Column ประจำ
Sponsor

เสื้อกาวน์กับหัวใจ

โดย : อดิศักดิ์ จึงพัฒนาวดี

สาขาวิชาทันตกรรมชุมชน เชียงใหม่ ได้ทดลองนำแนวคิดเรื่อง “การให้บริการสุขภาพด้วยหัวใจ ความเป็นมนุษย์” มาทดลองประยุกต์ใช้เพื่อจัดการเรียนการสอนสำหรับ นักศึกษาปี 5 ที่ฝึกปฏิบัติงานในคลินิกทันตกรรมป้องกัน ซึ่งเน้นฝึกปฏิบัติประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในช่องปาก ของคนไข้และการค้นหามาตรการต่าง ๆ ที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงนั้น ๆ การสอดแทรกแนวคิดนี้ เข้าไปในการฝึกปฏิบัติงานจึงเป็นเน้นให้การทำงาน ทันตกรรมป้องกัน ของนักศึกษาจะต้องคำนึงถึง “ความเป็นมนุษย์” ของคนไข้ให้มากที่สุด

2 ประโยคสำคัญถูกหยิบขึ้นมาใช้เป็นแกนในการเรียนรู้ คือ ‘People don’t care how much you know until they know how much you care’ ที่กล่าวไว้โดยอาจารย์ทันตแพทย์อุทัยวรรณ กาญจนกามล ผู้ก่อตั้งและอดีตหัวหน้าภาควิชาทันตกรรมชุมชน และ ‘I would rather know the person who has the disease than know the disease the person has’ ที่กล่าวไว้โดย ฮิปโปเครติส บิดาแห่งการแพทย์สมัยใหม่ ที่เน้นย้ำเรื่องการให้ความใส่ใจและทำความรู้จักกับคนไข้ ให้มีน้ำหนักที่มากเท่า ๆ กับหรือมากกว่า การมีความรู้เกี่ยวกับไข้หรือโรคที่คนผู้นั้นเป็นอยู่

การฝึกปฏิบัติงานเริ่มจากการชี้แจงทำความเข้าใจกับนักศึกษาถึงแนวคิดสำคัญของการ เรียนรู้ หลังจากนั้นนักศึกษาแต่ละคนจะได้รับมอบหมายให้ทำงานทันตกรรมป้องกัน โดยนักศึกษาแต่ละคน จะมีเวลาในการพบปะคนไข้ของตนประมาณ 3 - 4 ครั้ง และมีชั่วโมงพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมกันระหว่างอาจารย์และนักศึกษา ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแง่มุมของความเป็นมนุษย์ที่นักศึกษาได้สัมผัสมา

เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการฝึกปฏิบัติงานนักศึกษาทุกคนจะได้รับมอบหมายให้เขียนบทความสั้น ๆ ถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนรู้ในแง่มุมของ “การให้บริการด้านสุขภาพด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์”

กล่าวได้ว่าการจัดกระบวนการเรียนรู้ในครั้งนี้เสมือนหนึ่งเป็นการทดลองที่มีเพียงแนวคิดกว้าง ๆ ที่ใช้นำทาง แนวทางการดำเนินงานจึงมีเพียงหลวม ๆ ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติที่ชัดเจนนัก เมื่อเป็นเช่นนี้ด้านหนึ่งก็ก่อให้เกิดความไม่มั่นใจในกลุ่มผู้สอนว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นมาถูกทางหรือไม่ มิต้องกล่าวถึงผู้เรียนว่าจะ ‘งง’ เพียงใด เมื่อได้ฟังการมอบหมายงานที่แม้แต่อาจารย์ผู้มอบหมายเอง ก็ยังไม่รู้ชัดว่าผลลัพธ์ที่ตนเองอยากเห็นควรจะมีหน้าตาเป็นแบบไหนกันแน่ อาจารย์บางคนมอบหมาย งานด้วยการบอกนักศึกษาว่า ‘บทความที่นักศึกษาต้องเขียนควรจะยาวสัก 2 หน้ากระดาษ แล้วก็ไม่น่าจะเป็นการเขียนในลักษณะของการรายงานเคสที่แข็ง ๆ แห้งแล้ง แต่ควรจะเป็นการเขียน ในลักษณะของความเรียงที่มีความน่าอ่านโดยอาจอ้างอิงจากประสบการณ์ ในการทำงานครั้งนี้ หรืออาจจะถอยกลับไปหยิบประสบการณ์ที่เคยผ่านมาในคลินิกอื่น ๆ มาเขียนถึงด้วยก็ได้’

