Column ประจำ
Sponsor

โรงละครมายาฤทธิ์ โลกใบเล็กที่เปี่ยมด้วยการเรียนรู้อันยิ่งใหญ่

โดย : นศ.ทพ.ศิรดา พิศุทธิ์พัฒนา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Tags : สมศักดิ์ กัณหา , โรงละครมายาฤทธิ์ , มุกหนอก , นิทานโกหกเยอรมัน , ศิรดา พิศุทธิ์พัฒนา , ทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , สถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา , มายา

แฮร์รี่ พอตเตอร์เดินบนถนนธรรมดาๆ ในลอนดอนที่เต็มไปด้วยผู้คนปกติ หากแฮกริดไม่ชี้ให้ดูเขาคงไม่สังเกตเห็นว่า Leaky Cauldron หรือ ร้านหม้อใหญ่รั่ว ตั้งอยู่ตรงนั้น มันเป็นร้านเล็กๆ ที่ค่อนข้างมืด สายตาของผู้คนที่เร่งรีบผ่านไปไม่ได้ชำเลืองมองดูร้านนี้เลย สายตาของพวกเขามองเห็นร้านหนังสือใหญ่และร้านขายแผ่นเสียงที่ตั้งอยู่ข้างๆ แต่ร้านแห่งนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกของแฮร์รี่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะมันเป็นทางเข้าที่พาเขาไปสู่ตรอกไดแอกอน และสัมผัสโลกเวทมนตร์เป็นครั้งแรก

"โรงละครมายาฤทธิ์" แห่งนี้ก็คงไม่ต่างจาก ร้านหม้อใหญ่รั่ว มันเป็นโรงละครเล็กๆ จุผู้ชมได้เพียง 80-100 คน ตั้งอยู่ที่ชั้น 3 ของอาคาร JJ outlet ถนนกำแพงเพชร 2 (ตรงข้าม JJ Mall และตลาดนัดสวนจตุจักร) ข้างในโรงละครมืดสนิท ดูเหมือนจะน่ากลัว แต่เมื่อแสงไฟเหนือเวทีสว่างขึ้น และม่านแห่งการละครเริ่มเปิดฉาก นาทีนั้นเราจะรู้สึกราวกับได้ค้นพบโลกอีกใบ ทว่ามันไม่ได้แฟนตาซีเหมือนโลกของผู้วิเศษในนิยาย ไม่ได้มีมนตราคาถาใดที่เลิศเลอเกินกว่ามนุษย์เดินดินจะเข้าถึง อันที่จริงเรียกได้ว่าเป็นการเข้าไปทำความรู้จักโลกมนุษย์อันแสนธรรมดาผ่านสายตาที่แปลกไม่เหมือนใครต่างหาก

โรงละครมายาฤทธิ์เป็นโรงละครสำหรับเด็กและเยาวชนแห่งแรกของประเทศไทย สร้างขึ้นจากความตั้งใจที่จะจัดแสดงละครเวทีคุณภาพเพื่อสร้างพื้นที่สาธารณะให้เด็กและครอบครัวได้มีโอกาสเข้าถึงนันทนาการสร้างสรรค์ที่จะช่วยพัฒนาการเรียนรู้ให้แก่เด็กและเยาวชน โรงละครแห่งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของทีมงานจากสถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา (มายา) ซึ่งเป็นทีมงานด้านการละครมืออาชีพและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงการอย่างกว้างขวาง

คนส่วนใหญ่มักวางบทบาทของ ‘ละคร’ ไว้เป็นเพียงเรื่องเล็กๆ ที่ให้ความบันเทิงในชีวิต โดยเฉพาะถ้าเป็นละครสำหรับเด็ก แต่แท้จริงแล้วการละครเป็นศาสตร์ที่มีความลึกซึ้งและมีอิทธิพลต่อชีวิตมากกว่าที่เห็น คงปฏิเสธไม่ได้ว่าละครเป็นหนึ่งในกระบวนการสื่อสารที่ทรงพลังมากที่สุดในยุคนี้ ยุคที่ผู้คนมีช่องว่างระหว่างกันมากขึ้น มีพื้นที่ส่วนตัวทางความคิดที่ไม่ยอมให้ใครรุกล้ำเข้ามาง่ายๆ แต่ละครเป็นเครื่องมือเพียงไม่กี่ชิ้นบนโลกที่สามารถเจาะผ่านเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวนั้นแล้วฝากเรื่องราวฝังลึกไว้ในใจอย่างไม่รู้ลืม กระบวนการจัดทำละครจึงต้องอาศัยกระบวนทางความคิดอย่างพิถีพิถันและแยบยล เพื่อส่งสารที่มีความซับซ้อนไปยังผู้ชมให้เข้าใจง่ายที่สุดแต่ขณะเดียวกันต้องทรงพลังที่สุดเช่นกัน จึงไม่แปลกถ้าคนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าละครเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะมันถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจที่จะให้ผู้ชมเข้าถึงได้ง่ายที่สุดนั่นเอง

