Column ประจำ
Sponsor

เลือกยาชาอย่างไรจึงจะเหมาะสม ?

โดย : ทพ.ณัฐวุฒิ ศุภชวโรจน์ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ยาชาที่ใช้ทางทันตกรรมปัจจุบันมีมากมายหลายชนิด คำถามที่มักจะถูกตั้งคำถามเสมอว่า “ควรใช้ยาชาชนิดใดในกรณีไหนดี” คำถามนี้เป็นคำถามที่เหมือนไม่ยาก แต่ถ้าประมาทก็อาจทำให้เราต้องพบกับปัญหาในการทำงานได้ ไม่ว่าจะทำงานไม่ราบรื่นหรือแม้กระทั่งปัญหาฟ้องร้อง ดังนั้นก่อนเลือกยาชาจึงควรประเมินปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกยาชา ดังต่อไปนี้

1. ชนิดของยาชา

1.1 เปรียบเทียบคุณสมบัติทางเภสัชจลนศาสตร์
1.2 เปรียบเทียบยาชาในแต่ละเทคนิคการฉีด
1.3 ระยะเวลาในการปฏิบัติการ
1.4 ยาบีบหลอดเลือด (Vasoconstrictor)
1.5 สารป้องกันการเสียของยาชา
1.6 การชานาน (prolong anesthesia) หรือความรู้สึกสัมผัสเพี้ยน (paresthesia)

2. สถานะและสุขภาพทางการแพทย์ (medical status)

2.1 ข้อห้าม ( Absolute contraindication)
2.2 การใช้ยาชาในเด็ก
2.3 การใช้ยาชาหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร
2.4 การใช้ยาชาในผู้สูงอายุ
2.5 โรคประจำตัว

3. การบรรจุและส่วนประกอบ

4. ราคา

 

1. ชนิดของยาชา ซึ่งขึ้นอยู่กับ

1.1 เปรียบเทียบคุณสมบัติทางเภสัชจลนศาสตร์

ข้อมูลจาก Malamed SF. Handbook of Local Anesthesia.5 ed. และ Patawee Kongkhunthian CM dent J Vol. Special Issue Jan-Dec 1998

จากตารางจะพบว่ายาชาที่ใช้ทางทันตกรรมที่มียาบีบหลอดเลือดทุกตัวมีความเหมือนกันคือมีระยะการเริ่มชาเร็วเหมือนกัน คือ ประมาณ 1-3 นาที มีระยะเวลาในการชา ใกล้เคียงกันคือประมาณ 60 นาที และสามารถใช้ในงานทางทันตกรรมทั่วไปได้เหมือนกัน  แต่ในแง่ความปลอดภัยของยาชาซึ่งจะดูจากค่าครึ่งชีวิตของยา    ค่าการกำจัดยาชาพบว่า Articaine จะมีความปลอดภัยสูงเมื่อเทียบกับยาชาตัวอื่นเนื่องจากมีค่าครึ่งชีวิตน้อยที่สุดและสามารถกำจัดได้เร็วที่สุดและนอกจากนั้นยังพบว่า Articaine จะถูกเมตาบอไลซ์นอกตับโดยขบวนการไฮโดรไลซิสซึ่งเกิดขึ้นเร็วและ Articaine ถูกกำจัดที่ตับในรูปกรดอาติเคนิค (Articanic acid) ซึ่งเป็นรูปที่หมดฤทธิ์

จากตารางที่ 3 และ 4 พบว่าในการฉีด inferior alveolar nerve block (IAN) และ maxillary infiltration เมื่อเปรียบเทียบกันในยาชาหลายๆตัวส่วนใหญ่มักไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทั้งในคนไข้ปกติและในคนไข้ที่ฟันมีโพรงประสาทฟันอักเสบ แต่พบว่าการฉีดยาชาร่วมกับ Buccal infiltration ในขากรรไกรบน (maxillary infiltration) และขากรรไกรล่าง (mandibular infiltration ) ด้วยการฉีด Articaine ทางด้านแก้ม จะทำให้ ความสามารถของยาชาในการแพร่ผ่านเนื้อเยื่อและกระดูก มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า อย่างมีนัยสำคัญ

1.3 ระยะเวลาในการปฏิบัติการ ทันตแพทย์ควรประเมินระยะเวลาในการทำงานก่อนที่จะเลือกยาชาที่มีระยะเวลาการชาที่เหมาะสม

1.4 ยาบีบหลอดเลือด (Vasoconstrictor) เลือกใช้ยาชาที่มียาบีบหลอดเลือดเพื่อหวังผลช่วยในการห้ามเลือด ใช้เพื่อทำให้การชานานขึ้นและลด overdose toxicity ของยาชาและไม่ควรใช้ยาชาที่มีสารบีบหลอดเลือดในคนไข้ที่แพ้ sulfite เพราะ Sodium metabisulfite จะใช้เป็นสารป้องกันการเสียของยาบีบหลอดเลือด

1.5 สารป้องกันการเสียของยาชา การแพ้ในการใช้ยาชามักเกิดจากการแพ้สารที่ใช้ในการป้องกันการเสียของยาชา ในปัจจุบันยาชาชนิดที่ใช้สารป้องกันการเสียโดยการฆ่าเชื้อ จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการใช้เพื่อลดโอกาสการเกิดการแพ้ในการใช้ยาชามากขึ้น

