Column ประจำ
Sponsor

Shangri-La ในดวงใจที่ตามหา

โดย : ทพ.ชวลิต กาญจนโอภาสวงศ์
Tags : แชงกรีลา , ทพ.ชวลิต กาญจนโอภาสวงศ์ , ท่องเที่ยว , เดินทาง , Shangri-La

บันทึกความทรงจำ ความประทับใจส่วนตัวของพวกเราผ่านตัวอักษร ผ่านทุกย่างก้าวที่เดิน ผ่านทุกลมหายใจที่สูดเข้าออก สัมผัสถึงลมแห่งความหนาวเย็น ผ่านสายหิมะที่โปรยปราย สู่ดินแดนสรวงสวรรค์อันเป็นที่สถิตย์ของพระผู้เป็นเจ้านี้ ช่างอิ่มเอม สงบเย็น รู้ตื่นทั้งกายและใจอย่างบอกไม่ถูก และนี่หรือที่เรียกว่า Shangri-La

แผนการเดินทางถูกกำหนดอย่างคราวๆ โดยเลือกเอาเดือนตุลาคมช่วงใบไม้เปลี่ยนสี เริ่มการเดินทางจากเมืองเฉิงตู (Chengdu) นั่งรถบัสจากสถานี Xinnanmen Bus station ปลายทางที่เมืองคังติ่ง (Kandging ) พักที่นี่ 2 คืน แล้วเดินทางต่อไปเมือง ลี่ถัง ( Li Tang ) และเมืองเต้าเฉิง( Daocheng )ตามลำดับ ส่วนจะแวะพักที่เมืองไหนนั้น ก็แล้วแต่เหตุการณ์ เพราะด้วยระยะทาง และถนนที่ดีระดับหนึ่ง ยังคงมีการก่อสร้าง และการซ่อมแซมผิวถนน การเกิดหินถล่ม เหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคที่ไม่อาจคาดเดาได้ บางทีต้องหยุดจอดรถรอเป็นชั่วโมง จนกว่าตำรวจจะอนุญาตให้วิ่งได้ ดังนั้นการเดินทางไม่สามารถคำนวณเวลาได้แน่นอน ต้องอาศัยดวงและความอดทนเป็นหลัก ที่กล่าวมาแล้ว ยังไม่ถึงนะครับ ต้องนั่งรถต่อไปถึงเมืองยรื่อหวา (Riwa) จึงจะเรียกว่าจ่อหน้าอุทยานที่ว่านี้ ถนนหนทางประเภทไต่สวรรค์ลัดเลาะเกาะไปตามหน้าผา มองลงข้างล่าง ล้วนเป็นหุบเหวลึกเป็นกิโลเมตร ผ่านเขาน้อยใหญ่เป็นร้อยลูก บางช่วงแอบหลับไปบ้าง บ้างช่วงก็หลับไม่ลง มันเสียวนะ แต่ธรรมชาติรอบข้างที่ตื่นตาตื่นใจมีส่วนทำให้ลืมความหวาดเสียวไปได้อย่างไม่รู้ตัว

การเดินทางไปยังอุทยานที่มีชื่อว่า อุทยานย่าติ่งนี้สามารถเดินทางได้หลายวิธี (ลองดูแผนที่ประกอบ)

เส้นทางแรก เริ่มจาก

Chengdu > Yajiang > Kuangding > Yajiang > Litang > Daocheng > Riwa > Yading

เส้นทางที่สอง เริ่มจาก

Chengdu > Wolong > Danba >Tagong >Yajiang > Litang > Daocheng > Riwa >Yading

การเดินทางสามารถเอาสองเส้นทางมารวมกันได้ เป็นการเดินทางแบบ round trip โดยใช้เมืองเฉิงตูเป็นเมืองหลัก ในอีกกรณีหนึ่งสามารถใช้เมืองคุนหมิงเป็นหลักก็ได้ เช่นเริ่มเดินทางจากคุนหมิงแล้วไปจบที่เมืองเฉิงตู หรือทางกลับกันเริ่มที่เฉิงตูแล้วจบที่คุนหมิงก้อไม่ผิดกติกา สำหรับแผนที่พวกเราใช้นั้นเริ่มจากเมืองเฉิงตูแล้วไปจบที่เมืองจงเตี้ยน เมืองในมณฑลยูนาน