ในยุคที่อำนาจของการสื่อสารมีอิทธิพลอย่างยิ่ง ทันตแพทย์ผู้มีความหมายมากกว่าการเป็นแค่หุ่นยนต์ทันตกรรมจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการสื่อสารที่ทรงอานุภาพเพื่อให้สามารถเข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด นักศึกษาทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับโอกาสที่หาได้ยากยิ่งในการได้เรียนรู้ศาสตร์และศิลป์ด้านการละครกับทีมงานละครมืออาชีพจากสถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา (มายา) เพื่อพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารและพัฒนาชีวิต

สิ่งสำคัญเรื่องหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือการเข้าใจชีวิตผ่านบทละคร การละครเป็นการจำลองประสบการณ์ชีวิตในสังคมหนึ่งๆ มาย่อส่วนให้เราเห็นและเรียนรู้แง่มุมทางความคิดในระยะเวลาอันสั้น ละครสะท้อนความจริงของชีวิต ชีวิตมีรากฐานไม่ต่างจากละคร การทำความเข้าใจบทละครก็คือการทำความเข้าใจชีวิต โดยเริ่มจากถอดกรอบความคิดเรื่องศาสนา ศีลธรรม หรือมายาคติต่างๆ ออก แล้วมองความเป็นไปของโลกในประเด็นต่างๆ อย่างซื่อตรง เราได้เรียนรู้ว่าละครทุกเรื่องมี Conflict หรือ ความขัดแย้ง ซึ่งประกอบด้วยบุคคลหรือความคิดที่แบ่งเป็นสองฝ่าย ต่างฝ่ายต่างปกป้องผลประโยชน์ของตนเองซึ่งสวนทางกับอีกฝ่าย ตัวละครแต่ละตัวจึงมีผลประโยชน์ของตัวเองเป็นตัวดำเนินพฤติกรรม

สิ่งที่เราได้ค้นหาและเรียนรู้คือ มองให้ออกว่าความขัดแย้งของละครแต่ละเรื่องคืออะไร วิเคราะห์บทพูดและพฤติกรรมว่ามีการพิทักษ์ผลประโยชน์ของตนเองในระดับจุลภาคหรือมหภาคอย่างไร การพิทักษ์ผลประโยชน์ของตัวละครตัวนั้นขัดแย้งกับตัวละครอื่นตัวใดบ้าง และมีการตอบสนองอย่างไร ตัวละครเหล่านั้นเป็นตัวแทนของใครบ้างในสังคม ถ้าเราเข้าใจบทละคร เราก็จะเข้าใจมิติของความเป็นคนมากขึ้น การอยู่ด้วยความเข้าใจทำให้เราไม่ด่วนตัดสินว่าใครดีหรือเลว เราเพียงมองให้เห็นแก่นของความขัดแย้ง พินิจดูปัจจัยที่เป็นแรงขับเคลื่อนพฤติกรรมของคน ยิ่งเราเข้าใจลึกลงไปเท่าไร ความรู้สึกเกลียดชังก็บรรเทาลงมากเท่านั้น

