Column ประจำ
Sponsor

เมืองโบโกตาแห่งโคลอมเบีย เขาว่าเป็นเมืองเจ้าพ่อ?

โดย : ทพ.วีรศักดิ์ พุทธาศรี
Tags : โบโกตา , โคลอมเบีย , เมืองเจ้าพ่อ , Bogota , ทพ.วีรศักดิ์ พุทธาศรี

เวลาท้องถิ่นที่นี่ต่างกับไทย 12 ชั่วโมงพอดี ถ้าเราเที่ยงวันเขาก็เที่ยงคืน....หน่วยเงินที่นี่เรียก "เปโซ" คล้ายกับประเทศละตินอเมริกาหรือประเทศอื่นๆที่ได้อิทธิพลจากสเปน หนึ่งบาทไทยก็ประมาณ 60 เปโซ (เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เราต้องพกเงินหน่วยนับเป็นแสน และมีโอกาสเป็น millionaire ได้ด้วย) ค่าครองชีพที่นี่เขาสูงกว่ากรุงเทพฯเล็กน้อย.... รถยนต์เป็นแบบขับชิดขวา และนับว่าโชคดีมากที่มีโอกาสได้นั่งรถแท็กซี่ออกไปนอกตัวเมืองด้วย ได้เห็นสภาพทั่วไปถือว่าเขามีความเจริญพอสมควร (การจัดระบบจราจรน่าจะดีกว่าเรา) บรรยากาศท้องทุ่งและห้างสรรพสินค้านอกเมืองคล้ายกับการขับรถออกนอกเมืองแถวแคลิฟอร์เนียของอเมริกาเลยครับ ถนนหนทางดูดีมาก ถ้าจะมียกเว้นก็น่าจะเป็นรถไฟยังมีระดับการพัฒนาคล้ายกับแดนสยามของเราอยู่เลย แถมบังเอิญเห็นรถไฟกำลังวิ่งเลาะเชิงเขามีควันโขมงเหมือนใครกำลังเผาป่าเลยล่ะ....

สองข้างทางนอกจากทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์แล้ว จะเห็นมีฟาร์มสวนไม้ดอกขนาดใหญ่ตั้งอยู่เป็นระยะ เขาบอกว่าดอกไม้เป็นพืชเศรษฐกิจส่งออกที่สำคัญของประเทศ (จะยกเว้นก็โคเคน 555 เพราะเขาไม่ได้บันทึกตัวเลขการลักลอบส่งออกนี่นา)...คนที่นี่เขายังยอมรับว่ามีโคเคนส่งออกจริง และแถมทำรายได้มหาศาลมาพัฒนาประเทศจนถึงระดับนี้เลย...อย่างไรก็ตามเขายังแก้ตัวว่าพวกมาเฟียและเจ้าพ่อแบบที่เราเห็นในหนังฮอลลีวูดนั้นมีจำนวนลดลงด้วยการปราบปรามอย่างหนักจากรัฐและแถมมียุทธศาสตร์ส่งออกพวกเจ้าพ่อเหล่านี้ไปทำมาหากินที่ประเทศอื่นเสีย ซึ่งเขาย้ำว่าประเทศเม็กซิโกจะน่ากลัวกว่าที่นี่เยอะ (สงสัยเพราะมีเจ้าพ่อโคลอมเบียย้ายเข้าไปอยู่เยอะ 555)

