Column ประจำ
Sponsor

ยาปฏิชีวนะกับความอ้วน

โดย : รศ.ทพ.ประสิทธิ์ ภวสันต์

อย่างไรก็ดี การใช้ยาปฏิชีวนะนี้ ก็ก่อให้เกิดผลเสียเช่นกัน คือ จะเพิ่มปริมาณของเชื้อที่ดื้อต่อยา รวมทั้งเกิดความกังวลว่า เชื้อดื้อยาเหล่านี้ จะถ่ายทอดมาสู่ผู้บริโภค และก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้บริโภค ดังนั้น ในปี 2006 กลุ่มประเทศ EU จึงออกประกาศห้ามการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงปศุสัตว์ และมีการห้ามใช้ในอีกหลายๆประเทศต่อมา

เมื่อพิจารณาว่า ยาปฏิชีวนะที่ใช้นั้น จะให้ผ่านทางอาหารและน้ำดื่ม ดังนั้น จึงเกิดข้อสันนิษฐาน ว่า เป้าหมายหลักของยาปฏิชีวนะ คือระบบการทำงานของทางเดินอาหาร และ/หรือ เชื้อแบคทีเรีย ในทางเดินอาหาร

รายงานการศึกษาโดย Cho และคณะ ที่ให้ยาปฏิชีวนะในปริมาณน้อยๆ ในหนูที่ยังไม่หย่านมแม่ โดยการผสมลงในน้ำดื่มเป็นระยะ 7 สัปดาห์ พบว่าหนูเหล่านี้ มีการสะสมของไขมันในร่างกายเพิ่มมากขึ้น การเพิ่มของไขมันนี้ เกิดขึ้น ทั้งๆที่หนูเหล่านี้ไม่ได้กินอาหารเพิ่มขึ้น และมีระดับของฮอร์โมนที่เกี่ยวกับ ความอยากอาหารอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่เมื่อวิเคราะห์ชนิดและปริมาณของแบคทีเรียในทางเดินอาหาร พบว่าหนูที่ได้รับยาปฏิชีวนะ มีปริมาณของแบคทีเรียในระดับเดียวกับกลุ่มที่ไม่ได้รับยา แต่ชนิดของแบคทีเรียในทางเดินอาหารจะเปลี่ยนแปลงไปจากกลุ่มที่ไม่ได้รับยาอย่างชัดเจน

โดยทั่วไปแล้ว ในทางเดินอาหารของหนู (และของคน) จะประกอบด้วยแบคทีเรีย สอง ไฟลัม ใหญ่ๆ คือ Bacteroidestes และ Firmicutes และพบว่า หนูกลุ่มที่ได้รับยาปฏิชีวนะจะมีสัดส่วนของ Firmicutes/Beacteroidestes เพิ่มขึ้น หรืออีกนัยหนึ่ง มีปริมาณของ Firmicutes เพิ่มขึ้น และมี Bacteroidestes ลดลง โดยจำนวนรวมของแบคทีเรียทั้งหมดไม่มีการเปลี่ยนแปลง การเพิ่มสัดส่วนของ Firmicutes นั้น ยังพบได้ในหนูที่มีน้ำหนักตัวมาก เมื่อเทียบกับหนูผอม ซึ่งมีสัดส่วนของ Bacteroidestes มากกว่า สนับสนุนว่า การเพิ่มสัดส่วนของ Firmicutes/Bacteroidestes น่าจะสัมพันธ์กับการเพิ่ม น้ำหนักตัวของร่างกาย

มีแนวคิดที่เสนอไว้นานแล้วว่า ชนิดและปริมาณของแบคทีเรีย ในทางเดินอาหาร จะมีผลต่อ ประสิทธิภาพในการดูดซึมของสารอาหารในลำไส้ มีผลต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกาย รวมทั้งมีส่วน ในการเกิดโรคอ้วน และการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวด้วย รายงานของ Cho และคณะ ยังแสดงว่า ในหนูที่ได้รับยาปฏิชีวนะ จะมีระดับของ short chain fatty acid (SCFAs) ในอุจจาระเพิ่มขึ้น ซึ่ง SCFAs นั้น เป็นผลผลิตของการย่อยไฟเบอร์ในลำไส้ใหญ่โดยแบคทีเรียบางชนิด และเมื่อระดับของ Firmicutes เพิ่มขึ้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการย่อยในลำไล้ใหญ่ ทำให้เกิด SCFAs มากขึ้น SCFAs นั้นเป็น แหล่งพลังงานของทั้งแบคทีเรีย และของมนุษย์ โดย SCFAs สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และเข้าสู่ กระบวนการเผาผลาญอาหาร ทำให้พลังงานจากอาหารที่ร่างกายได้รับเพิ่มขึ้น หรืออีกนัยหนึ่ง ประสิทธิภาพของการย่อยอาหารดีขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากขึ้นจากการรับประทานอาหาร เท่าเดิม

