Column ประจำ
Sponsor

เป็นไทย ด้วยอาหารตำรับ “ตะลิงปลิง”

โดย : Ajario

ชื่อ “ตะลิงปลิง” นั้น เป็นชื่อของผลไม้ชนิดหนึ่ง ต้นจะคล้ายกับต้นมะยมมาก ส่วนผล ขนาดและรูปทรงรียาวคล้ายลูกมะกอก มีรสเปรี้ยวจี๊ด ชื่อร้าน “ตะลิงปลิง” คุณประยูร จรรยาวงษ์ (เจ้าของผลงานการ์ตูนไทย “ขบวนการแก้จน”) เป็นผู้ตั้งชื่อและยังมอบ “ศุขเล็ก” (ชื่อลูกชายคุณประยูร) ตัวละครเอกในขบวนการแก้จน ให้เป็นโลโก้น่ารักๆ ประจำร้านอีกด้วย

ตอนนี้ร้านตะลิงปลิงมีด้วยกันทั้งหมด 6 สาขา และสาขาที่เราไปกันมา คือ สาขาสุขุมวิท 34 ซึ่งเป็นสาขาที่ใหม่ที่สุดและใหญ่ที่สุดด้วย สาขานี้ต่างกับสาขาอื่นๆ คือ ไม่ได้ตั้งอยู่ในห้างใหญ่ๆ แต่ดัดแปลงจากบ้านเก่าสมัยคุณปู่คุณย่าที่ตั้งแถวย่านสุขุมวิท ต้องเดินเข้า (หรือขับรถเข้า) มาตามซอยสุขุมวิท 34 มาประมาณสามร้อยถึงสี่ร้อยเมตร ก็จะเห็นร้านอาหารที่ดูภายนอกออกสไตล์โมเดิร์นทางด้านซ้ายมือ ร้านนี้แหละ คือเป้าหมายของเรา ตัวอาคารตกแต่งใหม่ให้ดูโล่งโปร่งด้วยโครงสร้างเหล็กสูงและกระจก และแต่งสวนด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ทั้งไม้ดอกไม้ประดับ รวมถึงสระน้ำเล็กๆ ไว้ด้านหน้าด้วย พอเข้าไปด้านในก็เป็นดังที่ใครๆ เขาว่ากัน คือ เรียบ หรู แต่มีลูกเล่นของสีเฟอร์นิเจอร์ ทำให้ดูไม่จืดชืด มีความเป็นไทยนิดๆ ผ่านทรงเก้าอี้หรือเก้าอี้สาน

พอดีวันที่ไปฟ้าครึ้มฝน อากาศก็เป็นใจ ตอนนั่งในร้านก็สบายๆ ไม่ร้อนไม่หนาว เวลาสิบเอ็ดโมงกว่าๆ ยังเป็นช่วงที่คนยังไม่เต็มร้าน เราเลยเลือกที่นั่งชิดริมหน้าต่าง เพื่อจะได้เห็นวิวภายนอก ไม่นานพนักงานประจำร้านก็มาต้อนรับและแนะนำรายการอาหาร จากเมนูอาหารที่มีให้เลือกหลากหลายกว่าร้อยเมนู เมนูแนะนำที่นี่ ได้แก่ เมี่ยงตะลิงปลิง ยำปลาสลิดตะลิงปลิง ไก่เส้นทอดน้ำมะขาม แกงคั่วเห็ดเผาะ เสริฟพร้อมกับข้าวกล้องร้อนๆ เครื่องดื่มที่สั่งไปคือ ไฮบิสคัส ออเรนเจ้ด แถมด้วยของหวานไทย ไอศครีมกะทิสดกล้วยไข่และข้าวเหนียวดำเผือกข้าวเม่า ของหวานเทศ ช็อกโกแลตฟลาวเลสและสตรอเบอร์รี่ซอส

