Column ประจำ
Sponsor

สัมผัสเมืองแห่งขุนเขาราชอาณาจักรภูฏาน

โดย : ผศ.ดร.ทพ.วีระศักดิ์ พุทธาศรี
Tags : ภูฏาน , ภูฐาน , วีระศักดิ์ พุทธาศรี , ท่องเที่ยว , dent away

ผมมีโอกาสได้มาประชุมที่ประเทศภูฏานหรือภูฐาน (ประเทศที่ฝรั่งเขาอ่านออกเสียงว่า พู-ตาน) โดยอาศัยเกาะหลังนกเหล็ก 'Druk Air' สายการบินแห่งชาติมาลงจอดสนามบินเมืองพาโร รันเวย์ของสนามบินเป็นลานบินแคบๆที่ตั้งอยู่ในระหว่างช่องเขาที่กัปตันขับเครื่องบินใหญ่ๆ เขาจะไม่มากัน .... ผมเคยได้ยินมาว่าคนไทยที่อยากไปเที่ยวญี่ปุ่นและเกาหลีส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นติ่งดาราและนักร้องเคป๊อปเจป๊อป เช่นกันกับคนไทยที่ใฝ่ฝันอยากมาเยือนที่นี่ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นติ่งกษัตริย์จิ๊กมี่วังชุกด้วย ซึ่งประเทศนี้เขาก็มิทำให้ผิดหวัง พอผู้โดยสารที่ลงเครื่องบินเหยียบแผ่นดินราชอาณาจักรปั๊บ ก็จะเห็นป้ายกษัตริย์จิ๊กมี่ยืนต้อนรับทันทีเลยก่อนเข้าอาคารตรวจคนเข้าเมือง

ด้วยการประชุมคราวนี้จัดโดยองค์การอนามัยโลก จึงได้รับการต้อนรับแบบวีไอพีพอสมควร มีเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขของภูฏานถือป้ายต้อนรับพร้อมจัดแจงดำเนินการเรื่องตรวจคนเข้าเมืองให้เบ็ดเสร็จเลย รวดเร็วมาก ... คราวที่ไปประชุมบังคลาเทศ ได้เคยติดสอยห้อยตามผู้แทนรัฐมนตรีเข้าห้องวีไอพีเหมือนกัน แต่แขกบังแกใช้เวลาดำเนินการนานมากๆ จนผู้โดยสารอื่นๆเข้าไปกันหมดแล้ว หรือสงสัยจะอยากกักบริเวณให้เรานั่งในห้องต้อนรับวีไอพีนั้นนานๆ ก็ไม่รู้นะ (ฮา)

ออกจากสนามบินพาโรต้องเดินทางโดยรถเข้าเมืองหลวงคือทิมพู (Thimphu) ซึ่งห่างออกไปประมาณ 50 กิโลเมตร คนขับรถบอกว่าใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมงแถมรถที่มารับเป็นแบบขับเคลื่อนสี่ล้อด้วย ซึ่งทำให้เดาได้ไม่ยากว่าเส้นทางนี้ต้องไต่คดเคี้ยวตามไหล่เขาชัวร์ .... นั่งรถชมทิวทัศน์พลางและเก็บภาพข้างทางไปพลางด้วย ด้านหนึ่งของถนนเป็นภูเขา อีกด้านหนึ่งเป็นเหวมีแม่น้ำไหลอยู่ข้างล่างด้วย นั่งตัวโยกซ้าย-ขวาเลี้ยวตามทางถนนลาดยางที่คดเคี้ยว สักพักอาการพะอืดพะอมเหมือนเมารถเริ่มมาทักทาย จึงพยายามเลี่ยงชมวิวผ่านเลนส์กล้อง ไม่งั้นต้องให้เขาจอดให้อ้วกฝากไว้เป็นที่ระลึกกับชาวบ้านที่นี่แน่ๆ