ลองติดตามดูแต่ต้องอาศัยวิชาตัดตอนแบบลิเก เพราะถ้าจะเล่าหมดโดยละเอียด สามตอนอาจจะไม่จบ สรุปว่าเริ่มรีสตาร์ทที่เมืองเฉิงตู เมืองเอกของมณฑลเสฉวนดินแดนเล่าปี่ เดินทางโดยรถบัสเที่ยวเช้าเวลา8.00 น (อย่าลืมจองตั๋วล่วงหน้าก่อน ) วันนี้นั่งรถยาวเกือบทั้งวัน เตรียมอาหารขนมนมเนยให้พร้อม รถบัสจะจอดตอนเที่ยงเพียงครั้งเดียวเพื่อแวะให้ทานอาหารกลางวัน(ต้องเลือกซื้อกันเอง) หลังจากนั้นวิ่งยาวต่อไปจนถึงเมืองคังติ่ง เกือบบ่ายห้าโมงเย็น บรรยากาศหน้าสถานีรถบัสดูวุ่นวายดี สมาชิกร่วมเดินทางถามว่าเราจะไปที่พักอย่างไร คงต้องเรียกแท็กซี่ไป เพราะถ้าเดินไประยะไม่ไกลมาก แต่จะเหนื่อยง่าย สำหรับกลุ่มพวกเรา 8 คนพร้อมกระเป๋าเพียบ คงต้องหารถตู้ สองคันจึงจะพอ แนะนำแบบออกคำสั่งกลายๆให้ตั้งวงล้อมกระเป๋าไว้ก่อน ได้ผลรอไม่นาน เหมือนเป็นเหยื่อ เป้าหมายชัดเจน นายหน้าคนขับรถเสนอที่พักโรงแรมสารพัดดาหน้ากันมาแทบหูจะแตก มีให้เลือกมากมาย แต่ต้องรู้ภาษาจีน สุดท้ายตัดสินใจลองเลือกข้อเสนอของพ่อหนุ่มวัยไม่แก่มากนัก ( มาถามอายุภายหลัง อายุคราวลูกเราได้ เหตุที่เลือกคนที่อายุน้อยหน่อย คิดว่าท่าจะไม่เรื่องมาก สู้งานอดทน อย่างน้อยพวกเราก็แก่กว่า คงพอทะเลาะกันได้ แต่ถ้าต่อยกันคงไม่สู้ ) มีชื่อว่า “ อี่หม่า “ มีเสียงพวกเราบอกว่าให้จำง่ายๆว่าคล้ายๆ “ขี้หมา” ใจร้ายเสียไม่มี มาเรียกคนขับรถที่แสนดีมีน้ำใจและประทับใจสุดๆได้อย่างไร แค่ทดสอบงานแรก ผ่านฉลุย

เริ่มแรกตกลงเรียกรถไปโรงแรมก่อนเสนอราคาที่โอเค เราขอดูรถก่อน เป็นรถตู้ที่สภาพดี เราถามว่าขนไปหมดหรือ อาจต้องเอาคนหรือเอาของไป สองเที่ยว ปรากฎว่าอี๋หม่าบอกว่าหมด เอารถมาจอด อัดทั้งคนทั้งของเขาไปได้แบบไม่น่าเชื่อ แค่งานแรก ประทับใจแล้ว ดูการพูดจา การขับรถ โอเคผ่าน ลืมบอกไปว่าเจ้าอี๋หม่าเป็นชาวธิเบตนิสัยใจเย็นรักครอบครัวและพี่น้องมากๆ(อันนี้เรามาตัดสินภายหลัง) เลยถามถึงการเช่าเหมารถไปเที่ยวในวันพรุ่งนี้ และค่อยสอบถามราคาว่าถ้าเหมาไปถึงย่าติ่งเลยได้ไหม แผนเดิมว่าจะประหยัดนั่งรถบัสไป แต่ตอนหลังเปลี่ยนใจเหมารถก็สบายดี สามารถจอดตามจุดที่ต้องการได้

