Column ประจำ
Sponsor

ยามเมื่อลมพัดหวน ที่สวิสเซอร์แลนด์ ดินแดนในฝัน


Tags : ดินแดนในฝัน , สวิสเซอร์แลนด์

เหมือนสภาวะตกอยู่ในหลุมอากาศ รู้สึกหวั่นไหว มึนงง คิดอะไรยังไม่ออกว่างานเขียนในคอลัมน์ Dental Away ชิ้นต่อไป จะเป็นในทางไหนดี จากชุดอินเดียสามตอนที่ผ่านมากล่าวถึงสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และแสดงปฐมเทศนา เหลืออยู่เพียงตอนสุดท้ายคือ มหาปรินิพพานและทัชมาฮาล พออ่านกามนิต วาศิษฐีเข้าไปก็ยิ่งอิน ติดกับดักในวังวนของการเมาตัวหนังสือ ทั้งที่บรรณาธิการอยากให้ตอบสนองผู้อ่านที่ภาพต้องสวย และไม่ต้องใส่ข้อมูลอะไรมากเพราะ “ลูกค้า”วารสารเราไม่เน้นอ่าน (ต้องการประมาณนิตยสาร Barefoot ) ถึงขั้นไปลงเรียนวิชาถ่ายภาพ แต่เขาก็ยกเลิกในภายหลังเพราะคนสมัครน้อย เป็นอันว่าฉบับนี้จึงลองเปลี่ยนสไตล์ดู ภาษาไม่ต้องเน้น รูป(อาจไม่)สวย(อยู่ดี) เอาอ่านง่ายๆไม่ใส่ข้อมูลจัดเต็ม เลยลองเปลี่ยนเป็นพาเที่ยวสวิสเซอร์แลนด์แบบเบาๆก่อน เว้นที่คิดไม่ออกเอาไว้ ชอบหรือไม่มาเคาะประตูบอกกันบ้างนะคะ

“อาป๊าอยากไปสวิสอีกสักครั้งก่อนตาย” นั่นคือคำเปรยของคุณพ่อฉันอันเป็นจุดเริ่มต้น ทำให้ทริปท่องเที่ยวหนนี้เกิดขึ้น มิใช่ว่าท่านกำลังป่วย หากแต่ความกังวลว่าวัย 65 ปีนั้น การเดินทางไกลจะไม่ใช่เรื่องสบาย ง่ายดายเช่นแต่ก่อน ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมในการเดินมาก นอนน้อย กินข้าวไม่ตรงเวลาที่อาจเกิดขึ้นเสมอตลอดการเดินทาง หลังรับทราบภารกิจของชวนป๋วยปีแป่กอ ฉันจึงเริ่มหาข้อมูลทั้งแบบท่องเที่ยวเองและแบบไปกับบริษัททัวร์ สุดท้ายก็ตัดสินใจใช้บริการทัวร์เพื่อความสะดวกสบายและไปได้หลายประเทศ ให้คุ้มกับเวลาที่สละมารวมทั้งค่าตั๋วเครื่องบิน และแล้วการเดินทาง 9 วัน 8 คืนก็เริ่มขึ้น ไปย่ำมาหลายประเทศ แต่จะขอเริ่มที่แรกอันเป็นแรงบันดาลใจให้ออกเดินทาง ณ สวิสเซอร์แลนด์ ดินแดนในอ้อมกอดเทือกเขาแอลป์

Switzerland

สวิสเซอร์แลนด์ หรือเรียกสั้นๆว่า สวิส เป็นประเทศเล็กๆมีพื้นที่ประมาณ 41,200 ตารางกิโลเมตร ทางเหนือติดกับเยอรมัน ทางตะวันตกติดกับฝรั่งเศส ตะวันออกติดกับออสเตรีย และทางใต้ติดกับอิตาลี เดี๋ยวนี้มีวีซ่าเชงเกน (Schengen Visa)ทำให้สามารถเดินทางเข้าออกได้ได้ถึง 29 ประเทศในสหภาพยุโรป เราเดินทางผ่านเมืองเวโรนาประเทศอิตาลี บ้านเกิดของมิโอ-จูเลียต ขึ้นเหนือไปยังพรมแดนสวิส พอวิวสองข้างทางเริ่มเห็นเป็นทิวเขาสีเขียวบนยอดแต่งแต้มด้วยหิมะสีขาวราววิปครีม ทอดยาวสลับกับที่ราบและทะเลสาบสีคราม ก็เรียกเสียงอู้ฮูของชาวคณะได้เป็นระยะๆ เราเดินทางมาในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ซึ่งถือว่าเป็นช่วงฤดูร้อนของยุโรป แต่เมื่อเข้ามาถึงส่วนบนๆของรองเท้าบูท (ประเทศอิตาลีมีรูปร่างในแผนที่แบบนั้น) อากาศกลับเย็นสบายกำลังดี ประมาณหน้าหนาวบ้านเราคือไม่เกิน ๒๐ องศาเซลเซียส ดังนั้นความสูงระดับยอดเขาจึงไม่ต้องพูดถึง ทำให้ยังมองเห็นหิมะเป็นหย่อมๆคล้ายท็อปปิ้งบนก้อนไอศกรีมชาเขียวได้