เมืองหลวงโบโกตา (Bogota) ตั้งอยู่บนที่ราบสูงด้วยความสูงพอๆกับยอดดอยอินทนนท์เล็กน้อย ทำให้อากาศเย็นสบายเฉลี่ย 15-20 องศาเอง คนที่นี่เขาไม่รู้จักว่าฤดูหนาวหรือฤดูร้อนเป็นอย่างไรเพราะอากาศมันเย็นๆแบบนี้ตลอดทั้งปี เขารู้เพียงแต่ว่าถ้าวันไหนมีแดดจัดๆอุณหภูมิอาจจะสูงกว่า 20 องศาได้บ้าง และถ้าวันไหนฝนตกหนักอากาศก็จะเย็นลง.....ส่วนเมืองอื่นๆของประเทศที่ไม่ได้อยู่บนที่สูงแบบนี้ ก็มีช่วงที่อากาศร้อนแบบบ้านเราเหมือนกัน เขายังเล่าแบบตลกว่าถ้าขับรถออกนอกเมืองแล้วรู้สึกว่าอากาศมันร้อนขึ้นแสดงว่าท่านได้ขับรถพ้นเขตเมืองโบโกตาและปริมณฑลเรียบร้อยแล้ว....เนื่องจากเมืองโบโกตาถูกล้อมด้วยภูเขา การขับรถชมเมืองจากบนที่สูงจึงนิยมกันหรืออาจใช้เคเบิลคาร์ขึ้นบนยอดเขาได้ด้วยเช่นกัน ส่วนนักท่องเที่ยวที่ขาดไม่ได้คือการไปเดินโต๋เต๋ย่าน La Candelaria หรือ Downtown จะได้สัมผัสย่านประวัติศาสตร์ อาคารบ้านเมืองแบบเก่าๆ ศูนย์กลางพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ รวมทั้งโบสถ์และศาลาว่าการเมือง ก็รวมกันอยู่ย่านนี้....คนมาเที่ยวที่นี่ไม่ต้องกลัวหลงเพราะมีป้ายบอกทิศทางชัดเจน..อ้อแต่ขอโทษนะเป็นภาษาสเปนอย่างเดียวครับ

ผมลัดเลาะถ่ายภาพย่าน La Candelaria วันนั้นแสงแดดยังเป็นใจมีเวลาไปเดินด่อมๆดูบ้านเมืองเก่าของชาวเมืองหลวงโคลอมเบีย ถือเป็นย่านประวัติศาสตร์เห็นอาคารแบบอารยธรรมสเปนที่เรียกว่า Colonial style จะเป็นอาคารตรอกแคบๆมีระเบียงหน้าต่างไว้ปลูกดอกไม้ประดับโชว์แขกไปไทยมา(เยี่ยม) ผสมกับสีสันสุดจ๊าบของความเป็นชาวแคริบเบียน ตามตรอกซอยและบ้านหลายหลังจะถูกละเลงด้วยสีเจ็บๆ เท่าที่สังเกตนอกจากสีพื้นขาวแล้วเขาชอบใช้สีเหลือง ส้ม และเขียว...หลายจุดกลายเป็นผ้าใบผืนใหญ่ให้ศิลปินแสดงฝีมือ เข้าใจว่าเขาตั้งใจทำไม่น่าใช่ความมือบอนของวัยรุ่นบางกลุ่ม ไม่งั้นอาจจะเป็นภาษิตคำคมหรือม็อตโต้ของกลุ่มอย่างที่เห็นในบางประเทศ เช่น "กรู....พ่อทุกสถาบัน" หรือ "ที่หมาเยี่ยว"(แต่กลิ่นที่โชยมามันเป็นฉี่คนชัดๆ) หรือ "ห้ามทิ้งขยะ"(เขียนไว้ตามข้างมุมตึกที่มีขยะกองโตๆเป็นแบ็คกราวนด์) เป็นต้น นอกจากหลักฐานของอาคารสิ่งก่อสร้างที่แสดงการผสมผสานทางอารยธรรมของชาวอินเดียนพื้นเมืองกับชาวสเปนแล้ว หน้าตาของผู้คนก็มีความเป็นลูกผสมด้วย แต่มีความคล้ายกระเดียดไปทางหน้าตาแบบคนสเปนมากกว่าคนพื้นเมืองซะอีก แถมยังใช้ภาษาสเปนซะด้วยทำให้แยกชนชาติยาก แต่ก็มีคนสเปนที่มาประชุมด้วยกันเขาไขข้อข้องใจให้ฟังว่าเขาฟังแล้วแยกออกได้เพราะสำเนียงการพูดจะมีความเหน่อหรือเป็นทองแดงสังเกตได้ มีคนผิวดำแทรกมาบ้างคงเป็นเพราะเขาเคยนำเข้าทาสผิวสีจากแอฟริกามาทำงานเหมืองและปลูกกาแฟ....[แถม...ระหว่างที่คุยกันเรื่องชาติพันธุ์คนโคลอมเบีย เขาก็บอกว่า "เฮ้ย ยูก็หน้าตาเหมือนชาวโคลอมเบียนะ...แต่..เหมือนพวกพื้นเมืองเลือดบริสุทธิ์ที่ไม่มีเลือดสเปนมาปนเปื้อนน่ะ" (ฮา) ทำให้เรามั่นใจในหน้าตาความเป็นอินเตอร์ของตัวเองยิ่งขึ้น เพราะเคยไปมาเลเซียมันเขาก็บอกว่าเหมือนคนมาเลย์ (โดนคนเข้าประตูมิวเซียมที่ยะโฮร์บารูด่าฟรี ว่ายูเป็นคนมาเลย์ไม่ต้องซื้อตั๋ว) ไปอินโดนีเซียเขาก็คิดว่าเราเป็นพวกมัน (เข้ามิวเซียมไม่ต้องเสียตังค์ ไปสามคนเขาคิดเงินแค่สองคนทุกครั้ง) ไปเนปาลมันบอกว่าเราเป็นคนอินเดีย(ทำไมไม่คิดว่าเป็นคนเนปาลบ้างนะ ทำให้ต้องนั่งเครื่องบินในประเทศเนปาลด้วยราคาต่างชาติ) แต่พอเวลาไปอินเดียพวกแขกมันกลับคิดว่าเรามาจากเนปาลซะงั้น