เมืองคาวบอยดินแดนคาม เป็นชื่อภาษาจีน แต่ชื่อภาษาธิเบตเรียกว่า Dardo หรือDartsedo ชุมชนตั้งอยู่ในหุบเขาลึก ในระดับความสูง 2600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเฉิงตู ห่างไปราว 360 กิโลเมตร กลางเมืองมีแม่น้ำไหลผ่านชื่อว่า Zheduo แยกเมืองออกเป็นสองฝั่ง ตัวเมืองถูกขนาบด้วยภูเขาสูงทั้งสองด้าน ความเจริญช่วงสิบปีที่ผ่านมาจนทำให้ภาพเมืองในอดีตแทบไม่เหลือเหมือนในความทรงจำ ผังเมืองถูกจัดใหม่ ถนนหนทาง ร้านค้าถูกจัดระเบียบให้เป็นเมืองท่องเที่ยว กลางคืนแสงสีเสียง กลบความเป็นเมืองสงบเมืองชนบทไปสิ้น พวกเราเดินเล่นยามค่ำ หาอาหารเย็นรับประทาน จากที่อดอยากทัวร์มา 2 มื้อเต็มๆ อากาศหนาว ฝนปรอยๆ เดินชมร้านค้า หาของใช้ที่ถูกใจ เลือกซื้อผลไม้ได้หลายชนิด จากเดิมที่คิดว่าจะกันดาร ที่ไหนได้มีทุกสิ่งที่เมืองหลวงมี

จากการที่ดินแดนแถบที่พวกเราจะไปเยือนนี้ ตั้งอยู่ในที่ระดับความสูงกว่าระดับน้ำทะเลมาก บางเมืองตั้งอยู่ในระดับที่สูงกว่าเมืองลาซา ดังนั้นพวกเรากังวลเรื่องภาวะการแพ้อากาศเบาบาง หรือ AMS (Acute Mountain Sickness ) หรือ Altitude Sickness

การเลือกพักที่เมืองคังติ่ง 2 คืน เพื่อเป็นการปรับสภาพร่างกายให้เกิดความคุ้นเคยกับสภาพอากาศที่เบาบาง เป็นเรื่องจำเป็น พร้อมกันนั้นพวกเรายังกินยา Diamox 250 mg วันละเม็ด เพื่อป้องกันภาวะ AMS โรงแรมที่เราเลือกเป็นโรงแรมเล็กๆ แบบ Youth Hostel ชื่อว่า Zhilam Hostel ตั้งอยู่ในเขตที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน สูงขึ้นมาอยู่บนไหล่เขา การขึ้นลงลำบากเล็กน้อย แต่ถ้าถามถึงวิวที่มองจากโรงแรม อันเป็นมุมสูงบรรยากาศสงบเงียบ ยามเช้าและเย็นนั่งชมวิวสวย เมืองในสายหมอก ถูกเมฆลอยต่ำ ทำให้เหมือนเมืองในสวรรค์เลย เจ้าของเป็นสามีและภรรยาชาวอเมริกัน แต่พนักงานเป็นชาวธิเบตที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี ทำเลดี ที่นอน ห้องน้ำห้องส้วมสะอาดดีมากๆ มีWIFI ให้ใช้ได้ฟรีเหมาะสมกับสังคมออนไลน์ อย่างยุคปัจจุบัน และที่สำคัญเค็กอร่อยมาก

พวกเราตื่นเช้ามาก พนักงานยังไม่มาปฏิบัติงานเลย เปิดประตูออกมาสูดอากาศยามเช้าที่หนาวเย็นแต่สดชื่นมาก เบื้องล่างเป็นภาพเมืองในสายหมอกอันงดงาม มองผ่านหน้าต่างจากลอบบี้โรงแรม ด้านตรงข้ามเป็นเนินเขาสูง บนยอดเขาเป็นที่ตั้งของวัดในนิกายธิเบต ชื่อวัด Nanwa Si Monastery อดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปไว้หลายรูป ชงกาแฟที่เตรียมไว้ จัดการเอาเค็กที่วางอยู่ที่เคาเตอร์มา 1 ชิ้น พร้อมเอาเงินค่าเค็กสอดไว้ใต้จานรอง เอามาเป็นของอาหารเช้า ก็ของเค้าอร่อยจริงๆ อดใจไม่อยู่ เลยขอเบิ้ลอีกชิ้นหนึ่ง วิวสวยๆเค็กอร่อยๆกับกาแฟหอมๆยามเช้าอันสดใสไร้ฝน เป็นฤกษ์ดี แล้วก็ดีจริงๆสำหรับวันนี้

