Column ประจำ
Sponsor

ต้นธารแห่งการกำเนิดอิตาลี : กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว

โดย : ทญ.ธิติมา วิจิตรจรัลรุ่ง
Tags : อิตาลี , ท่องเที่ยว , travel , ทัวร์ยุโรป , กำเนิดอิตาลี , กรุงโรม , ทญ.ธิติมา วิจิตรจรัลรุ่ง

ราชอาณาจักรโรมัน มีกษัตริย์เป็นประมุขแห่งโรมและดินแดนภายใต้การปกครอง ไม่มีใครทราบประวัติที่แน่ชัด มีแต่เพียงตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา ซึ่งถูกเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรก็เมื่อสมัยที่กลายเป็นสาธารณรัฐแล้ว ประวัติศาสตร์เริ่มต้นเมื่อ 753 ปีก่อนคริสตกาล และสิ้นสุดยุคของราชอาณาจักรหลังการโค่นราชบัลลังก์และได้ก่อตั้งเป็นสาธารณรัฐเมื่อ 509 ปีก่อนคริสตกาล ปัจจุบันตั้งอยู่ในแคว้นลาซิโอ (Lacio) เป็นเมืองใหญ่ที่สุดและประชากรมากที่สุดในอิตาลี มีแม่น้ำไทเบอร์ไหลผ่าน ทางฝั่งซ้ายเป็นที่ตั้งของนครรัฐวาติกัน ส่วนฝั่งขวาเป็นเขตเมืองเก่า มีโรมันฟอรัม โคลอสเซียม และวิหารแพนธีออน

กรุงโรมในตอนก่อตั้ง เป็นเพียงเมืองเล็กๆภายใต้การปกครองของกษัตริย์ท้องถิ่น 7 พระองค์ ในช่วง 753-509 ปีก่อนคริสตกาล เริ่มต้นจากโรมุลุส(771-717 ปีก่อนคริสตกาล) และเรมุส(771-753 ปีก่อนคริสตกาล) ทั้งคู่เป็นบุตรชายฝาแฝดของนักบวชหญิงนามว่า รีอา ซิลเวีย กับเทพเจ้ามาร์ส เทพแห่งสงคราม ตำนานนี้อยู่ในบันทึกของพลูตาร์ช และนักประวัติศาสตร์กรีกชาวโรมัน

ตำนานกล่าวว่าทั้งโรมุลุสและเรมุส ถูกทิ้งไว้ริมแม่น้ำไทเบอร์ตั้งแต่แบเบาะตรงบริเวณเนินเขาพาลาทีน (Colle Palatino)และเติบโตขึ้นมาจากการให้นมโดยแม่หมาป่า ต่อมาคนเลี้ยงแกะและภรรยามาพบและได้เลี้ยงดูเด็กทั้งสองจนอายุครบ 18 ปี ทั้งคู่จึงออกเดินทางเพื่อหาสถานที่ตั้งหมู่บ้านแห่งใหม่ หมู่บ้านของโรมุลุสชื่อ โรม ส่วนของเรมุสชื่อ รีมอเรีย (ปัจจุบันไม่มีใครทราบว่าอยู่ที่ไหน) ต่อมาทั้งคู่เกิดมีเรื่องขัดแย้งกัน จึงนัดประลองฝีมือเพื่อตัดสินในวันที่ 21 เมษายน 753 ปีก่อนคริสตกาล และเรมุสเสียชีวิตลงในการต่อสู้ครั้งนี้ ทำให้โรมุลุสได้เป็นกษัตริย์พระองค์แรกของโรม ปกครองแผ่นดินอยู่นานถึง 38 ปี และหายสาบสูญไปหลังเกิดพายุ โดยในตำนานกล่าวไว้ว่า โรมุลุสได้ขึ้นไปจุติบนสรวงสวรรค์ มีพระนามใหม่ว่า ควิรินุส (Quirinus) อย่างไรเสียตำนาน ก็คือตำนาน