จุดมุ่งหมายของพวกเราคือเมืองลูเซิร์น (Luzern) ซึ่งว่ากันว่าเป็น หัวใจของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตามคำเปรียบเปรยที่ว่า “ถ้าเบิร์นคือหัว ซูริคกับเจนีวาคือแขนซ้ายขวา ลูเซิร์นนี่แหละคือหัวใจของสวิตเซอร์แลนด์” หากมองในแผนที่จะเห็นว่าลูเซิร์นตั้งอยู่ตรงกลางของประเทศ เคยทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงชั่วคราวและเป็นทางการมาแล้วอย่างละครั้ง สมแล้วที่มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆและสถานที่ราชการตั้งอยู่ แต่เมื่อ ค.ศ.1848

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เบิร์นกลับได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเมืองหลวงจวบจนทุกวันนี้ ตัวเมืองนั้นตั้งอยู่ตรงปากแม่น้ำรอยส์ (Reuss) ซึ่งไหลออกจากทะเลสาบลูเซิร์น หรือ เฟียร์วัลด์ชเตทเทอร์ซี (Vierwaldstattersee) ในภาษาเยอรมัน แปลว่า แผ่นดินทั้งสี่ที่รายล้อมทะเลสาบ คือรัฐชวีช อูรี อุลเทอร์วัลเดิน และลูเซิร์น ทำให้บางครั้งจึงเรียกทะเลสาบนี้ว่า ทะเลสาบสี่พันธรัฐ ผืนน้ำยามฤดูร้อนวาวใสราวกับกระจก สะท้อนเทือกเขาริกิและพิลาทุส คล้ายฝาแฝดของมันนอนทอดตัวอยู่ในผืนน้ำนั้น

พอรถบัสเข้ามาถึงเมืองลูเซิร์น คุณไกด์ก็ชี้ให้ดูสถานีรถไฟหลักของเมือง (Luzern Bahnhof) หากมาเที่ยวเองก็ต้องอาศัยสถานีนี้เดินทางไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆไม่ว่าจะขึ้นยอดเขาทิตลิส หรือพิลาทุส ก็ขึ้นจากสถานีนี้ไปยังสถานีปลายทางได้อย่างสะดวกและตรงเวลาหายห่วง แต่ถ้าจะขึ้นยอดเขาริกิ โดยลงเรือชมทะเลสาบลูเซิร์นพลางๆ ก็เก๋ไม่เบา
 

การใช้เวลาให้หมดไปในเมืองสุดโรแมนติกแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องยาก
หากเรายึดทะเลสาบลูเซิร์นเป็นศูนย์กลาง

ทางเหนือของสะพานไม้ข้ามทะเลสาบจะเป็นส่วนเมืองเก่า
มีตึกรามบ้านช่องให้เดินชื่นชมศิลปกรรมสมัยยุคเก่าช่วงศตวรรษที่ 14-17

ด้านใต้เป็นเขตเมืองใหม่อันเป็นแหล่งช็อปปิ้งและร้านนาฬิกาไฮโซ
หรือจะเดินเลียบทะเลสาบลูเซิร์นชมหงส์ขาวและเงาสะท้อนผืนน้ำสีเขียวอมฟ้าใสปานกระจกเงา
มีวิวของเทือกเขาริกิและพิลาทุสเป็นฉากหลัง

เดินเล่นบนสะพานไม้ที่เก่าแก่ที่สุดอย่างสะพานคาเพลล์บรึคเคล (Kapellbrucke)ที่สร้างตั้งแต่ ค.ศ.1333

ไปดูโบสถ์เยซูอิดเท่น ศิลปะบาร็อกที่ใหญ่โตและเก่าแก่ที่สุดในสวิสเซอร์แลนด์ก็แสนจะเพลิน

