Column ประจำ
Sponsor

ย่ำเท้าเดินเที่ยว ชมเมืองสวยเซี้ยวอย่างเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

โดย : ทญ.ธิติมา วิจิตรจรัลรุ่ง
Tags : รัสเซีย , เที่ยวรัสเซีย , เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก , ทญ.ธิติมา วิจิตรจรัลรุ่ง , dent away

เนื่องจากดองต้นฉบับ ไม่ได้เขียนตอนที่สองทันทีต่อจากตอนแรกที่พาเที่ยวชมมอสโคว ได้ฟังข่าวเรื่องความขัดแย้งของยูเครนจากปัญหาภายในและรุนแรงจนเกือบลามไปสู่สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนโดยสหภาพยุโรปคอยหนุนหลัง ก็ได้แต่ปลงอนิจจังตามประสาชาวพุทธที่พอจะเข้าใจเรื่องกฎของความไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และไม่ใช่ตัวตนไม่สามารถบังคับบัญชา หวังว่าประเทศไทยของเราเองก็จะสามารถคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งได้อย่างไม่สะบักสะบอม อย่าได้มีสภาพเช่นจัตุรัสอินดีเพนเดนส์เมืองหลวงของยูเครนเลยนะคะ สาธุ

บอกตามตรงว่าจะเที่ยวเจาะลึกสถานที่ได้ครบทุกแห่งในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเนี่ย ต้องอยู่สักหนึ่งเดือนเลยทีเดียว หากอ่านประวัติศาสตร์การเมืองและศิลปะมาก่อนด้วยแล้วล่ะก็จะอินสุดๆ นี่เรากำลังเดินเล่นอยู่ในเมืองหลวงเก่าแก่เสมือนเมืองพิพิธภัณฑ์ที่สวยที่สุดในโลกแห่งหนึ่งเชียวนะ มันรายล้อมไปด้วยเรื่องราวความเป็นมามากมาย ทั้งรุ่งเรือง เสื่อมทราม เปราะไปทั้งรอยยิ้มและรอยเลือด แต่ที่สุดแล้วผิงผิงกะน้องกุ๊มีเวลาอยู่เมืองนี้แค่สี่วัน โถ เศร้าใจจัง แต่เอาน่า แค่นี้ก็เดินจนรองเท้าส้นสึกไปคู่หนึ่งแล้ว มาอ่านการผจญภัยของเราทั้งสองกันดีกว่า

จากมอสโคว เราทั้งคู่เดินมั่วซั่วถามทางเขาไปเรื่อย กระทั่งมาเจอชานชาลาสถานี Leningradsky ของเจ้าแสบแสน Sapsan รถไฟความเร็วสูงจนได้ เราจองตั๋วล่วงหน้าผ่านเวบไซต์ สนนราคาไปกลับของตั๋วก็คนละ 400 US $ เง่อ มันก็แพงพอๆกะเครื่องบินล่ะนะ เมื่อเลือกชั้นพิเศษจึงเสิร์ฟอาหารให้หนึ่งมื้อและเก้าอี้กว้างกว่าธรรมดาเล็กน้อย เก้าอี้สามารถหมุนมาคุยกันได้ถ้ามากันเป็นกลุ่มสี่คน แพงหน่อยแต่เราไม่ต้องเสี่ยงชีวิตขึ้นเครื่องบินรัสเซียก็เอาเถิด รถไฟออกเวลาเที่ยงครึ่งใช้เวลาทั้งสิ้นก็เกือบหกชั่วโมง คือจะถึงจุดหมายที่สถานีปลายทางเวลาหกโมงสิบนาที

