Column ประจำ
Sponsor

มหัศจรรย์เมืองจีน

โดย : ทพ.ดร.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาล เลขาธิการมูลนิธิเครือข่ายพัฒนาศักยภาพผู้นำการสร้างสุขภาวะ
Tags : ทพ.ดร.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาล , จีน , จิ้วจ้ายโกว

"ยืนจั้นจวงให้ได้ 2 ชั่วโมง"

หลังจากได้ฝึกมวยบู้ตึ้งมาตลอด 2 วันผมจำกระบวนการเคลื่อนไหวแต่ละขั้นตอนได้ไม่แม่น มากนัก อาจารย์จางซานได้พูดภาษาจีนผ่านพี่กล๊อฟที่ ช่วยแปลให้ฟังว่า ถ้าจำท่าใดๆไม่ได้ ให้ยืน จั่นจวงอย่างเดียว โดยให้เริ่มจากยืนนิ่งๆ 10 นาทีแล้วค่อยๆเพิ่มไปเรื่อยๆ จนยืนได้ต่อเนื่อง 2 ชั่วโมง ถ้าฝึกได้แล้วจะฝึกมวยชุดไหนๆก็ง่ายดายขึ้น

ศาสตร์ของมวยจีน อยู่ที่พื้นฐานของ “ขา” ไม่ว่าจะเคลื่อนไหว ออกท่าทางใดๆ ขาต้องแข็งแรง จะใช้ต่อกรกับคู่ต่อสู้ก็ต้องมีฐานของขาที่แข็งแรง

มาลองฝึกยืนจั้นจวงกันนะครับ

เริ่มจากการยืนที่เท้าทั้งสองข้างขนานกัน มีช่วงห่างกันเท่ากับหัวไหล่ ย่อเข่าลงเล็กน้อยไม่ให้ หัวเข่ายื่นเกินปลายเท้า ตั้งมือวางเป็นวงกลม เหมือนอุ้มลูกบอลขนาดใหญ่ ปลายนิ้วมือทั้งซ้ายขวามา จรดกันตรงกลาง ระดับของแขนไม่สูงหรือต่ำเกินไป อยู่ระดับใกล้ๆกับหัวไหล่ มือเบาสบายไม่เกร็ง หลังตั้งตรงให้พลังธรรมชาติส่งผ่านมาจากกึ่งกลางศีรษะมาที่ตรงกลางสะดือ ตามองตรงไปข้างหน้า ไกลๆ เมื่อฝึกได้ระดับหนึ่งแล้วหาจุดใกล้ๆปลายนิ้วมือแทน อาจเป็นต้นไม้ ใบไม้ที่มีสีเขียว

ในขณะที่ยืนอาจปรับระดับแขนขึ้นลง วงกว้างแคบได้ จนได้จุดที่เหมาะสมกับตนเอง เมื่อยืนจั่น จวงได้สัก 5-10 นาที จะมีความรู้สึกร้อนที่ฝ่ามือ ให้เพิ่มเวลาไปเรื่อยๆ แล้วคอยสังเกตความรู้สึกและ พลังชี่ที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของตนเอง

ดังนั้นสถานที่ต้องเลือกสถานที่มีพลังธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ ถ่ายเทได้ดี ไม่มีขยะ ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีเสียงรบกวน ไม่ร้อนหรือ หนาวจนเกินไป เพราะว่าพลังชี่ของเราจะเชื่อมโยงและดึงพลังจาก ธรรมชาติเข้ามา

อาจารย์จาง เล่าให้ฟังว่า ที่สำนักมวยต่างๆในบู้ตึ้งมีการ เปิดสอนหลายๆวิชา วิชาที่ผมสนใจและสอบถามรายละเอียด คือ วิชาตัวเบา อาจารย์จางเล่าถึงวิธีการฝึกฝนว่า ใช้เวลา ไม่เกิน 2 ปี จะมีวิชาตัวเบาเดินขึ้นกำแพงที่สูง 6 เมตรได้ คน ที่เรียนวิชานี้จะต้องเป็นลูกศิษย์ในสำนักที่รู้นิสัยใจคอกันแล้ว ว่าจะไม่นำเอาวิชานี้ไปใช้ในทางที่ผิด