เมื่อมาถึงเมืองทิมพูถนนหนทางจะกว้างขึ้นเริ่มมีสี่เลน บ้านเรือนก็ปลูกชิดๆ กันมากขึ้น มองไปทางไหนก็เจอแต่ภูเขาล้อมรอบ มิน่าล่ะ จึงไม่สามารถสร้างสนามบินเมืองที่นี่ได้ เมืองหลวงทิมพูตั้งอยู่ที่ราบเชิงเขา จุดชมวิวสำคัญของนักท่องเที่ยวคือขึ้นไปบนภูเขาชมเมืองแบบ 360 องศา อาคารบ้านเรือนเขาถูกจงใจสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบเดียวกัน แม้ว่าจะเป็นอาคารสร้างใหม่ก็ตามเถอะ สงสัยคนที่ประกอบอาชีพสถาปนิกที่นี่อาจจะไม่ค่อยรุ่งเท่าไร (ฮา)

อาจเพราะเราเป็นนักท่องเที่ยว จึงชอบบรรยากาศเมืองนี้มาก เพราะมองจากมุมไหนของเมืองก็เจอแต่ภูเขาพร้อมหมอกเมฆเป็นฉากหลังให้ ต่างจากการถ่ายภาพในกรุงเทพฯที่มีตึกสูงและควันรถยนต์เป็นฉากประกอบ ได้เดินชื่นชมธรรมชาติพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์เย็นๆ โล่งจมูกดีจัง .... คนต่างชาติที่มาทำงานที่นี่ก็เล่าว่าตอนแรกๆ ก็โอเคตื่นเต้นดีล่ะนะ แต่พอไม่ถึงสัปดาห์จะบ่นว่าเบื่อซะแล้ว เพราะเงียบเกิน (อันนี้คงไม่เกี่ยวกับเราเพราะอยู่ไม่กี่วันเอง ก่อนจะเบื่อก็แพ็คกระเป๋ากลับบ้านแล้ว)

ขอเติมความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศนี้อีกหน่อยนะครับ ประเทศเล็กๆ แห่งนี้มีพื้นที่ขนาดจังหวัดโคราชกับบุรีรัมย์รวมกัน แต่มีประชากรไม่ถึงครึ่งหนึ่งของคนโคราชเสียอีก (ประมาณ 7 แสนคน) ธงชาติของประเทศก็มีสัญลักษณ์ 'Druk' เป็นสำคัญ (ซึ่งหมายถึง Dragon หรือมังกรนั่นเองครับ) หน่วยเงินที่เขาใช้เรียกเป็น Ngultrum (ออกเสียงคล้ายๆว่า นูล-ทรัม หรือ งูล-ทรัม) โดย 1 งูลทรัมมีค่าประมาณ 50 สตางค์ของไทย เวลาไปซื้อของก็ง่ายๆ จับหาร 2 ก็เทียบกลับเป็นราคาเงินบาทไทยได้แล้ว .... ราคาสินค้าพื้นเมืองและค่าครองชีพส่วนใหญ่ก็ถูกกว่าประเทศไทยนะ แต่เนื่องจากภูฏานผลิตสินค้าเองได้ไม่มาก จึงต้องพึ่งสินค้าต่างชาติกันทั้งอินเดียและเนปาล โดยสินค้าไทยเราก็ไม่น้อยหน้า จะหาซื้อมาม่าต้มยำกุ้ง สินค้าอุปโภคพวกเนสกาแฟ น้ำตาล แป้งเด็กน่ารัก นำเข้าจากไทยได้ไม่ยากเลยในตลาดเมืองทิมพู