ปัจจุบันเมืองคังติ่งมีสนามบินแล้ว(เปิดก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่เดือน) ตั้งอยู่ที่ระดับความสูงเกือบ 4000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล จัดว่าเป็นสนามบินที่ตั้งอยู่ในที่สูงที่สุดเป็นลำดับสองของโลก คือที่ 4280 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล สถานที่เที่ยวได้แก่ วัด Nanwa Si Monastery ,Anque Monastery , Jinggang Monestery, Mugecuo, Xinduqiao เมืองยอดนิยมของการถ่ายภาพ

ฤดูใบไม้ร่วงแห่งเดือนตุลาคม คราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว นับเป็นเดือนที่สวยงามจากใบไม้เปลี่ยนสี ต้นpoplar Gold สีทองที่มักพบเห็นตามสองข้างทาง ยามนี้ใบเป็นสีทองอร่ามทั้งต้นเวลาต้องสายลมหนาว ส่งประกายระยิบระยับ เหมือนรถวิ่งทะลุอุโมงค์สีทองงดงามจริงๆ ในสถานที่บางแห่งอาจพบหิมะ อย่างเช่นที่พวกเราต้องการไปดูใบไม้เปลี่ยนสีที่อุทยาน Mugecuo แต่ได้ดูทะเลหิมะแทน ซึ่งไม่ได้สร้างความผิดหวัง แถมยังชื่นชอบอีกต่างหาก

ชื่อ “Shangri-La “ที่มิใช่ชื่อโรงแรมดัง แต่เป็นดินแดนในจินตนาการตามนวนิยายดังเรื่อง Lost Horizon ของ Jame Hilton ตีพิมพ์ในปีค.ศ. 1933 ส่วน Dr. Joseph Rock ได้ค้นพบและสำรวจดินแดนนี้ตั้งแต่ปีค.ศ. 1920 จนในปีค.ศ. 1928 ได้มาถึง Yading และถ่ายภาพของหุบเขานี้ไว้อย่างละเอียด และในปีค.ศ.1931 ได้ลงเผยแพร่ตีพิมพ์ในหนังสือ National Geographic มากถึง 60 หน้า จริงๆคำว่า Shangri-La น่าจะมาจากคำว่า ชัมบาลา . แมนดาลา ซึ่งเป็นดินแดนภาพจักรวาลในอุดมคติทางพุทธศาสนาสายธิเบต วัชรยาน

เมืองในเทือกเขาหิมาลัยหลายเมืองมักอ้างว่าเมืองของตนเป็นดินแดนที่ว่านี้ ทางการจีนไม่รอช้า ปีค.ศ.2001เปลี่ยนชื่อเมืองจงเตี้ยนเป็น Shangri-La เสียเลย พูดกันตามเนื้อผ้าเมืองที่ใกล้เคียงกับเมือง Shangri-La ในนิยายของคุณเจมส์มากที่สุดน่าจะเป็นเมืองRiwa : Yading Nature Reserve ไม่ใช่เมือง Zhongdian ทำอย่างไรได้เปลี่ยนชื่อไปแล้ว เลยให้สมญาเรียก Yading กันในหมู่นักท่องเที่ยวว่า Last Shangri-La