เราชมวิวสองข้างทางจนเบื่อ ต้นสนใบเขียว บ้านเก่า แฟลตเก่า โรงงานเก่า โรงนาเก่า คือมันโทรมๆแบบประเทศคอมมิวนิสต์นั่นล่ะ ไม่ได้สวยงามเจริญตาเจริญใจนัก สลับกับภาพลุงป้า ใส่ชุดว่ายน้ำโชว์พุง นอนเล่นริมฝั่งแม่น้ำอาบแดด ก็ช่วงนี้เป็นนาทีทองของหน้าร้อนอันแสนสั้น ต้องถือโอกาสสังเคราะห์แสงกันหน่อย เดี๋ยวจะขาดวิตามินดีแย่เลย เมื่อวิวไม่สวยก็เปลี่ยนไปดูหนังรักตลกรัสเซีย เดาจากการแต่งกายน่าจะเป็นหนังเก่าสักยุค 80 ราวๆนั้น ดูไปสองเรื่องทั้งที่ฟังไม่ออกแต่พอจะเข้าใจความเป็นรัสเซียแท้ๆขึ้นมาบ้าง คือ หน้าบึ้ง ยิ้มยาก ดูจริงจังไปเสียทุกเรื่อง พนักงานต้อนรับบนแสบแสนก็เช่นกัน เป็นสาวรัสเซียสะโพกใหญ่หน้าสวยหวาน บึ้ง แต่ทำงานทรงประสิทธิภาพ และใจดีนะจ๊ะ

นักเรียนไฮสคูลชาวอเมริกันมาทัศนศึกษาสี่คน ครูผู้คุมสองคน นั่งอยู่แถวตอนหน้าของพวกเรา ผิงผิงก็แอบเงี่ยหูฟังครูเขาเลกเชอร์เรื่องเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเสียเพลิน บวกกับที่เราได้อ่านมาก็ขอเล่าให้ฟังสักหน่อยแล้วกันนะคะ

เมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์กตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำนีวา( Neva) ซึ่งออกสู่ทะเลบอลติก ปกติเป็นเรื่องยากที่จะสืบค้นวันเวลาการก่อตั้งเมืองเก่าโดยทั่วไป แต่สำหรับเมืองนี้ได้บันทึกไว้ว่า ก่อตั้งโดยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ในวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ.1703 หลังจากที่พระเจ้าปีเตอร์มหาราชได้ทำสงครามกับสวีเดนจนได้รับชัยชนะ ทำให้รัสเซียมีทางออกสู่ทะเลบอลติกได้ พระองค์ส่งเสริมให้ก่อตั้งกองทัพเรือ และสนับสนุนการค้าขายทางเรือในรัสเซียเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ก็ด้วยความสนใจใฝ่รู้และการเป็นกษัตริย์นักพัฒนาของพระองค์ จึงได้รับการเทิดพระเกียรติให้เป็นจักรพรรดิแห่งรัสเซีย ในช่วงวัยหนุ่มพระองค์ได้ปลอมตัวไปศึกษาเรื่องการต่อเรือที่เนเธอร์แลนด์ เป็นเวลาหกเดือน ทำให้ได้รับอิทธิพลในการออกแบบสิ่งปลูกสร้างและการวางผังเมืองที่มีคูคลองเล็กๆจากเมืองอัมสเตอร์ดัมมาประยุกต์ โดยว่าจ้างสถาปนิกชาวฝรั่งเศสและอิตาลี สิ่งที่ยังหลงเหลือให้พวกเราได้ชมกันทุกวันนี้ ก็ได้แก่ ป้อมปีเตอร์แอนด์พอล พระราชวังฤดูหนาว พระราชวังฤดูร้อน แกลอรี่เก็บงานศิลปะชิ้นเอกของโลกโดยพระนางอลิซาเบธ พีทรอฟนา(เป็นรุ่นหลานของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ) หอสมุด ป้อมประภาคาร โบสถ์เซนต์ไอแซค และอื่นๆอีกมากมายทั้งศิลปะบาโรคและคลาสสิค