อาหารของคนที่นี่จะเน้นมีชีสและเห็ดที่ได้ตามป่า รสชาติออกแนวเผ็ด-เค็ม ซึ่งคล้ายกับคนไทยที่เน้นอาหารจัดเช่นกัน (แต่อาหารไทยเรามีทั้งเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม และเผ็ด .. สรุปว่ามีครบทุกรสว่างั้นเถอะ ... ) อาหารพื้นเมืองเกือบทุกอย่างจะมีพริกเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นตามหลังคาจึงถูกใช้เป็นที่ตากพริกแห้งกัน เดินตามตลาดสดก็เจอผักผลไม้บ้างแต่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าไร

ผมมีโอกาสไปทัศนศึกษารอบๆ เมืองทิมพู โดยเขาเริ่มจากการขับรถพาขึ้น-ลงเขาตามทางไหล่เขา ให้ "ซึม-ซับ-ซึ้ง" กับความเป็นหุบเขาทิมพูจนเกือบกรึ่มๆ เมารถ ที่หมายสำคัญที่เป็น 'the must' คือ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่ามีสัตว์ประเภทหนึ่งที่เขาบอกว่ามีเฉพาะในดินแดนภูฏานเท่านั้น แถมใกล้สูญพันธุ์อีกด้วย เป็นลักษณะลูกผสมระหว่างตัวที่คล้ายวัวและส่วนหัวที่คล้ายแพะชื่อว่า "ทะคิน (Takin)" เขาเป็นสัตว์ขี้อายมาก แม้ว่าจะอยู่ในกรง แต่จะชอบซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้ต้องใช้ซูมถ่ายภาพเอาเอง ตามตำนานเขาบอกว่าทะคินเป็นสัตว์หิมพานต์ที่ฤาษีผู้มากด้วยตะบะบารมีสร้างขึ้นมา (ตามธรรมเนียมสัตว์อะไรที่แปลกหาพบยากคนไทยเราจะต้องอ้างพระฤาษีกับป่าหิมพานต์ไว้ก่อน เพราะเขาอธิบายแค่ว่า .... looks like a cross between a cow and a goat. Legend has it that the animal was created by the great Buddhist yogi and it can be found only in Bhutan and nearby areas.)

"ภูฏาน" ประเทศที่เน้นดัชนีความสุข เขาริเริ่มความคิดที่วัดการเติบโตการพัฒนาประเทศจากความสุขของประชาชน ขณะที่ประเทศอื่นๆ เขาเน้นที่วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP - Gross domestic product เพื่อเปรียบเทียบว่าประเทศไหนใครผลิตสินค้าหรือสร้างรายได้ในประเทศได้มากน้อยกว่ากัน ส่วนภูฏานมาแบบเท่โดยใช้การวัดความสุขหรือ GNH - Gross national happiness ที่จะรวมไปถึงจิตวิญญาณ ร่างกาย สังคมและปัจจัยกำหนด รวมทั้งสิ่งแวดล้อมธรรมชาติด้วย .... สำหรับโรงเรียนของเยาวชนเขาก็มีนโยบายโรงเรียนสีเขียว (ที่ไม่ได้หมายถึงการทารั้วและอาคารให้มีสีเขียวนะครับ) โดยได้ไปอ่านในข่าวเขาสัมภาษณ์ผู้บริหารโรงเรียนแห่งหนึ่ง เขาพูดไว้ว่า "โรงเรียนสีเขียวไม่ใช่หมายความถึงแค่สิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่มันคือปรัชญาของการใช้ชีวิต นอกจากการเรียนเลขและวิทย์แล้วเด็กๆจะได้เรียนรู้การทำงานเกษตรและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปด้วย การศึกษาไม่ได้มีความหมายของการได้เกรดสูงๆ แต่เราต้องเตรียมเขาให้เป็นคนดีในภายภาคหน้า" ฟังแล้วนี่มันโรงเรียนในฝันของเด็กๆเลยนะครับ