ข้อสังเกตประการหนึ่งในงานวิจัยนี้ คือ Cho และคณะ ใช้ยาปฏิชีวนะ สามชนิด คือ เพนนิซิลิน(penicillin) แวนโคมัยซิน (vancomycin) และ คลอร์เตตราไซคลิน (chlortetracyclin) และผลการศึกษาพบว่า เพนนิซิลิน ให้ผลดีที่สุด ซึ่งแสดงว่า ผลของการเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยนี้ ขึ้นกับชนิดของยาปฏิชีวนะด้วย และสะท้อนถึงประสิทธิภาพของแบคทีเรียแต่ละชนิด ในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการย่อยอาหารในลำไล้ การค้นพบนี้ ยังสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่าง อาหาร กลุ่มแบคทีเรียกับความอ้วนและการสะสมไขมันในร่างกายอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ยังมีความเป็นไปได้อีกประการหนึ่ง คือ ยาปฏิชีวนะ อาจมีผลโดยตรงต่อความสามารถ ในการดูดซึมของลำไส้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับแบคทีเรีย ซึ่งความเป็นไปได้นี้ จะต้องมีการพิสูจน์ต่อไป

ในขณะที่การใช้ยาปฏิชีวนะมีผลต่อการเพิ่มน้ำหนักของปศุสัตว์ มีคำถามที่เกิดขึ้นว่า การได้รับ ยาปฏิชีวนะน่าจะให้ผลแบบเดียวกันในคน

ผลการศึกษาในประเทศอังกฤษ โดยศึกษาในเด็กกว่าหมื่นคน ที่เมือง เดวอน โดยเปรียบเทียบ ระหว่างเด็กที่ได้รับยาปฏิชีวนะในช่วงอายุต่างๆ คือ เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน และมากกว่า 6 เดือน และผลการศึกษา บ่งชี้ว่า เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนที่ได้รับยาปฏิชีวนะ จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เมื่อวัดที่ เดือนที่ 10 ถึงเดือนที่ 38 อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ การศึกษาโดย Danish National Birth Cohort ก็รายงานว่า ทารกที่ได้รับ ยาปฏิชีวนะในช่วงอายุไม่เกิน 6 เดือน มีแนวโน้มที่จะมีน้ำหนักมากกว่าปกติ เมื่ออายุ 7 ปี

อย่างไรก็ดี ผลของยาที่มีต่อเชื้อในคน ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากมีรายงานที่แสดงว่า การเพิ่มน้ำหนัก ในคนไม่ได้สัมพันธ์กับสัดส่วนของ Firmicutes/Bacteroidestes อย่างชัดเจน เหมือนที่พบในสัตว์ทดลอง แต่ผลการทดลอง ก็สนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับยาปฏิชีวนะ ในช่วงอายุน้อย กับความอ้วนเมื่อเด็กคนนั้นมีอายุมากขึ้น บ่งชี้ถึงข้อพึงระวังในการใช้ยาปฏิชีวนะในเด็กเล็ก

มีผลการศึกษาที่พบว่า ทารกในครรภ์มารดานั้น จะไม่มีแบคทีเรียอาศัยอยู่ในทางเดินอาหาร และเมื่อเด็กคลอดออกมาก็จะได้สัมผัสกับแบคทีเรีย จากแม่ และแบคทีเรียเหล่านั้น ก็จะเข้าไปอาศัย และกลายเป็นแบคทีเรียหลักในลำไส้ แม้ว่าหลักฐานจะไม่ชัดเจนว่า การเพิ่มขึ้นของแบคทีเรียในกลุ่มใด ที่มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น แต่ก็มีหลักฐานที่แสดงว่า ผลของการได้รับยาปฏิชีวนะ จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชนิดของแบคทีเรียในทางเดินอาหาร และมีผลต่อการดูดซึมและการย่อยอาหาร ซึ่งจะส่งผลระยะยาวกับร่างกายได้

รูปแสดงโมเดลที่นำเสนอโดยนักวิทยาศาสตร์ ถึงผลกระทบที่น่าจะเกิดขึ้นเมื่อเด็กได้รับยาปฏิชีวนะ
ในลำไส้เล็ก และในลำไส้ใหญ่

เมื่อการใช้ยาปฏิชีวนะ อาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการดื้อยา และอาจมีผลกระทบต่อผู้บริโภค ผู้เลี้ยงปศุสัตว์หลายราย จึงมีการปรับเปลี่ยนมาใช้โปรไบโอติกส์(probiotics) แทน และพบว่า การใช้ probiotics สามารถส่งเสริมการเจริญของปศุสัตว์ได้เช่นเดียวกับการใช้ยาปฏิชีว นะ โดยพบว่า probiotics มีผลในการเปลี่ยนแปลงชนิดของเชื้อในทางเดินอาหารได้เช่นกัน