การเดินทางจากคังติ่งต้องใช้เวลา สองวัน จึงจะถึงเมืองย่าติง เพราะระยะทางไกล เส้นทางไต่ฟ้าท้านรก ระหว่างทางจำเป็นต้องแวะพักที่เมือง ลีถัง หรือเมืองเต้าเฉิง เมืองใดเมืองหนึ่งแล้วแต่ว่าการเดินทางไปมืดที่ไหน ของพวกเราไปมืดที่เมืองลีถัง จำได้ว่าถึงตอนมืดพอดี ไม่มีเวลาหาโรงแรมมากนัก ให้อี๋หม่าพาไป แล้วพวกเราพิจารณาจากราคาและสภาพห้อง จำได้ว่าหนาวมาก อากาศก็เบาบางมากๆ จำเป็นต้องเตือนพรรคพวกว่า จะเดินจะเหินต้องช้าๆ หายใจลึกๆ ที่สุดๆคือห้องพักอยู่ชั้นสองอีก พวกเราต้องแบกกระเป๋าเดินทางเข้าห้องพัก รู้แต่ว่าเหนื่อยมาก ซ้ำร้ายโรงแรมไม่มีน้ำร้อนให้อาบอีก เป็นอันว่าได้ซักแห้งแบบไม่ต้องหาข้ออ้าง

ลืมบอกไปว่าการเดินทาง เราใช้บริการของอี๋หม่า โดยจ้างรถอีกคัน ซึ่งก็เป็นของพี่ชายที่ชื่อ คังติง ชื่อเหมือนชื่อเมือง เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยมีปากมีเสียง นิสัยดีเช่นกัน รถใหม่เอี่ยมอย่างกับเพิ่งถอยมารับเราพวกแรก สรุปว่าเราจ้างรถเป็นสองคัน โดยเริ่มจากไปส่งถึงYading และรอรับกลับมาส่งที่เมือง Daocheng ( 3วัน 2คืน ) หลังจากนั้นเราจะนั่งรถบัสไปเมืองจงเตี้ยนกันเอาเอง เสียค่าเหมารถไปหลายอยู่ แต่คิดแล้วคุ้มค่า การเดินทางค่อยๆขับตามกันไป รอคอยกันเวลารถหายไปถ้าหายไปนานๆ ก็โทรหากัน เลยประทับใจซาบซึ้งในความห่วงใยของพี่น้องคู่นี้ ที่คอยดูแลกัน

ยามเช้าที่เมืองลีถังอย่างกับเมืองร้าง ด้วยเพราะหนาวและเงียบมาก กินอาหารเช้าแล้วออกเดินทางไปเมืองเต้าเฉิงถึงประมาณบ่ายๆ เลยเวลาอาหารกลางวันไปมาก ส่งอาหารอย่างหรูหลายเมนู เป็นมื้อที่อร่อย เพราะได้รับประทานเห็ดซงหยง ที่นับว่าแพงมาก หรือที่รู้จักกันในนามว่าเห็ดMutsutake ดินแดนแถบนี้ขึ้นชื่อเรื่องเห็ดป่านี้มาก รวมทั้งหญ้าหนอนถั่งเช่า เป็นแหล่งผลิตส่งออก มีคนบอกว่าส่งขายญี่ปุ่น

หลังจากนั้นนั่งรถต่อไปยังเมืองยื่อหว่า ประมาณสามโมงเย็น ไปส่งที่สถานีรถเข้าอุทยาน ปัจจุบันไม่อนุญาตให้รถส่วนตัวเข้า ต้องใช้รถของอุทยานเพียงอย่างเดียว ด้วยความที่พวกเราไม่ได้เตรียมตัว จึงไม่ได่จัดกระเป๋าเล็ก จำใจต้องเอากระเป๋าใหญ่ไปเลย ซึ่งทำให้ทุลักทุเลมาก