นั่งรอซักพัก เครื่องดื่มก็มาเสริฟเพื่อดับกระหาย “ไฮบิสคัส ออเรนเจ้ด” เครื่องดื่ม 2 สี 2 สไตล์ ด้านบนเป็นน้ำส้มที่ผสมความซ่าของโซดา ทำให้รสออกเปรี้ยวปนซ่า เรียกน้ำย่อยให้รีบทำงานได้อย่างดี ชั้นล่างของแก้วเป็นน้ำกระเจี๊ยบหอมหวาน ซึ่งรสชาติแตกต่างจากข้างบนโดยสิ้นเชิง แต่ถ้านำน้ำมาผสมกันทั้ง 2 ชั้นก็จะให้รสอร่อยไปอีกแบบ ทั้งหวาน ทั้งเปรี้ยว ทั้งซ่า แถมมีเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้ให้เคี้ยวกรุบๆ ก็กินเพลินไปจนเกือบหมดแก้ว ทั้งๆ ที่อาหารยังไม่ทันจะมา
พอนึกขึ้นได้ก่อนน้ำจะหมด อาหารจานแรกก็มาเสริฟพอดี “เมี่ยงตะลิงปลิง” อาหารเรียกน้ำย่อยของเรา จานนี้เป็นเมี่ยงที่คั่วแห้ง เหมือนจะทำมาจากปลาแห้งหรือปลาป่นอะไรซักอย่าง ผสมกับเครื่องเทศและเครื่องปรุงที่มีรสออกหวานมัน เสริฟพร้อมใบคะน้าและใบชะพลู พร้อมเครื่องเคียง ได้แก่ ถั่วลิสงคั่ว มะเฟือง พริก และกระเทียม เมื่อเคี้ยวรวมกันในปาก รสจะออกหวานมัน พร้อมกับกินสมุนไพรเครื่องเคียง ก็อร่อยเพลินไปอีกแล้วครับท่าน ถ้าใครที่ไม่ชอบเมี่ยงแห้งมากอย่างผม ก็อาจจะรู้สึกแห้งไปนิด แต่มะเฟือง (จริงๆ อยากให้เป็นตะลิงปิง) ก็มีน้ำเปรี้ยวออกมาตอนเคี้ยวเล็กน้อย ก็ถือว่าแก้ขัดไปได้ ใบชะพลูบางและให้กลิ่น ซึ่งผมชอบมากกว่าใบคะน้า และยิ่งเมื่อเคี้ยวโดนพริก รสชาติก็จะเด็ดขึ้นไปอีก แต่ระวังนิดนะครับ เพราะพริกของเขาเป็นพริกขี้หนูสวน มากันเป็นเม็ดเลยทีเดียว
เรียกน้ำย่อยกันยังไม่หมดจาน “ยำปลาสลิดตะลิงปลิง” ก็มาเสริฟบนโต๊ะ กลิ่นน้ำยำ กลิ่นตะไคร้ เตะจมูกทันที จานนี้ชอบมากที่รสชาติของยำพอดี ไม่เผ็ดจัดหรือเปรี้ยวจัด แต่กลมกล่อม ตะไคร้ซอยมาอย่างบางมาก ทำให้รับประทานง่ายไม่เผ็ดหรือเป็นเสี้ยนๆ เวลาเคี้ยว ประกอบกับปลาสลิดที่เลาะก้างออก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ทอดจนกรอบมาก เคี้ยวที เสียงดังไปถึงโต๊ะข้างๆ เมื่อรับประทานรวมกัน ทั้งตะไคร้ ปลาสลิดทอด และเม็ดมะม่วงหินพานต์ มันช่างล้ำเหลือ texture ของปลาสลิดและถั่วที่กรอบ ตัดกับตะไคร้และน้ำยำอย่างยอดเยี่ยม
จานที่สามมาเสริฟพร้อมๆ กันกับข้าวกล้อง คือ “ไก่เส้นทอดน้ำมะขาม” จานนี้มาเบรกรสของจานยำด้วยของทอด และซอสน้ำมะขามที่ออกรสหวานนำและเปรี้ยวเล็กน้อย ไก่เส้นทอดได้อร่อย กรอบนอกนุ่มใน กัดเข้าไปตอนแรกผิวนอกเหมือนกินปาท่องโก๋ กัดเข้าไปเจอเนื้อไก่นุ่มๆ แถมรสสัมผัสพร้อมกันกับซอสน้ำมะขามที่หวานอมเปรี้ยวยิ่งมีหอมเจียวกับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่กัดเข้าแล้วกรอบ พร้อมกับกลิ่นที่อบอวลตอนเคี้ยว ก็อร่อยแบบไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่ม