วิชาตัวเบาเริ่มจากการให้ขุดหลุมตื้นๆสักฟุตหนึ่ง กระโดด ขึ้นลงหลุมนี้ทุกวัน วันละหลายร้อยครั้ง แล้วเพิ่มความลึก ของหลุมให้ลึกไปเรื่อยๆ เพิ่มทีละหนึ่งฟุตจนได้ความลึก ที่สูงกว่าความสูงของนักเรียน ใครที่สูง 1.70 เมตรก็จะต้อง โดดขึ้นลงหลุมที่ลึก 2 เมตรได้ จากนั้นต้องฝึกวิ่งขึ้นกำแพง ที่สูง 2-3 เมตร วิ่งขึ้นไปบนกำแพงและวิ่งลง ฝึกทุกวันและเพิ่ม ความสูงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถวิ่งขึ้นกำแพงที่สูง 6 เมตรได้

ท่านที่สนใจฝึกมวยจีนที่สำนักบู้ตึ้ง เดินทางไปที่เขาอู่ตั่ง (Wudang Shan) ของมณฑลหู่เป่ย ที่นั่นมีหลายสำนักให้เลือก ตอนนี้เดินทางไปไม่ยากครับ ลงเครื่องบินที่เมืองอู่ฮั่น แล้วต่อรถไฟไปที่ สถาน หลักสูตรมีให้เลือกเป็นสัปดาห์ หรือจะอยู่เป็นเดือนๆก็ได้ครับ ค่าใช้จ่ายโดยประมาณจะเป็น 30,000 บาท ต่อเดือน รวมที่พักและอาหาร สำหรับที่พักก็จะเหมือนค่ายลูกเสือ พักรวม ห้องน้ำรวม หรือพักแยกห้องน้ำเดี่ยว อาหารเช้าเป็นแบบโรงอาหารรวม เป็นอาหารจีนพื้นถิ่นจริงๆ เน้นผัดผักน้ำมัน ท่วม รสชาติจืดๆ ถ้าไปช้าก็จะหมด เวลาไปเรียนที่นั่น ก็จะตื่นขึ้นมาฝึกรอบเช้า และ รอบบ่าย ส่วนรอบ ดึกนั้นในหลักสูตรระยะสั้นก็จะไม่บังคับให้ต้องมาฝึกอีก เวลาฝึกมวยจะต้องฝึกให้คล่องในแต่ละท่า ฝึกซ้ำไปซ้ำมา อาจเรียนหลายสัปดาห์แล้วยังไม่ก้าวหน้าก็ได้ เพราะฝึกยังไม่คล่อง

รูปแบบโรงเรียนโดยทั่วไปก็จะ จัดหลักสูตรให้ตามความต้องการที่จะเรียน จะเรียนมวยชุดไหน เรียนกระบี่ หรือ พัด และมีเวลาเรียนเท่าไรกี่สัปดาห์ ก็จะจัดครูสอนให้ประจำตัว ครูมวยคนหนึ่งจะสอน นักเรียนหลายคน สอนท่าเสร็จก็ให้ฝึกแล้วย้ายไปสอนอีกคน ถ้าเป็นหลักสูตรพื้นฐานก็จะได้ครูรุ่นหนุ่มๆ มาสอน แต่ถ้าฝึกขั้นสูงก็จะได้ครูรุ่นระดับอาจารย์ จนถ้าคาระวะน้ำชาเป็นลูกศิษย์สำนักนี้จริงๆก็จะเป็น ระดับปรมาจารย์มาสอน ซึ่งการคาระวะน้ำชารับเป็นลูกศิษย์จะเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ปรมาจารย์ก็ต้อง แน่ใจว่าลูกศิษย์คนนี้ใช้ได้ และลูกศิษย์ก็แน่ใจว่าจะไม่เปลี่ยนไปฝึกมวยกับสำนักอื่นๆอีก

การฝึกมวยเพื่อเดินพลังชี่ คล้ายๆกับการปฎิบัติธรรม ถ้าไม่ลงมือทำก็ไม่มีทางเห็นผล ถึงแม้ลง มือทำแต่ไม่ต่อเนื่อง หรือไม่มีครูอาจารย์ที่คอยแนะนำ ก็อาจไม่เห็นผลเช่นกัน