แม้ว่าความคลุมเครือเช่นนี้อาจจะดูเป็นปัญหา แต่ในอีกด้านหนึ่งเมื่อเราก้าวเข้าไปเรียนรู้ในประเด็น ที่มีความเป็นนามธรรมสูง ซับซ้อนและเลื่อนไหลผันเปลี่ยนตลอดเวลา เช่น ความเป็นมนุษย์นี้ การพยายาม หาแนวทางที่ชัดเจน จนถึงการเป็นขั้นตอนที่ปฏิบัติตามได้ หนึ่ง สอง สาม สี่ เหมือนกับการกรอฟันอุดฟัน อาจจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือไม่ควรจะเป็นด้วยซ้ำ เพราะกล่าวให้ถึงที่สุดการมีขั้นตอนที่แน่นอนตายตัวนั่นเอง ที่อาจจะเป็นอุปสรรค ขัดขวางการเรียนรู้และเข้าใจในความเป็นมนุษย์ เพราะเมื่อเรามั่นใจว่าเรา “รู้” และมีวิถีทางของการปฏิบัติที่ชัดเจน เราก็จะเดินหน้าใช้สมอง สองมือ และหนึ่งปาก โดยไม่เปิดหูรับฟัง และเปิดใจเพื่อเรียนรู้เรื่องราวของผู้คน แต่เมื่อเราถูกผลักให้ดำดิ่งเข้าสู่ในประเด็นที่เราไม่รู้และไม่มั่นใจ ต่างหากที่จะทำให้เราปิดปาก เก็บมือ และหยุดคิด เพื่อเปิดโอกาสให้หูและหัวใจได้รับฟังและใคร่ครวญ กับเสียงซ่อนเร้นที่เราละเลยมาแสนนาน ซึ่งนั่นก็คือการถอดเสื้อกาวน์เพื่อละวางความเป็นหมอที่หมกมุ่น อยู่กับการค้นหาและจัดการโรคไว้ชั่วขณะ เพื่อที่จะทำความเข้าใจกันและกันไม่ใช่ในฐานะของหมอเข้าใจคนไข้ แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ปรารถนาจะเข้าใจมนุษย์อีกคน

การเรียนรู้แบบนี้มิได้หมายถึงการให้เราต้องทิ้งเสื้อกาวน์และใช้แต่หัวใจทำความเข้าใจชีวิตของคนไข้ แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะจัดวาง “เสื้อกาวน์” และ “หัวใจ” ไว้ให้เหมาะสม ไม่ให้เป็นสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามจนต้องเลือกว่า เราจะเป็นหมอประเภทไหน แต่การจะทำเช่นนั้นได้ เราจะต้องใคร่ครวญ และสะท้อนให้เห็นตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อรู้เท่าทันและไม่ให้เสื้อกาวน์ที่สวมใส่มาบดบังการทำงานของหัวใจไปจนหมดสิ้น

เมื่อพูดถึงวลี “การให้บริการด้านสุขภาพด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์” เรานึกถึงอะไร?

เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงคำพูดสำคัญของพระราชบิดาที่ว่า “ฉันไม่ต้องการให้พวกเธอเป็นเพียงหมอเท่านั้น แต่ฉันต้องการให้พวกเธอมีความเป็นมนุษย์ด้วย”

นอกเหนือจากเรื่องราวดีๆ มากมายที่ปรากฏในบทความที่นักศึกษาเขียน เนื้อหาอีกบางส่วนที่ปรากฏ ในบทความกลับทำให้ผมนึกถึงคำพูดอีกชุดหนึ่งซึ่งปรากฏอยู่ในฉากหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง Patch Adams ที่สร้างจากชีวิตจริงของแพทย์คนหนึ่ง เป็นฉากคํากลาวของคณบดี ของโรงเรียนแพทยแหงหนึ่ง ในการปฐมนิเทศนักศึกษาแพทยใหม ซึ่งมีใจความวา