มาถึงอาหารคาวจานสุดท้าย “แกงคั่วเห็ดเผาะ” เป็นแกงข้นที่ทานกับข้าวกล้องแล้ว มันช่างเข้ากันเหลือเกิน กลิ่นเครื่องแกงที่สมส่วน โดดออกมาเวลาเคี้ยวกับข้าวกล้อง ยิ่งกลิ่นใบชะพลูมาช่วยเสริมทัพอีก ทำให้ยิ่งเคี้ยวเพลินเข้าไปใหญ่ ส่วนเห็ดเผาะเป็นเห็ดที่หายากและเก็บได้บางฤดู ซึ่งถ้าอยากรับประทานของหายากก็สั่งเมนูนี้ได้เลย แต่ส่วนตัวผม เห็ดเผาะส่วนใหญ่เหนียวไปหน่อย ซึ่งถ้าเป็นเห็ดเผาะต้นฤดูจะเคี้ยวง่าย จานนี้ก็เลยถูกใจที่เครื่องแกงมากกว่า
หมดไป 4 จาน ก็อิ่มแล้วนะครับ เพราะมากันสองคนเอง แต่… ขาดของหวานไม่ได้นะครับ ยังไงก็ต้องชิมให้ได้ เริ่มจากของหวานที่คนในร้านสั่งมากที่สุด คือ น้ำแข็งไสที่โรยด้วยข้าวเม่าทอด โต๊ะเราสั่ง “ข้าวเหนียวดำเผือกข้าวเม่า” คำแรกของข้าวเม่าบนน้ำกะทิเย็น โอ้ว! กลิ่นหอมของข้าวเม่าทอด กระแทกเข้าไปในปาก เคี้ยวแล้วหอม หวาน มัน อร่อยอย่างบอกไม่ถูก ส่วนเผือกกับข้าวเหนียวดำ สำหรับผมออกจะแข็งไปหน่อย และก็นึกกันในใจว่าน่าจะสั่งลอดช่องเผือกข้าวเม่า น่าจะถูกใจพวกเรามากกว่า ตามมาด้วยของหวานจานที่ 2 ไอศครีมกะทิสดกล้วยไข่ เนื้อไอศครีมเนียนๆ ซึ่งรสไม่หวานจัด รับประทานกับกล้วยไข่เชื่อม มันช่างเข้ากันเสียยิ่งกะไร เนื้อไอศครีมที่เคี้ยวกับกล้วยไข่เชื่อม นุ่ม อร่อย เพลินกับของหวานอีกแล้วครับ ส่วนจานสุดท้ายของวันนี้เป็นของหวานเทศ คือ ช็อกโกแลตฟลาวเลสและสตรอเบอร์รี่ซอส เค้กช็อกโกแลตปราศจากแป้ง ที่เข้มข้นด้วยช็อกโกแลตแต่ไม่ขม ซึ่งรับประทานอย่างเดียวอาจจะแห้งสักนิด แต่เมื่อรับประทานกับซอสสตรอเบอร์รี่หรือไอศครีมวนิลา มันให้ทั้งสองความรู้สึกคือ ช็อกโกแลตกับความเปรี้ยวของซอสสตรอเบอร์รี่ กับความหอมและเย็นเมื่อรับประทานเค้กช็อกโกแลตกับไอศครีม อร่อยจนจานนี้หมดไปไม่ถึง 2 นาที

สำหรับผม ร้านอาหารร้านนี้ถือว่าผ่านอย่างสบายเลยครับ เพราะความอร่อยหนีนำคู่แข่งอย่างการตกแต่งร้านหรือแม้แต่เรื่องของราคา จริงๆ ราคาอาหารก็ไม่ถูกแต่ก็ไม่แพงจนเกินไป เมื่อเทียบกับรสชาติ ปริมาณ หรือการตกแต่งร้าน ถือว่าร้านนี้ก็เป็นร้านอาหารในดวงใจของผมอีกร้านหนึ่งเลยครับ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com