เช่นนั้นเราลองมาฟังเสียงจากนักประวัติศาสตร์เขาบ้างจะดีกว่า พวกเขาเชื่อว่าชนกลุ่มแรกในอิตาลี คือพวกอุมเบรียนที่เดินทางจากเทือกเขาแอลป์ ลงมายังคาบสมุทรอิตาลีเมื่อประมาณสองพันปีก่อนคริสตกาล และมาตั้งถิ่นฐานอยู่แถวลุ่มแม่น้ำโป แต่เดิมนั้นชนเหล่านี้เป็นพวกเร่ร่อน เลี้ยงสัตว์ นุ่งห่มด้วยหนังสัตว์ ใช้อาวุธหิน ยังไม่รู้จักการเกษตร ต่อมามีพัฒนาการมากขึ้น รู้จักการใช้เปลือกไม้มาทอเสื่อและทำใยป่าน สัตว์เลี้ยงอย่างเดียวที่มีคือสุนัข แต่ต่อมาก็รู้จักการเลี้ยงแกะ แพะ หมู และนำวัวมาไถนา รวมทั้งรู้จักการนำเหล็กมาใช้ ตลอดระยะเวลาอีกหลายร้อยปี มีการผลัดกันแย่งชิงดินแดนไปมาระหว่างพวกอีทรัสคันและชาวอุมบริค และสุดท้ายก็ถูกกลืนไปกับชาวโรมันโบราณ

จากนั้น เอกสารต่างๆที่ใช้อ้างอิงถึงช่วงเวลาต่อมาก็น้อยเต็มที กระทั่งมาถึงตำนานสุดท้ายของการล่มสลายของราชอาณาจักรโรมัน เปลี่ยนไปสู่การเป็นสาธารณรัฐ คือ “การข่มขืนลูเครเซียและการฆ่าตัวตายที่ตามมา” นักประวัติศาสตร์โรมันชื่อ ลิวี(Livy) กล่าวว่ากษัตริย์โรมันมีโอรสนามว่า เซ็กซทัส ทาร์ควิเนียส มีนิสัยดุร้าย ได้ข่มขืนสตรีในครอบครัวขุนนางชื่อ ลูเครเชีย เมื่อ 509 ปีก่อนคริสตกาล เซ็กซทัสขู่ว่าถ้าไม่ยอมให้ข่มขืนก็จะฆ่า และนำเอาร่างเปลือยเปล่าไปวางไว้เคียงกับทาส เป็นนัยว่ามีความสัมพันธ์กับชนชั้นต่ำซึ่งเป็นเรื่องเสื่อมเสียอย่างยิ่ง ลูเครเชียจึงต้องยอม จากนั้นนางได้เรียกพี่น้องมารวมกัน เล่าความจริงทั้งหมดให้ฟังก่อนที่จะปลิดชีพตนเอง

ลูเชียส จูเนียส บรูตุส พี่ชายร่วมกับสามีของลูเครเชีย จึงยุยงผู้คนในโรมให้ลุกขึ้นต่อต้านราชวงศ์ ในที่สุดก็สามารถขับไล่ทาร์ควิเนียสออกจากกรุงโรมลี้ภัยไปยังอีทรูเรีย ทำให้ในที่สุดเกิดเป็นสาธารณรัฐโรมัน โดยมีสามีและพี่ชายของลูเครเชียได้เป็นกงสุลคนแรก มีการก่อตั้งรัฐบาลเฉกเช่นแบบอย่างของสมัยกรีกโบราณ อย่างไรก็ดีอำนาจยังตกอยู่กับชนชั้นสูงเรื่อยมา มีการกดขี่คนยากจน ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจ บังคับให้สภาออกประมวลกฎหมายแรกของโรมันขึ้นคือ กฎหมาย 12 โต๊ะอันเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่สำคัญเกี่ยวกับการปกครองของโรมัน