มวยจีนทั้งสำนักบู้ตึ้ง เส้าหลิน ไทชิ หรือมวยสำนักต่างๆถือเป็นมรดกตกทอดที่สำคัญของ วัฒนธรรมจีนที่สะสมและถ่ายทอดมาเป็นพันปี ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่อธิบายไม่ได้ ต้องลองมาฝึกฝน ดูเองจึงจะรับรู้ได้ว่า พลังชี่ที่ไหลเวียนในร่างกายเป็นอย่างไรสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกาย เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

"ทะเลสาบหลากสีสรร เป็นของแท้หรือเปล่า"

ณ.วินาทีที่ลงจากรถโดยสารและเดินไปพบทะเลสาบสีฟ้า สีเขียว สีเหลือง สีส้ม ในทะเลสาบ ของหุบเขาจิวจ้ายโกว ผมแทบไม่เชื่อสายตาว่านี้เป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติจริงๆหรือเป็นของ ปลอม ผมนึกถึงเรื่อง ของทำเลียนแบบจากจีน ไม่ว่าจะเป็น ไข่ปลอม ข้าวสารปลอม ฯลฯ ผมสงสัยว่า ทางจีนใส่สีลงในทะเลสาบหรือเปล่า เพราะว่าสีสรรมันสวยงามมาก จนยากจะเชื่อว่าเป็นของจริง

แม้ผมจะเห็นจากรูปภาพที่ทางบริษัททัวร์ส่งมาให้ก่อนเดินทางแล้ว ในใจผมคิดว่า รูปที่ถ่ายมา จากการตกแต่งภาพหรือใช้ฟิลเตอร์สีทำให้สีมันเด่นชัดขึ้น แต่พอมาเห็นกับสองตาจริงๆยอมรับเลยว่า สวยงามมากเกินกว่าที่จะบรรยาย มีคำกล่าวในภาษาจีนที่แปลเป็นอังกฤษว่า "Once you have seen Jiuzhai Valley, there is no need to see any other water” ตรงกับความรู้สึกของผมจริงๆครับ ว่า ถ้ามาเห็นที่นี่แล้วไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องไปเห็นทะเลสาบอื่นใดในโลกอีก

จิ้วจ้ายโกวได้รับประกาศเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปีพ.ศ. 2535 ซึ่งแปลว่าคงมีกรรมการมาตรวจ สอบว่าเป็นธรรมชาติจริงๆแน่ ดังนั้นคำถามต่อไปคือ เพราะอะไรถึงจะเกิดสีสรรต่างๆได้ สอบถามจาก ไกด์จีนก็ไม่ได้คำตอบ แต่ได้คำตอบจากอาจารย์กู๋ว่า

สิ่งมหัศจรรย์นี้มาจาก “เชื้อโรค” ที่เรามักจะมองเป็นผู้ร้าย ร่วมกับ “แร่ธาตุ” ที่อยู่ในน้ำ บวกกับ แสงแดดและอุณหภูมิของน้ำที่ทำให้เกิดการสะท้อนแสงสีต่างๆเข้าตาเรา ที่จิวจ้ายโกวภูเขาส่วนใหญ่ จะเป็นภูเขาหินปูน ที่ประกอบด้วยแคลเซียมคาร์บอเนตในทะเลสาบจะมีแคลเซียมคาร์บอเนตละลาย และตกตะกอนอยู่ ซึ่งด้วยความเป็นด่างของหินปูนจึงทำให้นำ้ในทะเลาสาบใสเป็นกระจก ยิ่งตอนที่ ลมสงบ น้ำไม่กระเพื่อม ก็จะได้ภาพที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง

มีจุดชมวิว ทะเลสาบและน้ำตกมากมาย หลายแห่ง ซึ่งต้องเดินทางโดยรถบัสของอุทยาน หากไปทัวร์กับบริษัทก็จะใช้รถบัสเล็กของอุทยานที่เหมาเฉพาะกลุ่ม ต้องทำใจไว้ก่อนเล็กๆว่าคนเยอะ มากในแต่ละวันจะมีคนจีนและชาวต่างชาติมาเที่ยว ที่นี่นับหมื่นคนคิวรอรถบัสจะยาวมากและในแต่ละจุดชมวิวถ่ายรูปก็จะมีแต่คนเต็มไปหมด แนะนำให้ ใช้เวลาเที่ยวในจิวจ้ายโกว 2 วันจึงจะดื่มด่ำกับ ธรรมชาติได้เต็มที่