ตบท้ายด้วยการเดินไปจัตุรัส Lowenplatz ชมอนุสาวรีย์สิงโตสะอื้น หรือ เลอเวนเดงก์มัล (Lowendenkmal) สัญลักษณ์ที่สำคัญอีกอย่างของเมืองนี้

เป็นรูปสิงโตตัวใหญ่เท่าขนาดของจริงแกะสลักอยู่ริมหน้าผาหิน ใบหน้าของราชสีห์ตัวโตดูโศกสะอื้น มันถูกหอกแทงทะลุหลัง นอนหมอบอยู่ข้างโล่ร่ำไห้ก่อนลมหายใจสุดท้ายจะหมดลง เป็นของขวัญจากรัฐบาลฝรั่งเศสมอบเป็นเกียรติแก่ทหารรับจ้างชาวสวิส 786 นายที่เสียชีวิตจากการปกป้องพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อังตัวแนตต์ หลังถูกโจมตีที่พระราชวังตุยเลอรีในกรุงปารีสเมื่อ ค.ศ. 1792 โดยสร้างขึ้นหลังจากเหตุการณ์นั้นถึง 29 ปี เป็นผลงานออกแบบของ Bertel Thorvaldsen ศิลปินชาวสวีเดน และLukas Ahorn ประติมากรจากเมืองคอนสแตนซ์เป็นผู้แกะสลัก

พ่อกับแม่ของฉันเดินเล่นชี้ชวนกันดูตรงโน้นตรงนี้เสียเหนื่อย ว่าเหมือนเมื่อสิบปีก่อนที่เคยมาไหม ถึงอากาศจะเย็นแต่ก็ทำเอาเหงื่อออก แม่เริ่มเดินช้าลง แม้ไม่ใช่จากอาการกำเริบของโรคไขข้อรูมาตอยด์ที่เป็นอยู่ ถึงกระนั้นพ่อก็ยังไปคว้ามือซ้ายของแม่มาจูงด้วยความเป็นห่วง ลูกสาวอย่างฉันเองยังอดยิ้มกับภาพที่เห็นตรงหน้าไม่ได้ เลยต้องขอแอบกดชัตเตอร์ไว้เป็นที่ระลึกเสียหน่อย และกระซิบให้พ่อกับแม่เก็บแรงไว้ไปขึ้นยอดเขาทิตลิสบ้าง จะได้ไปทำโรแมนติกแบบชงกับการบูรอย่างในละครเรื่อง ยามเมื่อลมพัดหวน ที่ออกฉายเมื่อปีพ.ศ.2538 ทั้งๆที่ในนวนิยายของคุณวาณิช จรุงกิจอนันต์ เขาไม่ได้มาสวิสเสียหน่อย แต่คุณบอย -ถกลเกียติ แห่งค่ายเอ็กแซ็กท์ แกคงเห็นว่าวิวมันสวย เลยขอแถมให้สักนิดกระมัง (สำหรับรายละเอียดของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆภายในเมืองจะใส่กรอบไว้ให้นะคะ ใครสนใจอยากอ่านต่อก็สุดแล้วแต่ท่านค่ะ)
 

จากลูเซิร์นไปเมืองแองเกลแบร์ก (Engelberg) ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีโดยรถบัส ที่นี่ถือว่าเป็นเมืองสกีรีสอร์ตในเขตเทือกเขาแอลป์ที่สวยงามและเป็นที่นิยม

เมืองแองเกลแบร์ก (Engelberg)

นักท่องเที่ยวต่างปรารถนาจะมาเยี่ยมชมยอดเขาทิตลิสและลิ้มรสชาติความตื่นเต้นในการขึ้นกอนโดลาสู่ยอดเขา หรือ Titlis Rotair ที่สามารถหมุนได้ถึง 360 องศาเป็นแห่งแรก (แตกต่างจากการนั่งรถไฟชมวิว ขึ้นยอดเขาอย่างริกิหรือยุงเฟรา)

ยอดเขาทิตลิส

การขึ้นทิตลิสจะแบ่งเป็นสองช่วง คือกระเช้านั่งแบบปกติเป็นสกีลิฟท์ที่ขึ้นได้เต็มที่ก็หกคน สิ้นสุดแค่ความสูง 1800 เมตร เหมาะกับการเดินชมธรรมชาติ ป่าไม้และทะเลสาบเล็กๆ เห็นฝรั่งบางคนขนจักรยานเสือภูเขามาขี่เล่นแถวนี้เสียด้วย