หลังจากซื้อตั๋วค่าเข้าอุทยานและค่ารถเข้าอุทยานแล้ว แยกทางกับอี๋หม่าและคังติ่ง (สองคนได้พักผ่อน และรอรับพวกเราตอนกลับ) เป็นรถบัสอย่างใหญ่แบบเดียวกับที่ใช้เดินทางไปต่างจังหวัด กำลังคิดว่าโชคดี นั่งสบายโล่งดี นั่งมาได้ครึ่งชั่วโมง มีเสียงไล่ให้ลงจากรถ กำลังงงๆว่าอะไรหว่า เห็นทุกคนลงจากรถ หอบสมบัติไปด้วย พวกเราต้องรีบลงจากรถ ลากกระเป๋าสัมภาระออกเดินเป็นระยะทางเกือบสองร้อยเมตรด้วยความทุลักทุเล เห็นคนงานกำลังปรับปรุงซ่อมผิวถนนอยู่ จึงเข้าใจ และที่เล่นเอาหอบใหญ่ๆ เพราะทางเป็นทางชันขี้นเขา ลำพังเดินตัวเปล่าก็แฮกแล้ว ยังมีกระเป๋าอีก บางคนเล่นลากสองใบ สนุกเลยงานนี้ อากาศเบาบางทำให้เหนื่อยง่ายเป็นทวีคูณ รถไฟฟ้าแบบที่แล่นในสวนสนุกรออยู่เบื้องหน้า ใจคิดว่าโอเคเดี๋ยวก็ถึง ที่ไหนได้นั่งได้แปลบเดียว ลงอีกแล้ว ต่อรถบัสคันใหม่ ระหว่างการเปลี่ยนรถ นักท่องเที่ยวที่กำลังเดินทางสวนทางลงก็รีบเร่ง วุ่นวายน่าดู เนื่องจากเป็นช่วงเย็นแล้ว คงเป็นเที่ยวสุดท้ายที่ออกจากอุทยาน

พวกเราเดินทางเข้ารถจึงว่าง เลือกที่นั่งกันตามสบาย ระหว่างทางวิวสวยงามอลังการล้านแปด ประทับใจไม่ต่างจากเมื่อ 10 ที่แล้ว นั่งใกล้คนขับถามสารทุกข์สุกดิบพอเป็นพิธี ถามเรื่องที่พักว่ามีที่ดีๆไหม คุณลุงบอกไม่ต้องตกใจ เดี๋ยวพาไปส่งเลย สุดท้ายจอดหน้าโรงแรมเลย ไม่ให้จอดได้อย่างไร โรงแรมที่ว่านี้ดักอยู่หน้าทางเข้าติดถนนเลย และโรงแรมนี้เป็นที่พอใจเพราะว่ามีน้ำอุ่นให้อาบตลอด ไม่มีเวลาหยุด แม้นว่าราคาจะแพงไปหน่อย แต่มัวใจเย็นอยู่ไม่ได้ เพราะอากาศเริ่มมืด หลังเราต่อรองราคาได้แล้ว หลังจากนั้นไม่นานมีนักท่องเที่ยวชุดใหม่มาถามห้องพัก ปรากฎว่าเจ้าของบอกว่าเหมยโหยวเลอ แปลว่าไม่มีแล้ว

โรงแรมไร้ชื่อเสียง ตั้งอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ยามค่ำคืนออกมาชมดาว ระยิบระยับประดับเต็มท้องฟ้า ชัดเจนราวกับจะหยิบจะเอื้อมมือคว้าได้ เบื้องหน้าไกลๆเป็นยอดเขาหิมะตั้งเป็นเงาทมึนทาบกับขอบฟ้า เป็นแรงดึงดูดให้ทุกคนที่จ้องมองอยากเขาไปสัมผัสไปค้นหา รอพรุ่งนี้ก่อน แล้วค่อยพบกัน

ตื่นแต่เช้า โรงแรมยังเงียบสนิท เตรียมอาหารเช้าและกลางวันอย่างง่ายๆ ออกเดินทางผ่านหมู่บ้านไปยังจุดขี้นรถเข้าอุทยานย่าติ่งที่รอคอย นึกว่าพวกเราตื่นเช้าแล้วน่ะ ที่ไหนได้ที่ท่ารถ มีคนหนาแน่นพอควร แต่ละคนอุปกรณ์เครื่องกันหนาวเพียบ -5c องศาไม่หนาวได้อย่างไร นั่งรถไม่นาน ถึงปากทางเข้าอุทยานจริงๆเสียที เมื่อสิบปีที่แล้วจุดนี้เป็นจุดเช่ามี่เข้าอุทยาน ปัจจุบันไม่มีแล้ว ให้เดินเข้า

ทุกๆย่างก้าวที่เดินทางเข้าสู่ดินแดนของพระเจ้านี้ มีแต่ความอิ่มเอม และตื่นตาตึ่นใจไปหมด อุทยาน Yading Nature Reserve มีพื้นที่ 1344 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ที่ความสูง 4000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ภานในเป้นที่ตั้งของภูเขาศักดิ์สิทธ์ สามแห่งดังนี้ Chenresig (6032 M.) , Chana Dorje (5958 M.) และ Jampelyang (5958 M.)