ความขลังของย่านนี้ยืนยันด้วยการมีมหาวิทยาลัยเก่าแก่ตั้งอยู่หลายแห่ง ที่มีโอกาสได้เข้าไปดูข้างในเป็นมหาวิทยาลัยโรซาริโอ ที่เพิ่งเฉลิมฉลองครบอายุการก่อตั้ง 360 ปี ก่อนที่รัชกาลที่หนึ่งเราจะก่อตั้งกรุงเทพฯเป็นเมืองหลวงของชาวสยามซะอีก....มาถึงจุดที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญคือ "Plaza Bolivar" ชื่อพลาซ่าแต่ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้านะ แต่เป็นจัตุรัสกลางเมืองที่มีสถานที่สำคัญๆตั้งรวมกันอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์สำคัญประจำเมือง ศาลาว่าการเมือง รวมถึงอาคารที่ทำการราชการด้วย ตอนเย็นๆชาวเมืองเขาจะมานั่งเล่นเดินเล่น เป็นสนามเล่นของเด็ก และยังเป็นที่ทำมาหากินของฝูงนกพิราบ เท่าที่ดูด้วยตาน่าจะมีจำนวนมากกว่าที่สนามหลวงด้วย (สงสัยคงไม่มีใครแอบวางยานกพิราบแบบบ้านเราก็เป็นได้)

ด้วยการผสมผสานทางวัฒนธรรมทำให้บางมุมของเมืองได้เห็นบรรยากาศที่ทำให้พาลนึกไปถึงละตินอเมริกันแถบเม็กซิโก มีหนุ่มๆสวมหมวกใบโตนั่งโจ้เหล้าร้องเพลงกันตามร้านอาหารริมทางเดิน....มันช่างตรงกันข้ามกับย่าน Chile Avenue ที่มีตึกสูงเป็นย่านศูนย์กลางทางธุรกิจเพราะเป็นที่ตั้งของเหล่าธนาคารต่างๆ รวมทั้งอาคารตลาดหลักทรัพย์ ที่สำคัญยังมีความเหมือนย่านสีลมของเราตรงที่ริมทางเดินต่างถูกจับจองด้วยพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยจำหน่ายเสื้อผ้า เครื่องประดับ และนาฬิกา(ปลอม) เช่นเดียวกันเลย สิ่งดีที่น่าชื่นชมคือถนนบางเส้นเขาสงวนสิทธิไว้ให้คนเดินเท้าอย่างเดียวเลย โดยไม่มีมอเตอร์ไซค์มาขับกดแตรไล่หลังที่ทางคนเดินด้วย และทุกวันเสาร์จะปิดถนนยาวหลายสิบกิโลเมตรเพื่อเป็นทางจักรยานเพียงอย่างเดียว ให้คนได้ออกกำลังกายและเชื่อมต่อให้คนออกไปท่องเที่ยวนอกเมืองด้วยลำแข้งและพลังน่องของตนเอง....ขนส่งสาธารณะขนาดใหญ่คือรถเมล์ด่วนคล้าย BRT บ้านเรา โดยเป็นรถเมล์เชื่อมกัน 3-4 ตู้วิ่งบนทางพิเศษของตนเอง (เท่าที่สังเกต ไม่เห็นมีรถประเภทใดๆเข้ามาขอเบียดใช้ทางเหมือนบางประเทศ 555) ....ส่วนรถเมล์ปกติก็มีวิ่งเหมือนกันเป็นรถขนาดมินิบัสมีสีเหลือง สีเขียว สีแดง ไม่รู้ว่าเขาใช้สีรถแสดงอะไร บอกราคาค่าโดยสาร หรือแสดงเส้นทางเดินรถ หรือตามแต่ใจเจ้าของรถเมล์ก็ไม่รู้ [นอกเรื่อง...ในประเทศสารขัณฑ์แห่งหนึ่งใช้สีรถเมล์แสดงราคาค่าโดยสาร รถปรับอากาศสีส้มและสีฟ้าราคาไม่เท่ากัน รถเมล์ไม่ปรับอากาศสีแดง-สีขาว-มินิบัสเขียวราคาไม่เท่ากัน แถมมีนโยบายการเปลี่ยนสีรถมินิบัสจากสีเขียวพ่นเป็นสีส้มเพื่อปรับค่าโดยสารได้ต่างหาก]