มีเรื่องตลกที่เขาเล่าต่อกันมาว่า ชาวรัสเซียแต่ก่อนนั้นคนยุโรปมักมองว่าเป็นพวกคนป่าล้าหลัง ไร้วัฒนธรรมแต่งตัวด้วยชุดหนังสัตว์และไว้หนวดเครายาวรุงรังตามความเชื่อของศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ เมื่อซาร์ปีเตอร์ย้ายเมืองหลวงมาสร้างใหม่ที่นี่ ชาวบ้านที่มาค้าขายจะเข้าประตูเมืองได้ก็ต้องเสียภาษีค่าผ่านประตู แต่ยกเว้นสำหรับผู้มีอารยธรรม ตัดผม เล็มหนวดเคราให้เรียบร้อย และแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านเท่านั้น เทคนิคนี้เองทำให้ชาวบ้านป่าแถวนี้กลายเป็นชาวเมืองหลวงที่ศิวิไลซ์ในเวลาต่อมา

พวกเราสองคนมาถึงปลายทางที่ชานชาลาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ตรงเวลาเป๋ง ไม่ไกลกับสถานีรถไฟใต้ดิน(Metro)ชื่อ Ploshchad Vosstaniya (สายสีแดง) ที่เราจะต้องใช้เดินทางเป็นหลักในเมืองนี้ ราคาตั๋วโดยสารต่อเที่ยวก็17รูเบิล แผนที่ของโรงแรมมีพร้อมอยู่ในมือ เราเลือกโรงแรม Oktiabrskaya ระดับสามดาวที่ใกล้สถานีรถไฟ แต่เนื่องจากความวุ่นวายของที่นี่ให้อารมณ์แบบหัวลำโพงผสมอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ คือออกจากชานชาลามาต้องมาเดาว่าเจ้าห้าหกแยกรอบรูปปั้นข้างหน้านี้ เราจะเดินไปช่องไหน วัยรุ่น คนทำงานก็เยอะเพราะมีห้างใหญ่อยู่ตรงนั้น เดินลากกระเป๋าอาดๆ ถามเขาไปเรื่อยถึงเจอ โรงแรมแถวนี้หน้าตาคล้ายตึกแถวมีป้ายเล็กๆแขวน หายากจริงเชียว ขนาดคืนละเกือบสี่พันนะนี่ ก็ไม่มีแอร์เช่นเดิม แต่โชคดีที่เมืองนี้อยู่ขึ้นมาทางเหนือจึงอากาศเย็นสบายดีในหน้าร้อน สักยี่สิบองศาได้ สวมเสื้อคาดิแกนตัวเดียวก็เอาอยู่ ผิงผิงตาดีเห็นลูกเชอรี่สีแดงอมชมพูขายข้างทาง ตกกิโลละ150บาท สวรรค์ แบบนี้ที่เมืองไทยกิโลละห้าหกร้อยนะจ๊ะ อยากเหมากลับบ้านสักสิบกิโลจริงเชียว ผิงกะกุ๊จึงกินเชอรรี่ต่างข้าวเย็นกันไป สบายอุรา

น้องกุ๊มีภารกิจตัวแทนประเทศไทยต้องพรีเซนต์โปสเตอร์วิจัยที่งานประชุมนานาชาติของไมโครไบโอโลจี้ แม้เกือบหนึ่งทุ่มเราก็ต้องหาเส้นทางไปหอประชุมประจำเมืองที่นี่ให้ได้ เรารู้ว่าต้องขึ้นรถเมล์สายไหน แต่ไม่รู้ว่าจะขึ้นตรงไหน มีแค่แผนที่ในมือ เดินถามเขาไปเรื่อย จนเจอสาวรัสเซียใจดีพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง เธอพยักหน้าให้เรากระโดดขึ้นรถเก๋งไปกับเธอ เอาวะ สาวผมบรอนซ์บอบบางน่ารัก ไม่ใช่มาเฟียรัสเซียสักหน่อย ไปก็ไป เธอพยายามคุยกับเราด้วยภาษาอังกฤษเป็นคำๆ รู้บ้างไม่รู้บ้างฮากันไป จนมาหย่อนพวกเราที่อาคารจัดแสดงสินค้าอารมณ์แบบไบเทคบางนา เราขอบคุณเธอยกใหญ่ ซึ้งน้ำตาจะไหล มายากทีเดียวเพราะมันเลี้ยวไปมาหลายแยก ผิงผิงพยายามจำทางเพราะน้องกุ๊ประชุม ข้าพเจ้านั่นล่ะ ต้องเดินและนั่งรถไฟใต้ดินเอย รถเมล์เอยคนเดียว เมื่อเดินเข้าไปไฟเปิดสลัว มีคนอยู่กันแค่หยิบมือ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานจัดสถานที่ จนเขาลากหนุ่มใหญ่อาจารย์มหาวิทยาลัยของรัสเซียผู้เป็นเจ้าภาพจัดงานมา ถึงค่อยคุยกันรู้เรื่อง