ภูเขาทั้งสามตั้งอยู่ในต่ำแหน่งที่ประกอบกันเป็นรูปสามเหลี่ยม โดยมีพื้นป่าและหุบเขาที่ราบทุ่งหญ้า ที่ประกอบไปด้วยลำธารใสสะอาด ทะเลสาปที่เกิดจากน้ำจากหิมะ พืชพรรณไม้และสัตว์ป่ามีมากมาย ชนชาวธิเบตพร้อมใจกันเรียกดินแดนนี้ว่า “ Nyiden” ที่มีความหมายว่า “รับตะวัน” และให้ความหมายความเคารพทางด้านจิตใจเป็นตัวแทนของ Compassion = Chenresig (6032 M.) , Power= Chana Dorje (5958 M.) และWisdom= Jampelyang (5958 M.)( จีนเรียก Xian Nai Ri )

ปีค.ศ. 1928 Dr. Joseph Rock นักชีววิทยาชาวอเมริกัน เป็นคนแรกที่เดินทางมาสำรวจและบันทึกภาพและนำไปตีพิมพ์ในหนังสือ National Geographic ในปีค.ศ. 1931 ทำให้ชื่อเสียงของ Yading ปรากฎต่อชาวโลกเป็นครั้งแรก

 

ส่วนคำว่า “Shangri-La” ปรากฏครั้งแรกในนวนิยายเรื่อง “ Lost Horizon”ของ James Hilton ที่มาเขียนนวนิยายนี้ในปีค.ศ.1933 โดยให้ความหมายถึง ดินแดนในอุดมคติแห่งเทือกเขาหิมาลัย หรืออาจเพี้ยนมาจากคำว่า ซัมบาลา แมนดาลา (ภาพจักรวาล)

พอปีค.ศ. 2001 ทางการจีนไม่รอช้าเปลี่ยนชื่อเมือง Zhongdian เป็น Shanggri-La อย่างเป็นทางการเลยด้วยเหตุผลทางการท่องเที่ยว แม้นแต่เมืองในเนปาล อินเดียและภูฎาน ต่างอ้างว่าของตัวเองเป็น “Real Shangri-La ” แต่ด้วยหลักฐานจากภาพและระยะเวลา ทำให้สรุปได้ว่า Yading Nature Reserve น่าจะเป็น Shanggri-La ที่แท้จริงตามนิยายของคุณเจมส์

ด้วยความที่อุทยานนี้อยุ่ในที่ทุรกันดาร ดังนั้นจึงมีนักท่องเที่ยวต่างแดนน้อย น้อยคนนักที่จะได้มาเยือน

 

Long Long Ba หมู่บ้านจุดเริ่มเดินทาง เมื่อสิบปีที่แล้วเป็นจุดเริ่มการขี่ม้าเข้าอุทยาน ปัจจุบันหลังจากการปรับปรุงแล้ว ใช้รถไฟฟ้าแทน หรือใช้เดินเท้า ตอนแรกเดินเท้าเป็นระยะทางไม่ไกลแค่หอบเล็กๆ สายตามองก้มต่ำระวังทางเท้าที่มีก้อนกรวดหินที่เกาะกันอย่างหลวมๆ ข้างทางเริ่มเป็นหุบเหว หลังผ่านพ้นเนินมา ทุกคนต้องหยุดหอบหายใจ และตกตลึ่งกับภาพธรรมชาติอันงดงามยิ่งใหญ่ โผล่ออกมาทักทายอย่างฉับพลัน หายเหนื่อยไปโดยปริยาย จนมาถึงวัดChonggu อารามเล็กๆเก่าแก่กว่า 800ปี และปรากฏในนิยายของตาเจมส์ด้วย ทางขาวมือมีภูเขา Chenresig ตั้งอยู่ ธงมนตราคอยต้อนรับ ลานด้านหน้าที่ทำด้วยไม้ลักษณะเป็นอัศจรรย์ อันเป็นจุดศูนย์รวม สามารถนั่งชมธรรมชาติแบบ360 องศา จุดนี้เป็นจุดทางที่ต้องตัดสินใจว่าจะเดินเข้าหรือจะนั่งรถเข้าระยะทาง 6กิโลเมตร นั่งรถประมาณ 20นาที พวกเราเลือกนั่งรถเข้า เพราะประหยัดเวลา