การทำมาหากินหรืออาชีพข้างถนนที่อาจไม่ค่อยคุ้นตาคนไทยนัก น่าจะเป็นอาชีพตั้งแผงขัดรองเท้า คนที่นี่เขาคงให้ความสำคัญกับความเงามันของรองเท้าแน่ๆจึงมีอาชีพนี้ได้ (แต่เคยไปเห็นแบบนี้ในหลายประเทศเหมือนกัน) กิจการนี้คงไม่รุ่งในเมืองไทยหรอกเพราะคนไทยเราให้ความสำคัญกับความใสของใบหน้าด้วยครีมและสาร whitening มากกว่าความใสของรองเท้าแน่ๆ.....มีคุณป้าสายเลือดคนพื้นเมืองเต็มร้อยนั่งก้มหน้าก้มตาร้อยลูกปัดงานฝีมือ รอให้คนเดินผ่านไปมาแวะอุดหนุน....ด้วยสายเลือดชาวแคริบเบียนจะชอบร้องรำทำเพลง มีหนุ่มใหญ่ 3 คน (ดูท่าทางเหมือนถ้าไม่เมาก็สติไม่ครบ) ขึ้นไปยืนที่ฐานอนุสาวรีย์ร้องเพลงกันเอง เต้นกันเอง และสนุกกันเอง....คนโบโกตาท่าจะขี้เหงาน้อยกว่าคนกรุงเทพฯเรา เพราะถ้าสังเกตให้ดีทุกภาพที่ถ่ายคนเดินผ่านไปผ่านมาในเมืองไม่มีใครเล่นสมาร์ทโฟนกันเลย ร้านขายมือถือก็มีน้อยมากๆ ไม่เหมือนในเมืองกรุงเราจะชินตากับภาพคนไทยไม่ว่าจะนั่งจะเดินต้องใช้นิ้วแหวกจอเข้า-ออก, จิ้มๆ chat line หัวเราะอยู่คนเดียวก็มี หรือต้อง check-in เพื่อให้เพื่อนๆในกลุ่มเราทราบว่าเฮ้ฉันอยู่ตรงนี้นะ (ซึ่งหมายรวมถึงอ้ายกระผมด้วยนะ 555)....ยังมีอีกอาชีพหนึ่งที่ยอดนิยมคือการตั้งจุดบริการโทรศัพท์มือถือร่วมกับแผงขายของอื่นๆ โดยคิดค่าบริการเป็นนาที (เหมือนที่เคยฮิตในไทยเมื่อสิบปีที่แล้ว) ราคาค่าโทรนาทีละ 150 เปโซไม่ถึง 3 บาทถือว่าไม่แพงนัก.....บางมุมของเมืองก็เป็นร้านขายของที่ระลึกสำหรับนั่งท่องเที่ยว แต่เงียบเหงาสุดๆไม่รู้ว่าเป็นเพราะจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยหรืออาจเป็นเพราะนักท่องเที่ยวไม่สามารถสื่อสารกับคนขายให้รู้เรื่องได้ จึงไม่รู้ว่าจะถามราคาหรือต่อราคาเท่าไรได้ ถ้าจะให้ดีรัฐบาลโคลอมเบียน่าจะส่งแม่ค้ามาเรียนงานกับแม่ค้าไทย เพราะหากแม่ค้าไทยเราไม่สามารถพูดสื่อสารภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่นหรือจีนได้ ก็ใช้การกดเครื่องคิดเลขผลัดส่งกันไปส่งกันมาเพื่อต่อรองราคากันได้โดยไม่ต้องเอ่ยวจีใด และที่สำคัญแม่ค้าโคลอมเบียควรต้องเรียนรู้ว่าอย่าพยายามพล่ามอธิบายด้วยภาษาตนเองฝ่ายเดียวทั้งๆที่ยังไงๆลูกค้ามันไม่รู้เรื่องด้วยหรอก(อันนี้จากประสบการณ์ตรงเลย 5555)