แต่ถ้าจะเล่นสกี ต้องขึ้นกระเช้าต่อ ในราคา 86 CHF ไปบนยอดทิตลิส ( ตอนนั้น 1 ฟรังค์สวิส เท่ากับ 32 บาท) อัดกระป๋องเข้าไปในกระเช้าได้เกือบร้อยคน ต้องรีบวิ่งเข้าไปจองที่ยืนตรงริมกระจก มิเช่นนั้นคงเห็นแต่หัวเหลืองหัวดำเป็นแน่แท้ มองไปยังเบื้องล่างเห็นทิวเขาสีเทาอมน้ำตาลช็อคโกแลตแต้มหิมะขาวเป็นหย่อมๆ ลดหลั่นสลับกับทะเลสาบสีเขียวเทอร์ควอยส์สวยอย่างกับสวรรค์ จากที่นั่งร้อนๆในกระเช้าแรก เฝ้ามองฝูงวัวกินหญ้าเคล้าเสียงกระดิ่งผูกคอวัวดังกรุ๋งกริ๋ง มาเป็นวิวพาโนรามาสุดสวยเหมือนฝัน จึงยอมให้อภัยกับความอัดแอนั่นได้บ้าง

ประตูกระเช้าเปิดออกปุ๊บ คลื่นมนุษย์บรรจุกระป๋องด้านใน ก็ค่อยๆเคลื่อนออกไปรับความเย็นด้านนอก ก่อนฝูงชนอีกฟากของประตูด้านตรงข้ามจะเข้ามาเบียดเสียดแทนที่เพื่อลงจากยอดเขา ที่ระดับความสูง 3020 เมตรยังไม่ทำให้รู้สึกหูอื้อ แต่ลมเย็นๆที่พัดมากระทบต่างหาก ที่ทำให้ต้องรีบหาผ้าพันคอกับหมวกมาสวมมือเป็นระวิง เราไปชมถ้ำน้ำแข็งหรือ Glacier Glotto กันก่อน มันมีความยาว 130 เมตร ลึกที่สุดถึง 15 เมตร จึงมีน้ำแข็งตลอดทั้งปี เขาใช้หลอดไฟสีๆส่องสะท้อนผนังน้ำแข็งเป็นสีขาวโพลนๆ ถ้ำจึงไม่มืด แต่อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรให้ดู และต้องระวังลื่นล้มเพราะน้ำแข็งที่ละลายมานองพื้นตลอดเวลา ดังนั้นหนีไปลานสกีน่าจะดีกว่า

ด้านบนพอมีหิมะเหลือบ้างแต่ไม่มากนัก ในฤดูร้อนเช่นนี้ จึงมีแต่คนไปเดินย่ำๆหิมะเล่นถ่ายรูปกันเฉยๆ ลมพัดบนยอดเขาแรงใช้ได้เลยทีเดียว จนฉันเองยังกลัวว่าขณะถ่ายรูปอยู่จะเผลอโดนลมหอบตกเขาไป มีร้านขายเครื่องดื่มให้พอแก้หนาวหนึ่งร้าน กับร้านขายของที่ระลึกและนาฬิกา เป็นที่น่าเจ็บใจเหลือเกิน เหตุเพราะนาฬิกา swatch ที่ฉันซื้อมาจากร้านเก่าแก่ในเมืองอย่าง Bucherer กลับแพงกว่าร้านนี้ ที่อุตส่าห์มาตั้งขายเสียสูง (หนอยๆ) คุณสามีเลยต้องลากดิฉันไปรับลมด้านนอกแก้เครียด ถ่ายภาพทำมิวสิควีดีโอเพื่อลดโทสะแทน

ใช้เวลาบนนั้นพอสมควร เราจึงลงมาด้านล่างเพื่อเดินเล่นหย่อนใจ และรับประทานอาหารเที่ยงกันในเมือง บ้านทรงสวิสชาเล่ต์น่ารักเหมือนบ้านการ์ตูนปลูกห่างๆกัน สลับด้วยต้นไม้และสนามหญ้า เป็นเรื่องน่าทึ่งที่สนามหญ้าทุกแห่งในประเทศนี้เรียบสวยไม่แพ้สนามฟุตบอลเลยทีเดียว ต้องชมเชยว่าประชาชนและรัฐบาลเขาดูแลกันดีจริงๆ