ได้สายรถเมล์ รู้ว่าต้องจองซิตี้ทัวร์ พรุ่งนี้ได้รอบบ่าย เราสองคนก็ลองนั่งรถเมล์ไปต่อเมโทรสายสีเขียว Mayakovskaya กลับมาถึงโรงแรมเกือบสามทุ่ม เชอรี่ที่กินไม่พอยาไส้ เดินเข้าซุปเปอร์มาเกตซื้อขนมปังหนึ่งก้อน คล้ายเค้กผลไม้ ก้อนยักษ์มากกินได้สามคนมาไว้เป็นเสบียงยามยาก เบเกอรี่ของรัสเซียนั้นไม่อร่อยสักอย่าง ไม่ว่าข้างทางหรือโรงแรม มีคนแนะนำให้มาชิมเครปร้านดังหากมาที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ไอ้เราก็ไม่ได้ขวนขวายขนาดนั้น ใช้วิธีกินมื้อเช้าโรงแรมให้อิ่มแปล้ ขอพกไข่ต้มติดมือกับขนมปังสองแผ่น แล้วเที่ยวลุยยาว หาอาหารท้องถิ่นกินอีกทีบ่ายๆค่ำๆ แค่นี้ก็พอแล้ว

ซิตี้ทัวร์เนี่ยเขาพาเที่ยวไหนบ้างเล่า? ก็นั่งรถทัวร์และฟังบรรยายประวัติศาสตร์การก่อตั้งเมือง และพาจิ้มจุ่มลงเดินแวบหนึ่งให้ชักรูปแล้วก็ย้ายไปอีกที่หนึ่งเท่านั้นล่ะ แต่ข้อดีคือ เราจะได้รู้จักสถานที่สำคัญแต่ละแห่งคร่าวๆ เพื่อมาเดินเที่ยวเจาะลึกอีกที อย่างโบสถ์เซนต์ไอแซคที่มีเสาสีเขียวไข่กา ทำจากมาลาไคต์สูงเท่าต้นตาล โดมของโบสถ์แห่งนี้ติดอันดับว่าเป็นโดมที่มีความสูงเป็นอันดับสามของโลก ด้านหน้าโบสถ์ก็มีอนุสาวรีย์จักรพรรดินิโคลัสทรงม้าอยู่ ในการสร้างเมืองใหม่ แรกทีเดียวได้เลือกชัยภูมิของเกาะ ฝั่งหนึ่งคือ แฮร์ไอแลนด์( Hare Island)เป็นที่ตั้งของป้อมปีเตอร์แอนด์พอล ปืนใหญ่ป้อมนี้ไม่เคยใช้ยิงเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะไม่มีทัพเรือยกพลมาบุก ดังนั้นจึงเป็นสถานที่หลักในการขังนักโทษการเมืองแทน สัญลักษณ์ที่เห็นแต่ไกล คือโบสถ์สีเหลืองทอง ยอดแหลมเฟี้ยวดังปลายกระบี่ อีกเกาะหนึ่งคือวาซิลเวฟสกี(Vasilyevsky Island)เป็นส่วนธุรกิจการค้าขายในสมัยแรกเริ่ม สัญลักษณ์คือหอประภาคารสีแดงสด มีจงอยคล้ายเขาสีดำด้านข้าง (Rostal column)และยังมีคลังเก็บสินค้าเป็นตึกที่มีเสาโรมันรายรอบ สร้างในศตวรรษที่ 19 ริมฝั่งทะเลบอลติกมีเรือดำน้ำจอดเทียบท่าอยู่ด้วย ไม่รู้ว่าจะยังใช้ได้จริงหรือเป็นแค่พิพิธภัณฑ์

