Column ประจำ
Sponsor

สร้างแลนด์มาร์ก !!! ที่หมู่ เกาะGalápagos

โดย : Credit ภาพ : คุณ อรุณ งามเจริญรุจี และ คุณ สมภพ บุญเลี่ยม

หลายๆคนคงเคยได้ยินชื่อดินแดนแห่งนี้ในสมัยที่เรียนชีวะในบทของวิวัฒนาการโดย Charles Darwin ซึ่งให้เครดิตว่าที่นี่เป็น Living laboratory of evolution และช่วงนี้ก็คงจะคุ้นๆ กับแคมเปญที่พาคุณไปเปิด….โลกก็เปลี่ยนที่หมู่เกาะนี้ตามโฆษณาต่างๆเราก็ไม่ตกเทรนด์พาไปสร้างแลนด์มาร์กด้วยกัน

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในใจเมื่อได้ยินเลยคือมันอยู่ที่ไหนเหรอ…. หมู่เกาะนี้อยู่ทางตะวันตกและส่วนหนึ่งของประเทศเอกวาดอร์ (แล้วเอกวาดอร์ก็อยู่ทวีปอเมริกาใต้ฝั่งแปซิฟิก) ถ้าเรากางแผนที่ดูแล้วมองไปเรื่อยๆตามเส้นศูนย์สูตรทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าใกล้ระยะอนันต์ก็จะเห็นหมู่เกาะนี้ เรียกได้ว่าระยะเวลาในการเดินทางค่อนข้างทรหดพอตัวโดยเริ่มจาก Bangkok - Amsterdam (12 ชั่วโมง)/ Amsterdam - Quito(12 ชั่วโมง)/ Quito - Guayaquil(1.30 ชั่วโมง)/ Guayaquil - Galápagos (1.30 ชั่วโมง) เบ็ดเสร็จก็ 28 ชั่วโมง ไม่รวมพักเครื่อง เอาเข้าจริงๆก็สองวันนั่นแหละกว่าจะได้เหยียบหมู่เกาะนี้

อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยแล้วมันมีดีอะไร

หมู่เกาะนี้โด่งดังในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพสุดๆทั้งพืชและสัตว์ที่หาดูไม่ได้ที่อื่น ไกด์บอกมาว่าชื่อใดก็ตามที่ขึ้นต้นด้วย Lava, Darwin หรือ Galápagos แสดงว่าสิ่งนั้นเป็น limited edition หาได้จากที่นี่ที่เดียวเท่านั้น (ซึ่งจะว่าไปก็เกือบจะทั้งเกาะ)

ดังนั้นกาลาปากอสจึงกลายเป็นปลายทางที่ใฝ่ฝันของนักผจญภัยผู้ชื่นชอบธรรมชาติเพราะเราจะตื่นตาตื่นใจไปกับภูมิประเทศที่เกิดจากลาวาภูเขาไฟ บางเกาะก็เกิดจากแมกมาที่พ่นขึ้นมาจากพื้นเปลือกโลกใต้ทะเลทำให้พืชพรรณที่นี่มีตั้งแต่กระบองเพชร (แน่นอนฮะ ต้องมี Lava cactus) ไปจนถึงเขียวชอุ่มแบบเรียกเมฆฝนบนเขามาได้เลยทีเดียว ความเจ๋งยังไม่หมดอยู่แค่นั้นเพราะมันยังมีเต่ากาลาปากอส นกบู้บี้ นกเพนกวิน แมวน้ำ สิงโตทะเล และอีกหลายสิ่งที่ทำให้หมู่เกาะนี้ได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก

สภาพอากาศในแต่ละวันที่เราเจอมีตั้งแต่แล้ง แดดจัด ไม่มีเมฆ ลมแรง ไปถึงฝนตกพรำๆเมื่อเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ (แม้จะหลากหลายเอาใจยาก แต่ก็บริสุทธิ์มากจนพบไลเคนเกาะตามต้นไม้)