เท่าที่สังเกตจากอาหารที่โรงแรมและร้านอาหารท้องถิ่นที่เจ้าภาพเขาพาไปเลี้ยง มีข้อสรุปว่าคนที่นี่เขาทานอาหารคล้ายๆกับพวกตะวันตกทั่วไป อาหารหลักๆมีมันฝรั่งยืนพื้น ปลา (เนื่องจากติด 2 มหาสมุทร) เนื้อวัว ไก่ มะพร้าว รสชาติอาหารก็งั้นๆไม่ค่อยมีรสจัดนัก เขาบอกว่าความต่างของอาหารโคลอมเบียจากประเทศอื่นๆใกล้เคียงน่าจะเป็นรสชาติและส่วนประกอบ (ซึ่งแน่นอนว่าเราก็ไม่สามารถแยกได้อยู่ดี...555) พอมีเวลาว่างหรือเย็นไหนที่ต้องหาซื้ออาหารกินเองส่วนใหญ่ก็ต้องพึ่งฟู้ดเซ็นเตอร์ตามห้างเพราะให้มือชี้ๆเอาง่ายสะดวกดี บางครั้งโชคดีหน่อยมีคนสั่งก่อนล่วงหน้า พอเห็นว่าหน้าตาอาหารดูดีเราก็สามารถสวมรอยสั่งด้วยภาษาใบ้ทำนองว่า "น้องๆ..เอาแบบนี้ที่หนึ่งครับ"....รายการชื่ออาหารเขาก็มีบอกตลอดล่ะนะแต่อ่านไม่ออกหรอก หรือไม่งั้นคงได้กินแค่ Sandwiches, Espresso, Cappuccino เท่านั้น

มีวันหนึ่งออกมาเดินหาของกินเติมพลัง ในใจคิดอยู่แล้วว่าคงไม่แคล้วได้กินฟาสต์ฟู้ดเหมือนเดิม แต่พอเดินมาได้ไม่ไกลเห็นคนมุงกัน เลยเข้าไปดูใกล้ๆทำให้รู้ว่าเป็นไทย(โคลอมเบีย)มุงกำลังรออาหารที่รถเข็นขาย จึงเข้าไปสวมรอยมุงดูกับเขาด้วย เผื่อเข้าท่าจะสั่งกินเป็นอาหารกลางวัน เขาใช้กระทะเล็กๆวางบนเตาถ่านย่าง พอร้อนก็ตักเนยลงไปหนึ่งก้อน จากนั้นนำไก่ไข่ที่ตีแล้วเหมือนตอนทำไข่เจียวเทลงไปในกระทะร้อนๆนั้น กระทะต่อมาเป็นการวางแฮมลงไปหนึ่งแผ่น สุดท้ายเมื่อไข่สุกแล้วก็กลับให้แฮมลงไปอยู่ด้านล่างกระทะ ขณะเดียวกันก็ย่างแผ่นแป้งบางๆไปพร้อมด้วย แปะชีสลงในหนึ่งแผ่นบนแป้งร้อนๆนั้น ก่อนจะนำไข่ในกระทะที่สุกแล้วโปะทับลงไปเป็นอันเสร็จพิธี เขาบรรจุใส่ถุงฟอยล์ดูดีเชียวล่ะ ถึงขั้นตอนกินจะใส่ซอสมะเขือเทศเพิ่มไปด้วยก็ไม่ผิดกติกา....ก่อนกัดลงไปต้องระวังนิดเพราะจะเจอความร้อนที่ยังระอุอยู่ด้านในแถมมีชีสที่สร้างความเยิ้มให้เลอะปากเวลากินด้วย ถ้าถามว่ารสชาติเป็นไงสมกับราคา 30 บาทหรือเปล่า? ตอบได้เพียงว่า...ถ้าใครได้มาเที่ยวที่นี่แล้วไม่ได้กินก็คงไม่เป็นไร