ไม่ต้องถามเรื่องอัตราการเจ็บป่วยและตายว่าเป็นเท่าไรเพื่อมาแข่งเปรียบเทียบนะครับ เขาขอแค่ให้ผู้คนมีความสุขกับการมีชีวิตอยู่เป็นสำคัญ ซึ่งถ้าเดินไปรอบๆ เมือง ก็สังเกตเห็นคนที่นี่ไม่น่าจะมีฐานะทางการเงินเท่าไร เทคโนโลยีก็ไม่ล้ำสมัย การคมนาคมก็ดูไม่ค่อยสะดวก หน้าตาบ้านๆ ไม่ค่อยแฟชั่น ห้างสรรพสินค้าให้เดินช้อบปิ้งก็แทบจะไม่มี แต่สังเกตจากสีหน้าและดวงตาของชาวเมืองเขาก็ดูมีความสุขดีนะ ... ด้วยความเห็นส่วนตัวแล้วความสุขก็คงจะแปรผกผันกับความอยากและความคาดหวัง แค่เขาทำให้คนเขาคิดว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและเคารพความเป็นธรรมชาติที่ตนเองได้อาศัยเติบโตมา แค่นี้ความสุขของคนเขาก็พุ่งสูงแล้วล่ะนะ .... คนภูฏานรุ่นใหม่ๆ ได้ไปเรียนเมืองไทยเยอะ ซึ่งก็ภาวนาขออย่าให้คนที่จบการศึกษาจากกรุงเทพฯบ้านเรามาเดินแชทมือถือ สวมสายเดี่ยวเดินกรีดกรายไป-มากลางเมืองนี้แล้วกัน ที่ต้องเขียนว่า ไป-มา เพราะถนนที่นี่จะเป็น catwalk ให้เดินโชว์ได้ มันสั้นๆ เอง (ฮา) .... ก็ต้องให้กำลังใจดินแดนที่บริสุทธิ์นี้มีภูมิต้านทานต่อกระแสทุนนิยมที่หลั่งไหลเข้ามาและให้รักษาเอกลักษณ์ของตนเองได้นานๆ มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะรักษาความสุขของคนในชาติ แถมยังเป็นจุดดึงดูดที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันอยากจะมาเยือนด้วย

ได้ไปไหว้พระพุทธรูปบนเขาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ (Buddha Point) นักท่องเที่ยวที่นับถือพุทธก็ได้ไปไหว้พระเป็นศิริมงคล และแถมท้ายด้วยไปสักการะเจดีย์ขาวที่ Memorial Choeten สถานที่ประกอบกิจทางศาสนาของกษัตริย์และราชวงศ์ คนที่มาแสวงบุญที่นี่เดินสวดมนต์เวียนรอบเจดีย์ และเนื่องจากพุทธศาสนาที่นี่เป็นแบบมหายานคล้ายทางธิเบต จึงมีคนไม่น้อยมาสวดมนต์แบบนอนราบกราบกับพื้นตามธรรมเนียมปฏิบัติของเขาด้วย

แม้จะกลับเข้ามาเดินในตัวเมืองก็จะเห็นสัญลักษณ์ทางศาสนามากมายแบบนี้เช่นกัน เขาสร้างกระบอกกลมๆ ที่สีเหลืองทอง (ที่เขาเดินสวดมนต์พร้อมเอามือไปปั่นให้มันหมุนๆนั่นแหละ) กระจายทั่วมุมเมือง ประมาณว่าคุณอยู่ตรงไหนก็สามารถเดินสวดมนต์ได้ทันที .... ไม่ว่าใครจะมีทุกข์ตอนไหนก็สามารถทำสมาธิสงบจิตใจได้ทันที .... บทสรุปประเทศนี้ก็มีความน่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการชื่นชมความเป็นธรรมชาติ ศาสนาและวัฒนธรรมวิถีชีวิตผู้คน ส่วนใครที่ชอบช้อบปิ้งหรืออยากเสาะหา
อาหารอร่อยๆชิม ที่นี่อาจจะไม่ใช่คำตอบหรอกครับ ... สวัสดี

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com