“ผู้ป่วยมอบอำนาจให้แก่พวกคุณพวกเขามาหาพวกคุณด้วยความหวาดกลัว…ยื่นมีดให้แล้วพูดว่า ‘ช่วยผ่าฉันที’ นั่นเพราะเขาก็เหมือนกับเด็กๆที่เชื่อคุณ เชื่อว่าคุณจะไม่ทำอันตรายเขา….แต่ความจริงนั้น มีอยู่ว่า มนุษย์นั้นไว้ใจไม่ได้ มนุษย์ชอบหลอกลวง ชอบหาทางลัด รู้จักเหน็ดเหนื่อย ขี้ตื่นกลัว อ่อนไหว และผิดพลาดได้… คนไข้จะไม่เชื่อในมนุษย์และเราก็จะไม่ยินยอมให้พวกเขาเชื่อด้วยเมื่อเป็นเช่นนั้น...ภารกิจของพวกเราก็คือพยายามอย่างเต็มที่ที่จะลบล้างความเป็นมนุษย์(Humanity)ให้พวกคุณกลายเป็นสิ่งที่ดีกว่า…เราจะทำให้พวกคุณเป็น หมอ”

หากมองข้ามฉากๆ นี้ไป เราอาจจะไม่มีวันก้าวข้ามไปสู่การสร้างให้เกิด “ทันตแพทยศาสตร์ ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ไปได้” ถึงแม้ว่าฉากนี้อาจจะดูเกินจริงไปมากตามธรรมดาของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้จะไม่เคยมีการประกาศเป็นวาทะโจ่งแจ้งแบบนั้น แต่แนวคิดนี้กลับแทรกซึม ซ่อนเร้นอยู่ตลอดเวลาระหว่างการเรียนรู้ ในคณะทันตแพทยศาสตร์ (น่าจะในทุกสถาบัน) และมันก็สะท้อนออกมาผ่านเนื้อหาจำนวนหนึ่งของ นักศึกษาด้วย (ซี่งก็อาจพอมองในแง่ดีได้ว่ามันปรากฏอยู่ไม่มากนัก) เช่น

“ผมคิดว่าพวกเพื่อนที่ทำคนไข้ได้มากๆจะมีเวลาใส่ใจคนไข้หรือเพราะบางคนนัดคนไข้มาได้ตลอด คนไข้ เค้าไม่มีงานอื่นๆทำหรือแต่ก็ได้คำตอบจากหลายคนว่า‘ไม่อยากบังคับคนไข้ให้มาในวันที่เค้าไม่ว่างหรอกแต่ถ้า ไม่นัดก็ไม่มีคะแนน’ คำพูดเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่าการเน้นฝึกเพื่อให้จบไปเป็นหมอที่เก่งมันทำให้ขาดโอกาส ที่จะฝึกให้เป็นหมอที่ดีหรือไม่”

“การที่เราต้องปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ หลายครั้งทำให้มองข้ามอะไรไปมากมาย โดยเฉพาะเรื่องความรู้สึกของคนไข้ แม้การกำหนดปริมาณงานขั้นต่ำ(minimum requirement) จะทำให้เราได้ฝึกฝีมือก็จริงแต่มันกลับทำให้คนที่อยากใส่ใจหรือทำอะไรเพื่อคนไข้มากกว่านี้ต้องลดทอนความรู้สึกนั้นออกไปเพราะมีข้อบังคับกดดันอยู่ โดยเฉพาะในคาบชี้ชะตาว่าจะรอดหรือไม่รอดและเมื่อก็รู้กันดีอยู่ว่า ถ้าไม่ใช่คาบชี้ชะตาความเป็นมนุษย์จะเกิดขึ้นได้ แต่เหตุใดทุกวันนี้เราจึงมีแต่คาบที่เป็นคาบชี้ชะตาเต็มไปหมด เพราะระบบ เพราะกฎเกณฑ์ของวิชา เพราะอาจารย์ เพราะคนไข้ หรือเพราะตัวนักศึกษา? นี่คงเป็นคำถาม ที่ต้องขบคิดหาคำตอบกันต่อไป”

และ

“แปลกแต่จริงที่เมื่อยามสวมถุงมือกับเสื้อกาวน์ขาว ๆ ความเป็นคนมันกลับลดลงไปอย่างน่าประหลาดใจ จนดูราวกับว่าการเรียนรู้ในคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งนี้นอกจากฉันจะเรียนรู้ที่จะเป็นหมอแล้ว บางครั้งฉันยังรู้สึกว่าต้องเลือกว่าจะเป็นหมอหรือเป็นคนอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นด้วย”