ย้อนกลับไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน สวิสเป็นประเทศยากจน ถึงขนาดต้องส่งชายหนุ่มของตนไปเป็นทหารรับจ้าง จนทำให้มีคำพูดเย้ยหยันที่ว่า “No money .no Swiss “ เมื่อกาลเวลาผันผ่าน สวิสกลับสร้างชื่อและนำเงินตราเข้าประเทศด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม ผู้คนเป็นมิตร ช็อคโกแลตแสนอร่อย และเป็นแหล่งผลิตนาฬิกาหรูชื่อดังก้องโลก อาจกล่าวได้ว่าปัจจุบันประเทศสวิสเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดลำดับต้นๆของโลก

การเดินทางนั้นยังไม่สิ้นสุด น่าเสียดายที่ต้องโบกมือลาสวิสเซอร์แลนด์เพื่อเดินทางไปพักที่ดิจอง- ฝรั่งเศสต่อ ฉันมองหน้าพ่อกับแม่ที่กำลังยิ้มมีความสุขก็รู้สึกอิ่มใจแล้ว เอาไว้ฉันจะกลับมาอีกทีนะ เมื่อไรนะเหรอ ก็ยามเมื่อลมพัดหวนกระมัง

เรื่องน่ารู้

  • พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จมายังลูเซิร์นและประทับที่โรงแรม Grand Hotel National (จากบทพระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน)
  • ทมยันตีหรือโรสลาเรน ใช้ฉากของเทือกเขาแอลป์มาเขียนนวนิยายเรื่องดั่งดวงหฤทัยตอนมาเที่ยวสวิสกับครอบครัว
  • สะพาลคาเพลล์ อายุกว่าหกร้อยปี ใต้หลังคามีภาพวาดประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอย่าง วิลเลียม เทลล์ วีรบุรุษผู้ก่อตั้งสมาพันธรัฐและเรื่องราวอื่นๆ จำนวน 112 ภาพ ตลอดความยาว 285 เมตร เคยถูกไฟไหม้และได้รับการบูรณะ จนมีสภาพดีอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ส่วนหอคอยแปดเหลี่ยมด้านข้างหรือ wasserturm เคยเป็นป้อมปราการในศตวรรษที่ 13 ห้องเก็บสมบัติ และห้องทรมานนักโทษ ปลายสะพานทางฝั่งเหนือมีโบสถ์เล็กๆชื่อ โบสถ์เซ็นต์ปีเตอร์ ทำให้บางคนเรียกสะพานแห่งนี้ว่า สะพานโบสถ์
  • วีซ่าเชงเกน เพียงยื่นขอครั้งเดียวกับสถานฑูตประเทศที่คุณเดินทางมาพักมีจำนวนวันมากที่สุด หรือประเทศแรกที่คุณเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง หากมาเที่ยวสวิสด้วยตนเองเพียงแค่ซื้อตั๋วสวิสพาส (swiss pass)ล่วงหน้ามาจากเมืองไทย ซึ่งจะมีระบุวันเริ่มต้นและสิ้นสุดการใช้บนบัตร ก็สามารถใช้ขึ้นรถไฟ รถโพสต์บัส ลงเรือล่องทะเลสาบได้เลยแค่เพียงแสดงตั๋ว ไม่ต้องห่วงเรื่องไม่สะดวก เพราะระบบขนส่งมวลชนของสวิสดีเลิศและเวลาเที่ยงตรงเป็นอันดับต้นๆของโลก และถ้าจะขึ้นยอดเขาด้วยกระเช้าหรือรถไฟ สามารถใช้มันขอรับส่วนลดได้ ส่วนพิพิธภัณฑ์ก็ใช้บัตรนี้เข้าได้ฟรีกว่า 400 แห่ง เรียกว่าจิ๋วแต่แจ๋วจริงๆ
  • ของฝากขึ้นชื่อ ได้แก่ นาฬิกาสวิส ช็อคโกแลต และมีดพกสวิส หากซื้อเกิน 300 CHF จะสามารถขอคืนภาษีได้ โดยกรอกเอกสารยื่นที่ร้านค้า สนามบิน หรือด่านก่อนออกจากประเทศ ได้คืนสูงสุด 8% แต่ต้องทำภายในประเทศสวิสเซอร์แลนด์เท่านั้น ห้ามลืมนะคะ มิเช่นนั้นกลับเมืองไทยแล้วต้องไปทำเรื่องที่สถานฑูตเท่านั้นค่ะ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com