การปกครองแบบสาธารณรัฐมาสิ้นสุดเมื่อ 44 ปี ก่อนคริสตกาล เมื่อความขัดแย้งระหว่างชนชั้นสูงสุดถึงจุดแตกหัก และ จูเลียส ซีซาร์ ผู้นำกองทัพชนะทั้งในแคว้นกอลและเกาะอังกฤษได้ตั้งตนเป็นผู้นำเผด็จการหรือทรราช แต่ต้องจบชีวิตหลังจากนั้นเพียงสองปี โดยการรุมสังหารในสภาซีเนท(Senate) จากนั้นจึงเปลี่ยนการปกครองมาเป็นจักรวรรดิโรมัน โดยอ็อคตาเวียน ทายาททางการเมืองของจูเลียส ซีซาร์ ซึ่งต่อมาได้เป็นจักพรรดิพระองค์แรกในนาม ไกอุส ซีซาร์ ออกุสตุส ซึ่งคำว่าออกุสตุส มีความหมายว่าสูงสุด มีอำนาจปกครองเป็นดิคเตเตอร์

ตัวอย่างที่เรามองเห็นภาพสมัยที่เป็นจักรวรรดิโรมันได้ดี สามารถดูได้จากภาพยนตร์เรื่อง กลาดิเอเตอร์ นักรบผู้กล้าผ่าแผ่นดินทรราช(Gladiator) ที่นำแสดงโดยรัสเซล โครว์ รับบทเป็นแม่ทัพชื่อแม็กซิมัส (Maximus) ผู้ถูกทรยศ ลูกและภรรยาของเขาต้องตายจากคำสั่งฆ่าโดยคอมโมดัส(Commodus) จักรพรรดิองค์ใหม่ เขาต้องหนีระหกระเหินกลายเป็นทาส และกลับมาเป็นกลาดิเอเตอร์ด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับ จนได้แก้แค้นในที่สุดก่อนที่ตนเองจะจบชีวิตลงในสนามประลองอย่างสมเกียรติ แม้จะคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีดังอย่างออสการ์มาได้ แต่ก็ถูกนักประวัติศาสตร์วิจารณ์เป็นอันมาก เรื่องเนื้อหาที่ผิดไปจากประวัติศาสตร์ แท้ที่จริง จักรพรรดิพระนาม มาคัส ออเรเรียส ไม่ได้สิ้นพระชนม์ลงหลังจากเสร็จศึกการต่อสู้กับชนเผ่าเยอเมเนียร์ (Germania)ด้วยน้ำมือของบุตรชายแต่อย่างใด และอุปกรณ์เครื่องยิงหินที่ใช้ในเรื่องก็ดูหรูหราเกินกว่าจะนำมาใช้จริงในศึก แม้กระทั่งสุนัขพันธุ์เยอรมัน เชพเพิร์ด คู่ใจของแม่ทัพแม็กซิมัส ผู้เป็นพระเอก ก็ไม่ควรมาอยู่ในยุคโรมัน