จริงอยู่ที่กิจกรรมการเรียนการสอนที่จัดขึ้นเฉพาะ เพื่อมุ่งบ่มเพาะความใส่ใจในความมนุษย์ขึ้นในตัวนิสิตนักศึกษา เป็นสิ่งที่คณะทันตแพทยศาสตร์ทุกสถาบันไม่อาจละเลยได้ แต่เสียงสะท้อนข้างต้นก็ทำให้เราไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าการมุ่งจัดการเรียนการสอนในแนวทางนี้อย่างแยกส่วนโดยละเลยการมองถึงโครงสร้างหลักของการเรียนการสอนที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของนักศึกษาอยู่ทุกขณะ ก็อาจเป็นความพยายามที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดนัก

การ “เพาะต้นกล้า” เป็นสิ่งดีงามที่ควรกระทำ แต่ต้นกล้าไม่อาจเติบโตเป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแกร่ง ได้ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่บั่นทอน

มีบทสนทนาหนึ่งที่ผมคิดว่าลงตัวกับการคัดลอกเพื่อนำมาปิดท้ายบทความชิ้นนี้ เป็นบทสนทนาระหว่างเพื่อนคู่หนึ่งว่าด้วยการใฝ่ฝันถึงโลกที่ดีกว่า เพื่อนคนหนึ่งตั้งคำถามกับเพื่อนอีกคนว่า

“ทำไมเธอถึงคิดว่า “ยาก” ที่โลกจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีได้”

และนี่คือคำตอบ

“การคิดว่ายากไม่ได้แปลว่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้หรือไม่อยากให้มันดีขึ้น ตรงข้ามก็เชื่อเช่นกันว่าโลกจะดีขึ้นได้ และอยากให้โลกนี้ดีขึ้นเหมือนกัน แต่ที่คิดว่ายากเพราะถ้ามันง่ายป่านนี้โลกคงดีขึ้นนานแล้ว และถ้ามันง่ายโลกคงไม่เดินทางมาถึงจุดที่แย่อย่างที่เป็นอยู่

นอกจากนั้นการคิดว่ามันง่าย ก็เหมือนการมองโลกด้านบวกหรือมองโลกในแง่ดีเกินไป ซึ่งการมองโลกแบบนี้มักจะทำให้เรามองข้ามหรือมองไม่เห็นความซับซ้อนของปัญหา และเมื่อไม่เห็น ความซับซ้อนก็ยากที่จะออกจากมันไปได้ง่ายๆ เพราะปัญหาที่ซับซ้อนไม่อาจแก้ได้ด้วยการทำอะไร แบบง่ายๆ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้ดูแคลนคนที่ตั้งใจดีหรือคิดบวก เพียงแค่ไม่เชื่อว่าทำแบบนั้นจะแก้อะไรได้มากสักเท่าไร แต่การลงมือทำอะไรสักอย่างก็อาจดีกว่านิ่งดูดาย อย่างไรก็ตามปัญหาการมองบวกและมองง่าย (เกินไป) มักจะทำให้เราหยุดคิดที่จะทำอะไรที่มันใหญ่และลึกกว่านั้น

นอกจากนั้นการคิดว่ามันง่าย ก็เหมือนการมองโลกด้านบวกหรือมองโลกในแง่ดีเกินไป ซึ่งการมองโลกแบบนี้มักจะทำให้เรามองข้ามหรือมองไม่เห็นความซับซ้อนของปัญหา และเมื่อไม่เห็น ความซับซ้อนก็ยากที่จะออกจากมันไปได้ง่ายๆ เพราะปัญหาที่ซับซ้อนไม่อาจแก้ได้ด้วยการทำอะไร แบบง่ายๆ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้ดูแคลนคนที่ตั้งใจดีหรือคิดบวก เพียงแค่ไม่เชื่อว่าทำแบบนั้นจะแก้อะไรได้มากสักเท่าไร แต่การลงมือทำอะไรสักอย่างก็อาจดีกว่านิ่งดูดาย อย่างไรก็ตามปัญหาการมองบวกและมองง่าย (เกินไป) มักจะทำให้เราหยุดคิดที่จะทำอะไรที่มันใหญ่และลึกกว่านั้น

นอกจากนั้นการคิดว่ามันง่ายแต่ถ้าทำไปแล้วมันไม่ดีขึ้นก็จะท้อ เสียใจ หมดกำลังใจ ในทางกลับกันถ้าเรารู้อยู่ว่ามันยากต่อให้เราลงแรงไปแล้วมันไม่มีอะไรดีขึ้นเราก็ไม่ท้อ เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่า มันยากเราก็ทำต่อไปได้ไม่หยุด”

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com