1.6 การชานาน (prolong anesthesia) หรือความรู้สึกสัมผัสเพี้ยน (paresthesia) ในการฉีดยาชา IAN Pogrel และคณะ 2007 พบว่าเกิดการชาอย่างถาวรได้ประมาณ 1: 20,000-850,000. Haas (1995) พบว่าการฉีด IAN ด้วย Articaine มีอุบัติการณ์ในการเกิดมากที่สุด จากการศึกษาผู้ป่วยที่มีการชาถาวร 83 รายของ Pogrel และ Thamby พบว่าการชาถาวรพบบ่อยที่ lingual nerve (79%) และที่ inferior alveolar nerve (21%) ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงของการชานั้นก็ยังบอกแน่นอนไม่ได้และด้วยโอกาสเกิดที่น้อยมาก จึงไม่ค่อยเป็นปัจจัยสำคัญในการนำมาเลือกเมื่อเทียบกับประโยชน์ในการเลือกใช้

2. สถานะและสุขภาพทางการแพทย์ (medical status)

2.1 ข้อห้าม ( Absolute contraindication ) ห้ามใช้ยาชาในกลุ่มที่คนไข้แพ้ยาชาตระกูลนั้นๆ ซึ่งพบได้น้อย มักพบการแพ้สารกันเสียมากกว่า เช่น Methylparaben

2.2 การใช้ยาชาในเด็ก Malamed และคณะ (2000) รายงานว่าสามารถใช้ยาชาทุกชนิดได้ในเด็ก 4-12 ปี แต่ต้องคำนวณปริมาณสูงสุดที่ควรให้เพื่อป้องกันอันตราย และไม่เลือกยาชาที่ออกฤทธิ์นานเกินไปในการรักษาในเด็กเช่น procaine โดย Malamed (2004) และคณะได้เปรียบเทียบการใช้ Lidocaine กับ Articaine และ Odaba และคณะ(2012) เปรียบเทียบการใช้ Mepivacaine กับ Articaine ในเด็กอายุ 4-12 ปี พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ Wright และคณะ(1989) รายงาน ว่าได้ทำการเก็บข้อมูลย้อนหลังเรื่องการใช้ Articaine ในเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี จำนวน 211 คนแต่ไม่พบว่ามีผลข้างเคียงร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น แต่ผู้ผลิตไม่แนะนำให้ใช้ Articaine ในเด็กต่ำกว่า 4 ปี เพราะประเมินปริมาณยาชาที่ใช้ได้ยาก

2.3 การใช้ยาชาในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร

จากตาราง หญิงตั้งครรภ์สามารถใช้ยาชาได้ทุกตัว ในปัจจุบัน Lidocaine สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย ส่วน Articaine และ Mepivacaine ยังสามารถใช้ได้ ไม่พบปัญหาแต่ยังไม่มีการศึกษาที่เพียงพอในมนุษย์

ในกรณีหญิงให้นมบุตรสามารถเลือกใช้ยาชาได้ทุกตัวเช่นกันมีการศึกษามากมายถึงความปลอดภัยในการใช้ Lidocaine แต่ในการเลือกใช้ระหว่าง Articaine และ Mepivacaine Pistorius และคณะสำรวจพบว่าในทันตแพทย์ จำนวน 702 รายนิยมใช้ Articaine 74% และ Mepivacaine 15% เนื่องจาก Articaine จับกับ plasma protein ได้ดีกว่าจึงผ่านรกสู่ทารกได้น้อยกว่าและสามารถถูกกำจัดได้เร็วกว่า

2.4 การใช้ยาชาในผู้สูงอายุ จากการวิจัยพบว่าไม่มีความแตกต่างในการใช้งานอย่างมีนัยสำคัญในยาชาที่ใช้ทาง ทันตกรรมทุกชนิด และจากการวิจัยพบว่าการทำงานของ Psuedocholine esterase จะไม่ลดลงเมื่ออายุเยอะขึ้น แสดงว่าขบวนการกำจัดยาชายังปกติไม่ต้องกังวลเรื่องต้องลดปริมาณยาชาเป็นพิเศษ แต่ต้องระวังเรื่องโรคประจำตัวของคนไข้ที่มากขึ้นโดยกลุ่มโรคหลอดเลือดและหัวใจ ซึ่งต้องระวังปริมาณการใช้ยาบีบหลอดเลือด

2.5 โรคประจำตัว liver disease, Pseudocholinesterase deficiency ในกลุ่มพวกนี้ต้องควบคุมการใช้ยาชาเพราะยาชาส่วนใหญ่ทำลายที่ตับยกเว้น Articaine ส่วน cardiovascular disease เป็นกลุ่มคนไข้ที่ต้องควบคุมปริมาณการใช้ยาบีบหลอดเลือดให้เหมาะสมคือไม่เกิน 0.04 mg./kg.

3. การบรรจุและส่วนประกอบ

- การมีฟองอากาศในหลอดฉีดยาต้องไล่อากาศออกก่อน เพราะถ้าฉีดฟองอากาศเข้าในเส้นเลือดแล้วอุดตันบริเวณนั้นจะทำให้อวัยวะนั้นขาดเลือด ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายแก่อวัยวะนั้นๆได้

- จุกยางที่ฝืดในยาชาจะทำให้การฉีดเดินยาสะดุดไม่ราบรื่น และทำให้คนไข้เจ็บควรใช้ยาชาที่สามารถเดินยาได้ราบรื่น

4. ราคา

ปัจจุบันราคายาชา Articaine และ Mepivacaine นั้นราคาเท่ากันขึ้นกับบริษัทและปริมาณที่ซื้อซึ่งอยู่ที่ประมาณ 550-650 บาท/50 หลอด ส่วน Lidocaine ราคาถูกกว่าอยู่ที่ประมาณ 450-500 บาท/50 หลอด

จากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นจะพบว่ายาชาแต่ละตัวก็มีจุดเด่นและจุดด้อยที่ต่างกันไปซึ่งถ้าเลือกใช้ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมและตามความถนัด เราก็จะได้ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย คุ้มค่าและเหมาะสม

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com