เราไปช่วงเดือนกรกฎาคม ถือว่าเป็นฤดูแล้ง ท้องฟ้าแจ่มใส เห็นนกและสัตว์มากมายจนต้องขอบรรยายด้วยรูปภาพไปเลยแล้วกันนะคะ

เพราะที่นี่มีการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลัก เราจึงเห็นไกด์ใส่เครื่องแบบปักชื่ออย่างจริงจัง แยกเป็นทางบกและทะเล และมีแบบ intersect กัน โดยมีวาระการทำงานอยู่ที่สามอาทิตย์ และพักสามอาทิตย์ (แอบมาคิดเล่นๆ ว่า ถ้าหมอฟันจะผลัดกันลงเวรแบบนี้....อาจถูกใจบรรดาคุณหมอนักท่องเที่ยว..เชิ้บๆ) นอกจากไกด์แล้ว อาชีพอื่นๆ เช่น ชาวประมง ปลูกผัก เลยทำให้วัตถุดิบที่นี่ค่อนข้างสดแต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของประชากร ต้องนำเข้าจากแผ่นดินใหญ่อยู่ดี ชาว Galapagosopian ส่วนใหญ่พูดภาษาสเปนค่ะ ภาษาอังกฤษได้บ้าง ภาษามือบุ้ยใบ้ก็พอไหวเข้าใจกันได้

ขึ้นชื่อว่าเป็นมรดกโลกย่อมหนีไม่พ้นอุทยานแห่งชาติประเภทอนุรักษ์สัตว์และพรรณพืช ที่มีอยู่มากมายรอบเกาะ และมีแทบจะทุกเกาะบางเกาะก็มี(แค่)ทางเดินดูธรรมชาติที่ทำเอาไว้ ปราศจากร้านค้าและบริการใดๆและห้ามเราเดินออกนอกเส้นทางอย่างเข้มงวด พวกเราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมทั้งน้ำดื่มและอุปกรณ์กันแดดอย่าลืมว่าที่นี่เส้นศูนย์สูตรพาดผ่าน…ยูวีจึงมาเต็มที่ เช่นกันบางครั้งก็ได้ยินเสียงเตือนจากไกด์แว่วลอยมาตามลมว่า 2 meters my friend! เป็นการเตือนสติว่าต้องปล่อยพื้นที่อิสระห่างจากสัตว์ (เอ่อ..ถ้า 2 เมตรทุกกรณีนอนดูรูปจากอินเทอร์เน็ตที่บ้านก็ได้)