Probiotics หมายถึง แบคทีเรียในสภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ ในรูปที่เป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริม อาหาร ที่สามารถส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภค หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม

พวกเราก็คงคุ้นกับ probiotics กันเป็นอย่างดี โดยมีการใส่ลงในนมเปรี้ยว หรือในโยเกิร์ต และมีการโฆษณาว่า มีประโยชน์แก่ร่างกาย แบคทีเรียสายพันธุ์ที่เป็นที่นิยมนำมาผสมในอาหาร ได้แก่ แบคทีเรียในกลุ่ม Lactobacilli, Streptococci และ Bifidobacteria โดยเชื้อเหล่านี้ จะเข้าไปอาศัยในทางเดินอาหาร และส่งผลต่อกระบวนการย่อยและดูดซึมสารอาหารของร่างกาย

ประโยชน์ของ probiotics นี้ เริ่มมีการโฆษณาอย่างแพร่หลายโดยบริษัทที่ผลิตอาหารเสริม และมีการนำเสนอการใช้อาหารเสริม probiotic ในการลดความรุนแรงของภาวะ severe acute malnutrition ของประชาชนในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา(มีรายงานว่า พบภาวะ severe acute malnutrition นี้ในประชากรถึง 30% ทั่วโลก) อาหารเสริมนี้ ถูกเรียกว่าเป็น ready-to-use therapeutic food และพบว่าผลของการรับประทานอาหารเสริมนี้ จะช่วยเพิ่มปริมาณของ Lactobacillus spp และ Bifidobacteria spp ในทางเดินอาหารอย่างมีนัยสำคัญ และมีผลในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของทางเดินอาหารและเพิ่มน้ำหนักตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี การใช้ probiotic จะต้องมีการศึกษาโดยนักวิจัยมากขึ้น เพราะ แบคทีเรียแต่ละชนิด มีผลต่อการเพิ่ม หรือลดของน้ำหนักที่แตกต่างกัน ดังแสดงในตาราง

ตารางแสดงผลของ probiotic และยาปฏิชีวนะที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักตัวของสัตว์ทดลอง
(Angelakis et al., Lancet Infect Dis 2013;13:899-99)

รูปแสดงการเปลี่ยนแปลงของแบคทีเรียในทางเดินอาหารเปรียบเทียบระหว่าง (A) ภาวะปกติ (B) ภาวะที่ได้รับ probiotics (C) ภาวะที่ได้รับ antibiotics สังเกตการเปลี่ยนแปลงของชนิดแบคทีเรียในภาวะที่ได้รับ antibiotic เทียบกับการเพิ่ม probiotic bacteria ในภาวะที่ได้รับ probiotic

อย่างไรก็ดี การใช้ probiotic ก็น่าจะมีผลดีมากกว่าการใช้ยาปฏิชีวนะ ดังแสดงแนวคิด ในรูปสุดท้าย ซึ่งแสดงว่า การใช้ probiotic จะเป็นการเพิ่มชนิดของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ โดยที่ชนิด ของแบคทีเรียเดิมในลำไส้ยังคงอยู่ ในขณะที่การใช้ยาปฏิชีวนะจะมีผลในการกำจัดแบคทีเรียบางชนิด และปรับเปลี่ยนสัดส่วนของชนิดของแบคทีเรีย รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงในการเพิ่มเชื้อที่มีการดื้อยาด้วย

ในวงการแพทย์ปัจจุบัน เริ่มมีการทดลองนำ probioticsมาใช้ในการรักษาโรคทางเดินอาหาร เช่น การใช้Lactobacillus rhamnosus GG ในการป้องกันอาการท้องร่วงในเด็กทารก หรือ การใช้ Bifidobacteria และ Lactobacilli ในการรักษาอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง เป็นต้น ดังนั้น probiotics อาจจะมีบทบาททางการแพทย์มากขึ้นในอนาคต ที่จะต้องจับตาดูต่อไป

รูปแสดง ชนิดของ probiotic และ antibiotic ที่มีผลต่อ น้ำหนักของร่างกาย

บทความอ่านประกอบ

  1. Flint HJ. Antibiotics and adiposity Nature 2012;488:601-2.
  2. Angelakis E, Merhej V, Raoult D. Related actions of probiotics and antibiotics on gut microbiota and weight modification. Lancet Infect Dis 2013;13:889-99.
  3. Trasande L, Blustein J, Liu M, et al. Infant antibiotic exposures and early-life body mass. Int J Obes 2013;37:16-23
  4. Million M, Lagier JC, Yahav D, et al. Gut bacterial microbiota and obesity. Clin Microbiol Infect 2013;19:305-13.

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com