รถบัสจอดแวะให้ซื้อของฝากครึ่งชั่วโมง ในร้านเรียงรายไปด้วยไข่ฟาบาเช่ คือเปลือกไข่ที่ประดับลูกปัด ทาสีสันสดใส และตุ๊กตาแม่ลูกดกหรือมาทรอสก้า ทำจากไม้มีทั้งตัวใหญ่ตัวเล็ก อาจซ้อนกันอยู่ภายในถึงเก้าตัวได้เลยทีเดียว ราคาก็แปรผันตามความละเอียดของลายและฝีมือ อีกอย่างที่ขึ้นชื่อของรัสเซียคืออำพัน เราก็ได้แต่มอง เลือกไม่เป็นว่าของแท้หรือเปล่า เดี๋ยวจะกลายเป็นถือแท่งอะคริลิกสีเหลืองกลับบ้าน ส่วนไข่ปลาคาร์เวียร์หรือไข่ปลาสเตอเจี้ยนนั้น กระปุกน้อยยังตั้งหลายพัน รสชาติก็ใช่จะถูกปากคนที่บ้าน ไปกินไข่ปลาทอดแถวทะเลน้อยจังหวัดพัทลุงเสียยังดีกว่าถุงละยี่สิบบาท เลยซื้อมาแต่พวกปากกาและที่ติดตู้เย็นกลับมา ที่นี่หากใช้บัตรเครดิตจะช้ามาก น้องกุ๊เกือบตกรถ โชคดีที่เราไม่คอยกัน มาสกัดรถไม่ให้ออกได้ทัน ก็มีเขินกันเล็กน้อยค่ะ แต่สาวไทยเราไม่ใช่จะหน้าบางเกินเหตุดอกท่าน

ที่สุดท้ายที่เขาจะทิ้งเราไว้ที่นี่คือโบสถ์ที่สวยที่สุดในความรู้สึกของฉัน The Cathedral of the Resurrection เรียกเล่นๆว่า โบสถ์หยาดเลือด The Saviour-on-the-Spilled-Blood ในปี 1881หลังเหตุโศกนาฎกรรมที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่สอง ถูกวางระเบิดปลิดชีพโดยผู้ก่อการร้าย บุตรชายในฐานะกษัตริย์พระองค์ต่อไปจึงสร้างโบสถ์นี้ขึ้นเป็นอนุสรณ์ โดยใช้หินอ่อนหลากสี ประดับประดาด้านใน คงลักษณะศิลปะรัสเซียในยุคศตวรรษที่17 แบบโบสถ์ทรงหัวหอม

ไม่ไกลนัก สามารถเดินได้ จากโบสถ์นี้เราเกาะถนนหลักคือ Nevsky Prospekt มองไปตามคลองจะเห็นเรือล่องคูคลองจอดรอนักท่องเที่ยวอยู่ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ชื่อว่าเป็นเวนิสของรัสเซีย และมหาวิทยาลัยของเมืองนี้ก็ติดอันดับต้นๆของยุโรป จึงมีทั้งวัยรุ่น นักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวรัสเซีย เดินกันขวักไขว่บนถนนสายนี้ มีทั้งโรงละคร โรงบัลเล่ต์ ร้านอาหาร บาร์เก๋ๆเต็มไปหมด ร้านขายของที่ระลึกก็เยอะเป็นร้านเล็กๆเดินลงบันไดลงไปใต้ดินของตึก