เรื่องรายละเอียดและข้อเท็จจริงหลายอย่างถูกบิดเบือน แน่นอนว่ามาคัส ออเรเรียส จักพรรดินักปราชญ์มีตัวตนจริงและสิ้นพระชนม์ในคริสตศักราชที่ 180 แต่ไม่ได้ถูกสังหารโดยบุตรชาย คือ คอมโมดัส ผู้ได้เป็นจักรพรรดิองค์ถัดไป และแม่ทัพแม็กซิมัสก็ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ เพียงแต่ผู้เขียนบทต้องการหยิบเอาจุดเด่นของคอมโมดัส ที่เป็นคนโหดร้าย คลั่งไคล้ในการฝึกฝนและต่อสู้ในสนามประลองอย่าง โคลอสเซียม ถึงขนาดในช่วงที่ครองราชย์ตลอด 15 ปี แทบจะไม่เหลือเสือ ฮิปโปโปเตมัส และยีราฟให้ท่านได้มาประมือ ดังนั้นจึงไม่ได้มีความขัดแย้งกับทั้งพระบิดา และสภาซีเนท(Senate) แบบในภาพยนตร์และระยะเวลาที่ครองราชย์ในหนังก็รวบสั้นแค่เพียงไม่เกินสองปี แต่เรื่องจริงคือ คอมโมดัสไม่ถูกกับพี่สาวชื่อลูซิลลา ซึ่งสามีของเธอเป็นจักพรรดิร่วมปกครองกับมาคัส ออเรเรียสผู้เป็นพ่อ ภายหลังมีความขัดแย้งอย่างมากถึงขั้นต้องเนรเทศลูซิลลาออกจากโรม และคอมโมดัสยังมีความสัมพันธ์กับพี่สาวน้องสาวของตนทุกคน(ในภาพยนตร์คอมโมดัสมีพี่สาวเพียงคนเดียว) ยกเว้นคนเดียวคือลูซิลลา อีกอย่างที่ผู้กำกับและคนเขียนบทพลาดไป คือ มาคัส ออเรเรียส เป็นพวก สโตอิค คือ ผู้ที่เชื่อในปรัชญาเฮเลนนิสติก ที่รับอิทธิพลมาจากกรีก แม็กซิมัสก็น่าจะมีความเชื่อเฉกเช่นเดียวกัน ดังนั้น เขาควรจะศรัทธาในมนุษย์และอิสรภาพ และไม่เชื่อว่ามีชีวิตหลังความตายแบบตอนจบในภาพยนตร์เป็นแน่

อาจมีหลายคนสงสัยเรื่องความเป็นมาของกีฬาการต่อสู้อันโหดเหี้ยมนี้ว่าเริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อใด จากหลักฐานที่พบเป็นภาพเขียนเฟรสโกที่หลุมศพของพวกแคมพาเนียน เมื่อ 400 ปีก่อนคริสตกาล เป็นรูปการต่อสู้ของนักรบที่สวมหมวก มีเกราะ หอกและโล่แบบโรมัน แต่ลิวีนักประวัติศาสตร์โรมัน เชื่อว่าน่าจะเริ่มเมื่อประมาณ 264 ปีก่อนคริสตกาลในช่วงต้นของสงครามปูนิค และยังมีหลักฐานว่ามีโรงเรียนสอนการต่อสู้รวมทั้งมีผู้ให้การสนับสนุนนักรบแบบเดียวกับกีฬามวยของเราในปัจจุบันด้วย ดังนั้น จึงมีทั้งผู้สมัครใจและทาสที่ถูกนำมาลงสนามประลอง ถ้าสามารถชนะใจคนดูได้นักสู้เหล่านี้ก็จะมีเงินทองมากมายและสามารถปลดตัวเองออกจากการเป็นทาสได้ ลองนึกภาพตามว่าสมัยโบราณจะมีความบันเทิงใดได้นักสำหรับชาวโรมัน คงมีแค่โรงอาบน้ำและสนามกีฬาให้มาพนันขันต่อกัน

สนามประลอง เมื่อมีผู้ชมมากขึ้น จึงต้องมีสถานที่อันเหมาะสม แอมฟิเธียเตอร์ (Amphithearter) ที่เก่าแก่มากที่สุดอยู่ที่ปอมเปอี สร้างขึ้นเมื่อ 70 ปีก่อนคริสตกาล ทำด้วยหินแทนการสร้างจากไม้อย่างแต่เดิมทำให้สามารถจุคนได้มากขึ้น ในขณะที่โรมยังมีสนามประลองเป็นไม้ ชื่อว่าสนาม Gaius Scribonius Curio (สร้างเมื่อ 53 ปีก่อนคริสตกาล) จนกระทั่งสนามนี้ถูกไฟไหม้ ในคริสตศักราชที่ 64 จึงสร้างสนามแห่งใหม่ทดแทน โดยจักรพรรดิเวสปาเชียน เพื่อเป็นของขวัญแก่ชาวโรมใช้วัสดุเป็นหินมีชื่อว่า Amphitheatrum Flavium หรือที่รู้จักกันในนาม Colosseum สามารถจุผู้ชมได้ถึงห้าหมื่นคน ถือได้ว่าเป็นสนามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวรรดิโรมัน และยืนตระหง่านท้าแดดท้าฝนมาร่วมสองพันปี กระทั่งกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของอิตาลีมาจวบจนทุกวันนี้