นอกจากจะมองให้เห็นปมของความขัดแย้งแล้ว สิ่งที่ได้เรียนรู้ต่อมาคือการหาทางออกของความขัดแย้งเหล่านั้น ซึ่งมีแค่สามทางเท่านั้น คือการแพ้ชนะ การไกล่เกลี่ยร่วมมือ และทางตันที่ไม่สามารถแก้ไขได้ การมองเห็นกระบวนการตั้งแต่จุดเริ่มต้นของปมจนถึงผลลัพธ์ของความขัดแย้ง ทำให้เราเข้าใจว่าเรื่องต่างๆ ดำเนินไปด้วยเหตุปัจจัย ซึ่งบางครั้งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้หรือบางครั้งต้องรอเวลา กระบวนการเรียนรู้ที่ได้จากการทำละครเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถเข้าใจผู้คนและอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้อย่างไม่เป็นทุกข์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญของชีวิตที่มหาวิทยาลัยไม่มีสอน

อ.สมศักดิ์ กัณหา หรือ พี่ต๋อย ผู้อำนวยการโครงการ สถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา (มายา) ให้ความเห็นเกี่ยวกับการที่นักศึกษาทันตแพทย์มาทำละครว่า “ในยุคนี้การทำงานแบบสหวิชาการเป็นเรื่องสำคัญแม้จะทำงานด้านวิทยาศาสตร์แต่ก็ต้องมีความรู้ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ด้วย โดยเฉพาะงานทันตกรรมสมัยใหม่ที่เน้นด้านงานป้องกัน การสื่อสารจึงสำคัญมาก อาจไม่จำเป็นต้องเอาละครไปใช้เต็มรูปแบบ เราสามารถเลือกวิธีการบางอย่างเอาไปใช้ได้ในการทำสื่อให้ง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้น”

พี่ต๋อยยังบอกอีกว่า สิ่งที่นักศึกษาทันตแพทย์จะได้จากการทำละครคือ ได้เรียนรู้วิธีการสื่อสารและกระบวนการทำงานร่วมกับคน คนที่ทำงานละครต้องมีความไว้ใจกันและคอยสนับสนุนกัน นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ชีวิตในรูปแบบอื่นๆ ผ่านมุมมองของตัวละคร การได้สวมบทบาทตัวละครตัวนั้น อยู่ในสภาพแวดล้อมและเจอเหตุการณ์ต่างๆ ที่เราอาจไม่เคยได้สัมผัสในชีวิตจริง เป็นการเพิ่มประสบการณ์ให้เห็นมุมมองของชีวิตในมิติที่กว้างขึ้นและสิ่งที่พี่ต๋อยเห็นได้ชัดเจนจากกระบวนการทำละครคือ นักศึกษาทันตแพทย์มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ตอนแรกแต่ละคนจะเล่นไปตามกรอบของบทละครที่วางไว้ แต่ต่อมาเราจะเห็นพัฒนาการว่านักศึกษาเริ่มออกแบบให้บทละครมีชีวิตชีวาและมีความหมายมากขึ้น โดยมีการสร้างสรรค์การแสดงในรูปแบบแปลกใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

สำหรับละครเวทีเรื่องแรกที่เปิดแสดงในโรงละครมายาฤทธิ์เป็นละครเวทีส่งเสริมสิทธิเด็กเรื่อง "มุกหนอก" (Mugnog Kinder) บทละครจากประเทศเยอรมันที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบทละครสำหรับเด็กที่เก่าแก่และดีที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก นำแสดงโดยนักศึกษาคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำกับการแสดงโดย อ.สันติ จิตระจินดา ผู้กำกับมากฝีมือที่รู้จักกันดีในวงการละครและวงการการศึกษาไทย แต่งหน้าโดย อ.มนตรี วัดละเอียด และ อ.พงศ์รัต กิจบำรุง ช่างแต่งหน้าแถวหน้าของเมืองไทย ที่มีผลงานการแต่งหน้าให้นักแสดงภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง สุริโยไท ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อุโมงค์ผาเมือง จันดารา ชั่วฟ้าดินสลาย แม่เบี้ย ฯลฯ ออกแบบเสื้อผ้าโดย อธิษฐ์ ฐิรกิตติวัฒน์ หรือ พี่โจ้ (Surface) เจ้าของรางวัลสุพรรณหงส์ทองคำประจำปีนี้ สาขาการออกแบบเครื่องแต่งกาย (Best Costume Design) จากภาพยนตร์เรื่องแผลเก่า ละครมุกหนอกจัดแสดงไปแล้วในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม 2558 จำนวนทั้งสิ้น 32 รอบ ซึ่งได้รับคำชื่นชมจากประชาชนและสื่อมวลชนเป็นจำนวนมาก