ถึงแม้จะเป็นหมู่เกาะน้อยใหญ่มากมาย แต่ก็มีเพียง 4 เกาะเท่านั้นที่มีผู้อยู่อาศัยคือ Santa Cruz, Isabela, Cristobal และ Floreana ที่เหลือเป็นเพียงที่อยู่อาศัยของสัตว์หน้าตาประหลาดๆ ยิ่งกว่านั้นบางเกาะถึงขั้นห้ามมนุษย์ไปเหยียบเยือน (เอ๊ะ!! แล้วไปทำไม... คำตอบคือ ของเค้ามีดีอยู่ที่ใต้น้ำด้วย) จริงๆแล้วเราไปดำน้ำกันค่ะเพราะที่นี่เป็นที่ที่กระแสน้ำในมหาสมุทรไหลมาบรรจบกัน จึงทำให้กาลาปากอสเป็นจุดรวมดาวชั้นยอดในเขตศูนย์สูตร บรรดามวลมหาประชาปลาโปรดปรานที่จะมาหาแหล่งอาหาร มาโต้คลื่น หรือมาหนีหนาวกัน เริ่มตั้งแต่สิงโตทะเลตัวกลมที่จะมาคอยว่ายน้ำม้วนตัวอยู่ข้างๆ/ ฝูง Eagle ray (กระเบนนก) และ Manta ray (กระเบนราหู) โชว์กางปีกโต้คลื่นอย่างหรรษา/ Whale shark (ฉลามวาฬ) ไซส์ 10 เมตร ตัวแทบจะเท่าเรือที่เราอยู่ / Galapagos shark, silky shark เจ้าถิ่นที่ไม่ยอมหนีไปไหนไกล ป้วนเปี้ยนรอจังหวะมาด้อมๆมองๆนักดำน้ำบางครั้งเราอาจได้ว่ายไปกับโลมาและวาฬได้ ไฮไลท์เด็ดของที่นี่คือฝูง Hammerhead shark (ฉลามหัวค้อน)ซึ่งปกติพบได้ไม่บ่อยนัก หรือถ้าเจอส่วนใหญ่มักจะมีไม่กี่ตัวแล้วบางครั้งก็ต้องดำลงไปลึกเกิน 30 เมตร แต่ที่เกาะ Wolf เราขอเรียกว่ามันมากันเป็นสายๆไม่ขาดระยะ แทบจะเหมือนฝูงจิ้งจกกันเลยทีเดียว ว่ายกันมาทุกทิศทางมีทั้งข้างบนศีรษะใต้เท้าปาดหน้าระยะประชิดดูกันจน (เกือบ) เบื่อ เรียกได้ว่าคุ้ม!!!#กรี๊ดใต้น้ำรัวๆๆ

แทรกบรรยายเชิงอรรถของนักดำน้ำขี้บ่น: เนื่องจากเป็นสถานีของกระแสน้ำ แถมเรายังต้องนั่งเรือออกไปไกลข้ามเส้นศูนย์สูตรถึงเกาะ Wolf และ Darwin ซึ่งแทบจะหลุดออกจากแผนที่ของหมู่เกาะนี้ จึงเจอกับระลอกคลื่นที่ทั้งแรงและสูง (ประมาณ 2 เมตร) ทำให้กระเด้งกระดอนโขยกเขย่าเหมือนนอนอยู่ในเครื่องซักผ้าเล่นเอานักดำน้ำหลายคนโก่งคออาเจียนให้อาหารปลากันเป็นแถว ขอบอกว่ากระแสน้ำที่นี่ไม่ได้แรงเฉพาะบนผิวน้ำนะคะ ใต้น้ำก็มีทั้งกระแสที่ทำเอาตัวปลิวเป็นว่าว/ down current ที่เติมลมเข้าอุปกรณ์เท่าไหร่ก็ไม่ลอยขึ้นซักทีและ serge (คลื่นส่าย) ที่ทำให้เรากลิ้งไปมา บางครั้งก็เจอ thermocline (ชั้นน้ำที่อุณหภูมิของน้ำจะลดลงอย่างรวดเร็วตามความลึก) เข้ามาปะปนจนหะหะหนาววววแอบสั่นงั่กๆอยู่ใต้น้ำ (17-24 องศา)

ณ จุดที่ร่างสะบักสะบอมจนเกือบจะเลยเส้นบางๆของการไปดำน้ำเพื่อการพักผ่อนและสันทนาการ ฉับพลันความคิดหวนระทึกได้แว้บขึ้นมาในใจว่าแอร๊ยสสส์ชั้นกำลังมาทำอะไรที่นี่เดิน window อยู่พารากอนดีๆแท้ๆ (น้ำตาจะไหลภายใต้หน้ากากดำน้ำ)แต่สุดท้าย…ภาพที่เห็นตรงหน้าก็แทบจะสะกดให้หยุดหายใจ#ฟินทุกไดฟ์