จุดชมวิวสุดยอดในการชมภูเขาศักดิ์สิทธ์ทั้งสาม พวกเรานั่งปิคนิกทานอาหารเช้ากันตรงกลางทุ่งหญ้าเลย มารู้ที่หลังว่าห้ามเดินออกนอกทางเดิน มีค่าปรับด้วยถ้าโดนจับ อากาศที่หนาวแม้นแต่พื้นทางเดินยังส่งประกายมาจากเกล็ดน้ำค้างแข็งเมื่อโดนแดดยามเช้า ด้านขวาเป็นภูเขา Mt Chenresig’s southeastern face ด้านซ้ายมือเป็นภูเขาMt Chena Dorje’s northeastern face (Xia Nuo Duo Ji ในภาษาจีน) ในขณะที่Mt Jampelyang’s north face ( Yang Mai Yong ในภาษาจีน) ปรากฎเด่นเป็นสง่าจากมุมมองกลางทุ่งหญ้า นั่งนอนถ่ายรูปกันไม่รู้เบื่อ เป็นจุดที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

ทางเดินกลับทำด้วยไม้และเหล็กที่สร้างให้กลมกลืนกับธรรมชาติ บางจุดเป็นสะพานไม้ ตลอดทางเดินมีจุดหรือศาลานั่งพักเป็นระยะ ลัดเลาะไปตามชายป่า ตัดผ่านลำธาร ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด จากกลางทุ่งหญ้าLuorong สามารถเดินทางต่อไปจนถึง ทะเลสาปน้ำนม(4480 ม) และทะเลสาปห้า ที่อยู่ห่างไปอีก 5 กิโลเมตร ไปกลับต้องใช้เวลาประมาณ 4 ชม. (เนื่องจากเวลาไม่พอ เลยไม่ได้ไป) ได้แต่เดินทางกลับเดินเล่นชมวิว ถ่ายรูป ป่าสนสีทองเป็นฉากหลังตัดกับภูเขาหิมะ ดอกเอลเดอไวด์มีอยู่ดาดดื่น พวกเรากลับมาขึ้นรถกลับที่หน้าอุทยาน กลับไปเอากระเป๋าที่ฝากที่โรงแรม เตรียมเดินทางกลับพร้อมออกกำลังยกกำลังยกกระเป๋าลากกระเป๋าแบบขาเข้า กลับออกมาที่เมืองรื่อหว่าประมาณสี่โมงเย็น โทรเรียกอี๋หม่าและพี่ชายให้มารับ และเดินทางกลับไปพักที่เมืองเต้าเฉิง และจะส่งลากันที่เมืองเต้าเฉิง

สรุปไม่ลง นี่แค่ครึ่งการเดินทาง จะเขียนยืดยาวไปเกรงบอกอจะบ่น เกรงผู้อ่านจะเบื่อ ผู้เขียนเองก็เริ่มมึน จะพึ่งหญ้าหนอน ตังถั่งเฉ่า หญ้าวิเศษก็ยังไม่ออก ต้องรอเดือนพฤษภาคมโน้น ทุ่งหญ้าที่เราเดินผ่าน ที่เรานั่ง เรานอนเกลือกกลิ้ง ล้วนเป็นแหล่งเจริญงอกงามของหญ้าหนอนที่แพง ยามนั้นผู้คนคึกคักมาหาหญ้าหนอนกัน อย่าคิดมาก แค่บำรุงให้เลือดลมสะดวกจะได้มีแรงท่องเที่ยวแล้วเอามาเล่าสู่กันฟัง

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com