เพื่อให้ชีวิตเราง่ายเข้าผมเลยขอลองไปกินของที่เราน่าจะคุ้นเคยคือวาฟเฟิล เดินไปเจอร้าน Crepes & Waffles ตั้งอยู่ใกล้ๆห้างสรรพสินค้ากลางเมือง เพราะใครๆที่มาโคลอมเบียเขาบอกว่าต้องมาลองร้านนี้(มีหลายสาขา) ไปถึงก็รี่ไปสั่งวาฟเฟิล แบบเอาชัวร์ๆไว้ก่อนเลย...อย่างเคยคนขายเขาก็ยังงงเหมือนเดิม แต่ยังมีหน้าพูดสเปนกลับมาเป็นฉากๆทำนองว่าไม่เข้าใจที่เราสั่ง..เราก็แปลกใจเพราะชื่อร้านเอ็งมันก็บอกโต้งๆอยู่แล้วว่าเอ็งต้องขายเครปกับวาฟเฟิล เป็นหลักแน่นอน จึงชี้ไปที่รูปวาฟเฟิล ที่เขาโชว์หราที่ด้านหลัง พี่คนขายจึงถึงบางอ้อเพราะมันไม่ได้ชื่อวาฟเฟิล เขามีชื่อเป็นภาษาสเปนว่า "โกฟรี่(Gofre)" ครับ ส่วนที่สั่งรสช็อกโกแลตด้วยเพราะตอนที่เขากำลังร่ายยาวให้เลือกรสต่างๆนั้น มาสะดุดหูและฟังออกว่าช็อกโกแลตเพียงอย่างเดียวเลยรีบตอบอย่างมั่นใจว่า "เยส..พลีสสส..." ส่วนกาแฟอย่างที่เคยเล่า ไม่มีปัญหาแน่นอนเพราะมันชื่อ Cafe Latte และ Cappuccino เหมือนกันทั่วโลก...แถมท้ายไอศกรีมที่วางบนวาฟเฟิล คนขายมันคงขี้เกียจถามแล้วเพราะเจรจากันจนเมื่อยมือ เขาจึงถือวิสาสะตัดสินใจเลือกวานิลลาให้เราเลย 555.....สรุปว่ากว่าจะได้ลิ้มรสครบสูตรต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่ง เพราะรสชาติถือว่าโอเคเลย

โบโกตาหรือโคลอมเบียอาจจะไม่ใช่ประเทศที่เราคุ้นเคยนัก ที่ได้ยินมาก็ชื่อเสียงพ่อค้ายาเสพติดตามที่เห็นในหนัง และแถมอยู่ไกลเมืองไทยมาก ซึ่งขากลับเครื่องบินออกจากที่นั่นเย็นวันเสาร์จะถึงสุวรรณภูมิก็เช้าตรู่วันจันทร์เลย(รวมเวลาที่ต่างกัน 12 ชั่วโมงด้วย) หรือจะลองจินตนาการว่า หากเราเจาะอุโมงค์จากเมืองไทยผ่านจุดศูนย์กลางของโลกก็จะมาทะลุแถวโคลัมเบียนี่และครับ (ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า 'Antipodes' หมายถึง the other side of the world โดย The antipodes of Bogota is Jakarta) ท้ายสุด....ถ้าใครเป็นคนชอบท่องเที่ยวต่างประเทศแต่ไม่อยากเจอคนไทยด้วยกันเพราะขี้เกียจทักทาย หรือเป็นคนที่ไม่ชอบช็อปปิ้งที่คอยแย่งของในร้านกับนักเที่ยวอื่นเยอะๆ หรือเป็นคนที่ไม่อยากฟังเสียงจอแจและต้องคอยหลบกล้องดิจิทัลถ่ายภาพของทัวร์จีนและทัวร์เอเชีย (ซึ่งแต่ละคนมักจะมีกล้องของตัวเองอย่างน้อยหนึ่งตัวเสมอ....ขนาดผมกระเหรี่ยงเอเซียเพียงคนเดียวเองยังพกไปตั้งสามแบบเลย 555....ทั้ง Canon DSLR, Kodak compact, Xperia mobile) ที่สำคัญที่สุดหากต้องการสัมผัสและเข้าใจคำว่า 'Lost in translation' อย่างลึกซึ้งล่ะก็ต้องที่นี่เลย...โคลอมเบีย...สวัสดีครับ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com