วันต่อมาเราจึงทุ่มเทเวลาให้กับการเข้าชมพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ ซึ่งถือว่ามีสิ่งจัดแสดงแพ้ก็แต่พิพิธภัณฑ์ลูฟของฝรั่งเศสเท่านั้น อดีตพระราชวังฤดูหนาว ต้องขอบคุณพระนางแคทเทอรีนมหาราช ที่ซื้อภาพเขียนทรงคุณค่าจากศิลปินระดับโลกถึง 225 ภาพมาจากพ่อค้าชาวเบอร์ลิน ภายในพระราชวังก็คล้ายกับรูปแบบวังโดยทั่วไป โถงใหญ่ออกว่าราชการ โถงเล็กรับแขกส่วนตัว ปีกซ้ายขวา เป็นห้องต่างๆเรียงรายไปทั้งสามชั้น จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ ภาพเขียน แบ่งส่วนจัดแสดงเป็นห้องๆ เดินสามวันก็ยังดูไม่หมด แต่พวกเราขอแค่ครึ่งวันพอ เมื่อครั้งสงครามวังนี้เสียหายจากระเบิดไปพอสมควร โชคดีที่พวกภาพเขียนถูกเก็บไว้อย่างดีอีกแห่งหนึ่ง ค่าเข้าชมประมาณห้าร้อยบาท เดินได้ทั้งวันเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น มีบัตรนักศึกษาเข้าชมฟรี

เราลองมาชิมอาหารพื้นเมืองรัสเซียกันที่ร้านตรงข้ามกับโบสถ์คาซาน -โบสถ์เก่าแก่ศิลปะคลาสสิค ให้อารมณ์เดียวกับศูนย์อาหารในอีเกีย คือเข็นถาดแล้วหยิบเอาตามใจ สุดท้ายคิดเงิน และร้านอื่นๆก็มักเป็นแบบนี้ทั้งนั้น ข้าวเม็ดกลมๆสีน้ำตาล มีซุป มีขนมปัง มีสลัด ของทอด ปิ้งย่าง ไม่ค่อยต่างกับอาหารยุโรปทั่วไปแต่รสชาติจืดๆ เครื่องดื่มก็เป็นน้ำอัดลม น้ำผลไม้ เบียร์ และวอดก้า แน่นอนว่าเราสองคนไม่ดื่มแอลกอฮอล์

มารัสเซียทั้งทีก็อยากหาโชว์ดู หลังจากปล่อยน้องกุ๊ไปประชุม ผิงเองก็เดินเจาะแต่ละที่อีกทีบนถนนเนฟกี้แห่งนี้ เดินพุ่งไปถามห้องกระจกที่มีป้าย Information สองครั้งในสองที่ก็ไม่ได้รับการเหลียวแล แถมพ่นภาษารัสเซียใส่ด้วยทั้งป้าและลุง เอาโบรชัวร์ภาษารัสเซียขึ้นถือโชว์ ตามมาด้วยคำว่า No English!!!! น้ำตาจะไหล ทำไมทำกับผิงน้อยอย่างนี้ หนูเดินเที่ยวคนเดียว แค่อยากถามหาที่ซื้อตั๋วดูโชว์ ดูบัลเล่ต์ หรือมีอะไรที่หนูน่าจะต้องไปแค่นั้น ทำไมต้องมาตะคอกกันด้วย แงแง พูดดีๆก็ได้ น้อยใจนะ เชอะ ไม่ดงไม่ดูมันแล้ว เดินคอตกเข้าร้านหนังสือซื้อโปสการ์ดส่งดีกว่า มองหาไปรษณีย์ ไม่มี พอถาม เขาก็ไม่เข้าใจ หน้าบึ้งใส่อีก เบื่อมนุษย์ป้ามนุษย์ลุงพวกนี้จริงๆ ก็พอดีมีคุณป้ากระปุกตั้งฉ่ายกระโปรงเขียวคนหนึ่งเข้าใจเรา จับมือให้เดินตามแกมา ถึงเจอไปรษณีย์ในซอกหลืบ อยากกระโดดหอมแก้มป้าหนึ่งที หนูขอโทษค่ะ ที่ด่าเหมารวมไปแล้ว