ในพื้นที่ใกล้เคียงกันกับจิวจ้ายโกว ยังมีอุทยานหวงหลง (มังกรเหลือง) อีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจ มาก ที่เรียกว่ามังกรเหลืองเพราะว่า มีแนวหินคาร์สท์ (Kast) หรือหินที่สะสมแคลเซียมสีเหลืองที่มี ขนาดใหญ่และสมบูรณ์ระดับต้นๆของโลก แผ่เป็นเส้นบริเวณหุบเขาระยะทางประมาณ 4 กม. มีแอ่งน้ำ สีต่างๆ ลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ แอ่งน้ำที่สวยที่สุดอยู่บนยอดเขา ถ้ามองจากมุมบน จะเหมือนกับมังกร เหลืองทองตัวสลับลายคดเคี้ยวอยู่ท่ามกลางแมกไม้สีเขียวแอ่งน้ำที่เป็นชั้นๆก็ดูเหมือนเกล็ดของมังกร และมังกรเหลืองทองตัวนี้กำลังเหินขึ้นสู่ยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมอยู่

สำหรับนักท่องเที่ยวมีทางขึ้น 2 ทางคือ เดินขึ้นและลง รวมระยะทาง 9 กม. ระหว่างเดินขึ้นแต่ ละชั้นจะได้ชมวิวของ แนวหินสีเหลืองและแอ่งน้ำที่เป็นชั้นๆ แต่อาจเดินไปไม่ถึงจุดไฮไลท์คือแอ่งน้ำ ที่อยู่บนสุด เพราะว่าที่ความสูง 4,000-5,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศจะเบาบางมากเดินได้ไม่ กี่ก้าวก็จะเหนื่อยได้ง่าย ต้องเดินช้าๆ มีสถานีออกซิเจนให้แวะเติมออกซิเจนได้เป็นระยะๆ หรือจะซื้อ ออกซิเจนกระป๋องก็ได้

อีกทางหนึ่งคือการนั่งกระเช้าขึ้นไปที่ยอดเขาแล้วเดินลงเพียงขาเดียว ซึ่งจะได้ชมแอ่งน้ำที่เป็น ไฮไลท์ แต่ข้อด้อยคือ จุดจอดกระเช้าห่างจากแอ่งน้ำ 1 กิโลเมตร ต้องเดินทางราบที่ไม่มีวิวให้ชมและ อาจจะมีปัญหาอาการป่วยจากร่างกายที่ปรับตัวไม่ได้กับภาวะที่มีออกซิเจนน้อยในที่สูง Altitude Sickness) ได้

ใครที่ยังไม่เคยไปเที่ยวจิวจ้ายโกว ถ้าคิดจะประหยัดงบประมาณอาจจะต้องรีบนะครับเพราะว่า ค่าเข้าอุทยานอาจแพงขึ้นก็ได้ ใน 4 ปีที่ผ่านมา ค่าเข้าชมอุทยานทั้งสองแห่ง ปรับเพิ่มจากเดิมที่เก็บ 110 หยวนไปเป็น 220 หยวน (1,300 บาท) แต่ถ้าจะรอให้รถไฟความเร็วสูงจากเมืองเฉิงตูไปเมืองที่ ใกล้ๆจิวจ้ายโกวสร้างเสร็จ ก็จะลดระยะเวลาในการเดินทางได้มาก ที่ผมเดินทางโดยรถบัสต้องใช้เวลา นั่งรถทั้งวันเกือบ 10 ชั่วโมงในระยะทาง 330 กิโลเมตร หากเดินทางโดยรถไฟความเร็วสูงก็จะใช้เวลา ไม่เกิน 2 ชั่วโมงเท่านั้น

ตามประสาของคนชอบตั้งคำถาม ผมสงสัยว่าทำไมจึงมีแอ่งน้ำสีต่างๆเกิดขึ้นลดหลั่น กันเป็นชั้นๆ จากเวบไซด์ของจิ้วจ้ายโกว เขียนไว้ว่า เมื่อน้ำไหลลงมาจากภูเขาเป็นทางก็จะ เกิดการสะสมของหินปูนที่ขอบๆ เมื่อน้ำบางส่วนถูกบล็อคก็จะเกิดเป็นวงอ่างคล้ายเขื่อนและ เกิดวงอ่างเป็นขั้นบันไดต่อเนื่องกันไป สิ่งเหล่านี้ใช้เวลาในการสะสมและเกิดเป็นหลายๆพันปี

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com