ในยุคที่อาณาจักรโรมันรุ่งเรือง ไม่ไกลนักจากสนามโคลอสเซียม สามารถมองเห็นโรมันฟอรัม ศูนย์กลางด้านการเมือง การปกครอง การค้าขายและการศาสนาของกรุงโรม ทั้งการปราศรัย การเลือกตั้ง พิธีกรรมทางศาสนาล้วนจัดขึ้นที่ตรงนี้ เราสามารถเดินไปชื่นชมประตูชัยแห่งติตุส ที่สร้างเมื่อครั้งจักรพรรดิติตุสสามารถยึดกรุงเยรูซาเรมได้ วิหารจูเลียส ซีซาร์ เป็นสถานที่เผาศพของเขาหลังจากถูกลอบสังหาร วิหารอันโตนิอุส ฟิอุส และฟอสตินา เป็นโบสถ์ที่จักรพรรดิอันโตนิอุส พิอุส สร้างขึ้นเป็นเกียรติแก่ภรรยาที่จากไป บาซิลิกา เอมิเลีย เป็นศาลยุติธรรมของชาวโรมัน ประตูชัยเซปติมุส เซเวรุส สร้างเป็นที่ระลึกครั้งที่จักรพรรดิเซปติมุสทำสงครามชนะพวกพาร์เธียนได้ และวิหารเทพเจ้าแซทเทิร์น เป็นวิหารที่เก่าแก่ที่สุดในโรมันฟอรัม อายุประมาณ 2500 ปี

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ควรหาไกด์ท้องถิ่นที่มีความรู้สักคนมาบรรยายให้ฟัง เพราะซากโบราณสถานของโรมันฟอรัมนั้น ให้อารมณ์เดียวกับการเดินชมซากเจดีย์ที่อยุธยา ถ้าไม่รู้ที่มาที่ไปอาจพาลจะเบื่อเอาได้ เดินเลยจากโรมันฟอรัมมาอีกหน่อย จะเจออนุสาวรีย์หน้าตาคล้ายเครื่องพิมพ์ดีด ทำจากหินอ่อน ตกแต่งด้วยเสาโครินเธียนโดยรอบ สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงกษัตริย์วิคเตอร์ เอมานูเอลที่ 2 ผู้รวมอิตาลีเข้าเป็นประเทศเดียวกัน จูเซปเป ซัคโคนี ออกแบบไว้ตั้งแต่ปีค.ศ. 1895 แต่ได้สร้างระหว่างปี 1911-1925 สภาพจึงดูใหม่และงามตากว่าโรมันฟอรัมมาก

มองแต่ของเก่าโบร่ำโบราณ นานเข้าสาวๆอาจรู้สึกเบื่อ หากจะเปลี่ยนไปเดินแถวบันไดสเปนบ้างน่าจะถูกใจกว่า เพราะเป็นแหล่งรวมสินค้าแบรนด์เนมที่มาเปิดกันเก๋ๆ ใครเป็นสาวกพราด้า มีหรือจะอดใจไหว แล้วทำไมถึงชื่อว่าบันไดสเปนกันล่ะ ไขข้อข้องใจเสียหน่อยว่า ในอดีตบันไดแห่งนี้เชื่อมระหว่างสถานทูตสเปนกับสำนักบริหารศาสนจักรกลาง ถือว่าเป็นบันไดที่กว้างและยาวที่สุดในทวีปยุโรป มีทั้งหมด 138 ขั้น ออกแบบโดยฟรานเชสโก เดอ แซงค์ทิส ใช้เวลาในการสร้าง 2 ปี (ค.ศ.1723-1725) ส่วนด้านล่างเป็นน้ำพุรูปเรือ ฝีมือของพ่อแบร์นินี สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1627-1629

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com