สำหรับสาเหตุที่ตั้งใจทำละครสำหรับเด็กนั้น พี่ต๋อยกล่าวว่า ตัวตนของเด็กเปรียบได้เหมือนผ้าสีดำ มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมความเห็นแก่ตัว เด็กมักเอาแต่ใจ อยากได้อะไรต้องได้ จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะช่วยกล่อมเกลาให้เด็กมีความเมตตาผ่านกระบวนการทางการศึกษา ซึ่งละครจัดเป็นอาวุธทางปัญญาที่สำคัญ เป็นเครื่องมือพัฒนาเยาวชนในด้านการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนมีทักษะในด้านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่จะเป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในอนาคต

นอกจากมุกหนอกจะเป็นบทละครเก่าแก่ชื่อดัง ความโดดเด่นของตัวบทละครอีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องราวของมุกหนอกไม่ได้เป็นเทพนิยายที่ช่วยปลอบประโลมเด็ก หากแต่เป็นเรื่องราวในชีวิตจริงที่สะท้อนความสัมพันธ์ในการต่อสู้เชิงอำนาจที่เด็กต้องออกไปเผชิญเมื่อก้าวออกจากโรงละคร แก่นของเรื่องคือผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเด็ก และพยายามใช้อำนาจมาควบคุมดูแล เด็กจึงพยายามหาทางออกโดยใช้มุกหนอกมาต่อรอง ซึ่งมุกหนอกก็เป็นเพียงกล่องไม้เก่าๆ ธรรมดา หากแต่ความพิเศษของมันอยู่ที่พลังแห่งจินตภาพที่เด็กมองมันเป็นเครื่องมือในการต่อรองทางอำนาจ ดังนั้นสาระสำคัญของเรื่องที่ต้องการบอกกับผู้ชมคือ ถ้าทุกคนมีจินตภาพ เราก็สร้างอำนาจได้ และจินตภาพก็คือเครื่องมือของทุกคนในการสร้างความรู้

เรื่องมุกหนอกไม่ได้ตัดสินว่าใครผิดใครถูก แต่เป็นการต่อรองกันโดยใช้เหตุผลระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ เราจะเห็นได้ว่าโครงสร้างทางอำนาจเดิมไม่ได้เลวร้ายแต่ก็ไม่ได้ดีพอสำหรับทุกคน จากเนื้อเรื่องเราจะพบว่าเด็กถูกจำกัดสิทธิมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิที่จะกินหรือนอน สิทธิที่จะมีพื้นที่ให้วิ่งเล่น หรือสิทธิที่จะมีรายการทีวีดีๆ ความไม่สมดุลทางอำนาจก่อให้เกิดจินตภาพในการสร้างอำนาจใหม่ เพื่อถ่วงดุลอำนาจของแต่ละฝ่าย และเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป ก็จะเกิดเหตุการณ์ถ่วงดุลอำนาจขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามหัวใจสำคัญที่จะทำให้แต่ละฝ่ายหันหน้ามาพูดคุยกันอย่างมีเหตุผลต้องเริ่มจากการที่ผู้ใหญ่เคารพเด็กว่าเป็นมนุษย์ที่มีความเท่าเทียม มองว่าเด็กเป็นคนที่มีความสามารถในการเรียนรู้ เข้าใจและรู้จักใช้เหตุผล ไม่ใช่ใช้อำนาจข่มเพียงอย่างเดียวและปิดโอกาสเด็กในการแสดงความคิดเห็น

แม้ละครเรื่องมุกหนอกจะลาโรงไปแล้ว แต่ผู้ที่สนใจและอยากสนับสนุนละครเวทีสำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว สามารถติดตามชม ‘นิทานโกหกเยอรมัน’ ของบารอน ฟอน มึนช์เฮาเซ่น ละครเรื่องที่สองของโรงละครมายาฤทธิ์ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชานุญาต ให้สถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา (มายา) เชิญพระราชนิพนธ์แปลมาจัดสร้างโดยมีคุณอัษฎาวุธ เหลืองสุนทร นำแสดง ละครจะจัดแสดงทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 13.00 และ 16.30 น.เดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนศกนี้ สำรองที่นั่ง โทร.094-415-0005

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com