สำหรับภาคเที่ยวบกนั้นแม้จะมีเวลาจำกัดแต่ก็ทำเอา memory card เกือบเต็มเมื่อเราได้มาเยือนในดินแดนที่ สามารถพบสิงโตทะเลและฝูงนกพิลิแกนมามุงรอบๆคนขายปลาที่ตลาดเพื่อฉกเอาชิ้นส่วนของปลาที่ถูกแล่ทิ้งไป สามารถพบแมวน้ำและสิงโตทะเลขึ้นมาพึ่งพุงอาบแดดหลับปุ๋ยหลังมื้ออาหารกลางวันพอเราเข้าไปใกล้ๆขัดความสำราญ บางทีนอกจากจะไม่หนีแล้วยังจะเข้ามาร้องขู่อีกด้วย และสามารถพบอีกัวน่าเกลื่อนกลาดเพราะเป็นสัตว์สามัญประจำท้องถิ่น

อยากจะบอกว่าคำกล่าวที่ได้ยินแว่วๆในโฆษณานั้นไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใดหมู่เกาะกาลาปากอส…ทุกอย่างที่นี่ดาษดาไปหมดค่ะ ตั้งแต่ดาวบนท้องฟ้า ไปจนถึงฝูงปลาใต้สมุทร

Tips สำหรับทริปขึ้นเขาลงห้วยที่กาลาปากอส

- fit and firm เพราะเราต้องเผชิญกับการเดินทางที่ยาวนาน และร่างกายต้องปรับตัวให้เข้ากับเวลาที่ต่างจากไทยถึง13 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่จะเที่ยวที่ Quito ท่านอาจจะต้องเจอกับ altitude sickness สำหรับผู้จะที่ไปดำน้ำ กรุณาพก option กันหนาวไปให้พร้อม wetsuit หนาอย่างน้อย 5 mm (น้ำหนักกระเป๋าของท่านจะเกิน ตั้งแต่ยังไม่ได้ช็อปปิ้ง) พร้อมบัตรดำน้ำในระดับ advanced ขึ้นไป (ในตำแหน่งที่กระแสน้ำแรงมากๆ ทางเรือที่เราไปด้วยจะแจกนกหวีดพร้อมใช้ให้ต่อเข้ากับท่อลมของ jacket ที่ใส่ดำน้ำ (ไม่ได้ให้เป่าเอ๊งงง) พร้อมวิทยุสื่อสารกันน้ำ เผื่อไว้กรณีที่หลุดออกจากกลุ่ม) เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว……..ให้คิดดีๆอีกรอบ

- แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้เหลือง (yellow fever) สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปอเมริกาใต้ ถึงแม้เอกวาดอร์จะไม่ใช่เขตระบาด แต่ก็กันไว้ดีกว่าค่ะ เข็มนึงอยู่ได้สิบปีคุ้มแสนคุ้ม (อย่าลืมพกพาสปอร์ตไปฉีดด้วยนะคะ)

- ในวันอาทิตย์ พิพิธภัณฑ์บางแห่งปิด ร้านอาหารไม่ค่อยมีของขาย ต้องวางแผนกันให้ดีๆ เพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้มีค่าใช้จ่ายยิบย่อยงอกเงยออกมามากมายตั้งแต่ ค่าเข้าหมู่เกาะ ค่าเข้าอุทยานแห่งชาติ ค่ารถ ค่าจอดเรือ เป็นต้น (ขากลับกลุ่มเราเจอคนไทยที่ไปเที่ยวมาชูปิกชูก่อนมาที่นี่ซึ่งนับว่าเป็นการวางแผนการท่องเที่ยวที่น่าสนใจเหมาะสำหรับผู้มีเวลาว่างนานๆ)

- นอกจากของฝากพื้นฐาน เช่นพวงกุญแจ แม่เหล็กติดตู้เย็น ไปจนเสื้อยืดพิมพ์ลายแล้วที่นี่มีหมวกปานามาออริจินัลที่กำลังฮิตขายด้วยจ้า (ราคาต่างกันไม่มากแต่เป็นความสุขเกิดจากการได้จับจ่าย)

Credit ภาพ: คุณ อรุณ งามเจริญรุจี และ คุณ สมภพ บุญเลี่ยม
 

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com