ความห่อเหี่ยวค่อยจางหาย ผิงค่อยมีไฟขึ้นรถเมล์ออกนอกเมืองไปเที่ยววังปีเตอร์ฮอฟ ที่สร้างโดยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชเมื่อปี 1709 เป็นพระราชวังฤดูร้อนติดทะเลบอลติก จะขึ้นเรือมาหรือนั่งรถเมล์มาก็ได้โดยขึ้นเมโทรสายสีแดงมาลงสถานี Baltiyskaya ขึ้นรถเมล์สาย 404 ค่าโดยสาร 60 รูเบิ้ล (ปกติรถเมล์ในเมืองจะ25รูเบิ้ลตลอดสาย) ออกนอกเมืองไปสักสามสิบกว่ากิโลเมตร เห็นคนลงกันเยอะๆนั่นล่ะใช่เลย ตั๋วเข้าประมาณห้าร้อยบาท เดินได้ตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงหกโมงเย็น น้ำพุเต้นระบำจะเริ่มเปิดตอนสิบโมง เราก็เดินเล่นชมสวนหน้าวังรอก่อน ซื้อตั๋วแล้วค่อยไปเดินเล่นในวัง แถวเข้าชมสมบัติภายในวังต้องซื้อตั๋วแยกอีกต่างหาก และจำกัดผู้เข้าชมต่อวัน เสียงคนไทยสนทนากัน “แม่ง ไม่เห็นมีไรเลย มีแต่ต้นไม้สีเขียว แดดก็ร้อน” ผิงหันไปมองวัยรุ่นที่มากับทัวร์ไทยคุยกัน เหอเหอ ไม่ยุ่งกะเค้าดีกว่า เนียนๆเดินเล่นชมสวนไปเรื่อยๆคนเดียว จินตนาการว่าเป็นคนหนึ่งที่ตามเสด็จสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาประพาสยุโรป แวะเยี่ยมพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง พระสหายตามคำทูลเชิญ ได้ขึ้นเรือพระที่นั่งมาเทียบท่า ณ วังแห่งนี้ ตรงโน้นไงเรือนไม้หลังเล็กริมทะเล นั่นไงสระว่ายน้ำ โน่นก็น้ำพุรูปสิงโตบรอนซ์ สวยงามหรูหราไปหมด โน่นก็ฝั่งประเทศฟินแลนด์ เมฆน้อยเช่นนี้เห็นฝั่งอยู่ลิบๆ แค่นี้ก็สุดจะคุ้มแล้วที่ได้มาตามรอยพระราชดำเนินถึงรัสเซีย

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ต้องกลับเมืองไทยเสียแล้ว พวกเราขึ้นเจ้าแสบแสนมาที่มอสโคว และขึ้นการบินไทยกลับเช่นเดิม บนเที่ยวบินขากลับคนรัสเซียล้นทะลัก ตลอดเก้าชั่วโมงท่านกินดื่มครื้นเครงกันมากคงดีใจจะได้ไปเที่ยวสยามเมืองยิ้ม พัทยาหาดสวรรค์ แอบกระซิบถามพี่สจ๊วตว่าเขาเป็นอย่างนี้กันเสมอเลยเหรอคะ หนูนอนไม่หลับเลย พี่แกบอกว่า เที่ยวนี้ถือว่าเรียบร้อยมากแล้วนะครับ บางทีชกต่อยถึงเมืองไทยต้องเอาตำรวจมารับก็บ่อย อืม นี่เราโชคดีแล้วสินะ เอาเถอะ ไหนๆก็หลงรักประเทศนี้แล้ว คงต้องกลับมาเยือนอีกครั้ง เราก็หยวนให้พวกเขาเหล่ามาเฟียหมีขาวหน่อยก็แล้วกันเน่อ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com