านี้คงมีทิวลิปให้ชม เพราะที่เห็นเป็นดอกทิวลิปที่กำลังโรย ดอกโบตั๋น (Peony) มีให้เห็นประปรายไม่มากมายจนต้องตื่นตาตื่นใจ ไฮไลท์ของสวนอีกประการหนึ่งคือ การชมสวนตอนค่ำคืน หรือที่รู้จักกันในนามว่า light up ไม่ต้องกลัวว่าจะอดหิว เพราะในสวนมีอาหารคาวหวานให้ซื้อให้ชิมกันหิวได้ดีทีเดียวระหว่างรอเวลา อาจลองเลือกซื้อหาของฝาก ขนมต่างๆและผลิตภัณฑ์ที่มีหีบห่อ แบบชนิดที่ต้องอุทานว่า อะไรๆก็มีดิกวิสทีเรีย ไปตั้งแต่กระดาษห่อ เนื้อใน จนถึงถุงรสชาติเป็นประการใด ต้องไปลองซื้อชิมกันเอาเอง

การเดินทาง

ให้เลี้ยวไปทางขวามือ(ไปอีกชานชาลาหนึ่ง) ลองมองป้ายที่แสดงขบวนรถไฟ จะเห็นลูกศรสีแดงชี้ทางไปสถานีรถไฟที่จะไปสวน Ashikaga เดินไปตามลูกศรสีแดง ที่ปรากฎตามพื้นทางเดิน ขึ้นบันไดเลื่อน จะเห็นห้องโถงอีกห้องหนึ่ง (อีกสถานีหนึ่ง) มองทางซ้ายมือ จะเห็นทางลงไปสู่สถานีรถสาย JR Ryomo Line จอดอยู่ ที่ขายตั๋วอยู่ข้างๆ ตารางเดินทางอยู่ที่เสา

เมื่อถึงสถานี Tomita Station เดินออกจากสถานี แทบไม่ต้องขอแผนที่ เดินตามชาวญี่ปุ่นหมู่มากที่ลงที่สถานีนี้ เพราะร้อยทั้งร้อยไปสู่สวน Ashikaga ทั้งสิ้น เดินตามไปรับรองว่าไม่ผิดทิศแน่ แต่ก็ต้องดูลักษณะคนที่เป็นนักท่องเที่ยวหน่อย ไม่ใช่เห็นขาวสวยหุ่นดี เดินตามไป ไม่รู้ว่าไปไหน เดินข้ามถนน (มีเจ้าหน้าที่มาบริการจัดการจราจรอย่างดี) เข้าตรอก เลี้ยวไปเลี้ยวมา เห็นชาวบ้านขายของที่ระลึกและผลิตผลธรรมชาติแบบโอทอป ข้ามคลองขนาดเล็ก น่าจะเป็นคูน้ำมากกว่า มองเห็นอาคารทางเข้าสวนทางขวามือ ซื้อตั๋วเข้าชมได้เลย ราคา 1890 เยน ด้านนอกมีต้นวิสทีเรียแบบขนาดเล็กแต่ดอกจัดเต็ม ยั่วยวนการถ่ายรูป แต่อย่าเสียเวลามาก เพราะของดีอยู่ข้างใน

ชื่นชม ถ่ายรูปกับสวนสวยๆ นางแบบแอคชั่นอย่างไม่รู้จักเหนื่อย เดินกันจนเมื่อย นั่งพักจิบกาแฟ หรือซอฟครีมหวานหอมเย็นชื่นใจ รอจนพลบค่ำ ยามเย็นตะวันจร แสงไฟเริ่มสาดส่อง สวยงามยามแสงสาด Wisteria at night ไม่เสียดายเวลาที่รอคอย ได้เวลาลาลับกลับโรงแรม นอนหลับฝันดี กับวันเวลาหนึ่ง ครั้งหนึ่งที่น่าจดจำ ความประทับใจความงดงามตราตรึงในความทรงจำ พร้อมกับรูปภาพแห่งความสุข ที่ยังสามารถถ่ายทอดความสุขให้ผู้ที่ชมภาพความงามของสวนนี้ทั้งๆที่ยังมิได้มาเยือน จนอดรำพึงขึ้นมาว่า “สวยจัง ฉันต้องหาโอกาสไปชมบ้างแล้ว”

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com