Column ประจำ
Sponsor

ฮอร์โมนแห่งความสุขกับความกลัวในจิตใจ

โดย : ศ.ทพ.ดร. ประสิทธิ์ ภวสันต์
Tags : ออกซิโตซิน , oxytocin , ฮอร์โมน , hormones , ประสิทธิ์ ภวสันต์ , ความสุข , ฮอร์โมนแห่งความสุข

มีรายงานที่น่าสนใจ จากวารสาร Journal of Psychatric Neuroscience and Therapeutics ที่รายงานไว้เมื่อเดือน ตุลาคม 2557 ในรายงานดังกล่าวได้แสดงหลักฐานว่าการใช้ฮอร์โมนออกซิโตซิน (oxytocin) หรือฮอร์โมนแห่งความสุขในอาสาสมัคร สามารถยับยั้งความกลัวที่เกิดขึ้นในใจของอาสาสมัคร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในรายงานดังกล่าว M. Eckstein และคณะผู้วิจัยได้สร้างสภาวะความกลัวแบบมีเงื่อนไข หรือที่รู้จักกันในชื่อ Pavlovian conditioned* โดยในการทดลองผู้วิจัยจะให้อาสาสมัครดูภาพถ่ายจำนวนมาก แต่อาสาสมัครจะถูกไฟดูดทุกครั้งที่เห็นภาพบ้าน ซึ่งการสร้างเงื่อนไขในลักษณะนี้ จะสร้างเงื่อนไขให้กลุ่มอาสาสมัครเกิดความกลัว “ภาพบ้าน” ขึ้น จากนั้นจะแบ่งอาสาสมัครเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับฮอร์โมนออกซิโตซิน (oxytocin) และกลุ่มที่ได้ยาหลอก (placebo) โดยการให้ยา จะทำโดยการพ่นเข้าทางจมูก เมื่อกลับมาดูภาพอีกครั้ง หลังจากได้รับยา พบว่า อาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับฮอร์โมนออกซิโตซิน ลดความกลัวต่อภาพบ้านลดลงอย่างมาก จนถึงระดับที่ไม่มีความกลัวเลย ในขณะที่กลุ่มซึ่งได้รับยาหลอก ยังคงมีความกลัวภาพบ้านในระดับเดียวกับระดับก่อนการได้รับยา

ผลการทดลองนี้ สนับสนุนบทบาทของฮอร์โมนออกซิโตซิน ในการบรรเทาความวิตกกังวลของผู้ป่วยและสนับสนุนความเป็นไปได้ในการนำเอาออกซิโตซินมาใช้รักษาผู้ป่วย anxiety disorder ซึ่งเป็นกลุ่มของผู้ป่วยโรควิตกกังวลและมีความหวาดกลัวต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว รวมถึงผู้ป่วยที่มีความหวาดกลัวต่อสังคม (social phobia) หรือผู้ป่วยออทิสติกในบางประเภทได้ด้วย

หมายเหตุ

Ivan Pavlov เป็นนักสรีรวิทยาชาวรัสเซีย ที่สร้างทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก หรือแบบสิ่งเร้า (Classical conditioned theory) ขึ้น การทดลองที่มีชื่อเสียงของ Pavlov คือการสร้างเงื่อนไขระหว่างเสียงกระดิ่งกับอาหารในสุนัข โดยในการทดลองนั้น Pavlov จะสั่นกระดิ่งทุกครั้งที่ให้อาหารสุนัข และเมื่อทำการสร้างเงื่อนไขเช่นนี้เป็นเวลา 7 วัน Pavlov พบว่า ทุกครั้งที่สุนัขได้ยินเสียงกระดิ่งก็สามารถกระตุ้นให้สุนัขน้ำลายไหล เนื่องจากคิดว่าจะได้รับอาหาร

ออกซิโตซิน เป็นฮอร์โมนที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มของเซลล์ประสาทในสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) จากนั้นจึงถูกส่งไปยังต่อมพิตูอิตารี (pituitary gland) และปล่อยออกจากต่อมพิตูอิตารีเข้าสู่กระแสเลือด

ออกซิโตซินเป็น peptide hormone ขนาดเล็ก ที่มีองค์ประกอบเป็นกรดอะมิโน (amino acid) เพียง 9 โมเลกุลต่อกัน ในบางครั้งจึงถูกเรียกว่า nanopeptide (nano = 9) หน้าที่ของฮอร์โมนนี้จะกระตุ้นการบีบรัดตัวของมดลูก เพื่อช่วยในการคลอดบุตร กระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำนม ทำให้กล้ามเนื้อของต่อมน้ำนม บีบตัวให้หลั่งน้ำนมออกมา (milk ejection) เพื่อช่วยคุณแม่ในการให้นมลูก รวมทั้งกระตุ้นพฤติกรรมของความเป็นแม่ และความรักความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดกระบวนการสืบพันธุ์ด้วย และด้วยหน้าที่เหล่านี้เองฮอร์โมนออกซิโตซิน จึงถูกเรียกว่าเป็น “ฮอร์โมนแห่งความรัก”

การที่ฮอร์โมนออกซิโตซินจะกระตุ้นให้มารดามีพฤติกรรมในการเลี้ยงบุตร มีความสำคัญต่อการดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ อย่างไรก็ดี ในผู้ชายก็มีการหลั่งออกซิโตซิน จากไฮโปทาลามัสเหมือนในผู้หญิงเช่นกัน โดยมีรายงานว่าฮอร์โมนนี้มีบทบาท ช่วยในการเคลื่อนที่ของสเปิร์มในโพรงมดลูกเพื่อไปผสมกับไข่ และอาจมีหน้าที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศของผู้ชายด้วย

นอกจากนี้ การเพิ่มระดับของฮอร์โมนออกซิโตซินในร่างกาย ยังสามารถช่วยลดความกังวล ความเครียด รวมทั้งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเอง และลดความหวาดกลัวต่อสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราได้ด้วย

ผลการศึกษาเกี่ยวกับผลของออกซิโตซินกับความเครียดนี้ ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อปี พ.ศ. 2548 โดยนักวิจัยที่ University of Zurich ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้สเปรย์ฮอร์โมนนี้ เข้าทางจมูก (Nasal spray) และพบว่าทำให้คนเราเกิดการตอบสนองทางสังคมที่ดีขึ้นมีความไว้เนื้อเชื่อใจกับผู้คนรอบตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคม

บทบาทในส่วนนี้ เชื่อว่าเกิดจากการที่ออกซิโตซินในสมอง ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของสมองส่วนที่เรียกว่า “amygdala” ซึ่งเป็นส่วนของสมอง ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ และความหวาดกลัว (fear center)

อะมิกดาลา (Amygdala) เป็นกลุ่มของเซลล์ประสาทที่อยู่บริเวณด้านหน้าของ hippocampus ในสมองส่วน temporal lobe กลุ่มเซลล์ประสาทนี้ จะทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองทางอารมณ์ ความทรงจำที่เกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึก (เช่น ความทรงจำเรื่องภาพบ้านในกรณีของ Pavlov condition หรือความทรงจำในเหตุการณ์ในอดีต เช่น ความทรงจำที่เคยถูกสุนัขกัด ซึ่งทำให้เกิดความระแวง หรือหวาดกลัวสุนัข เป็นต้น) amygdala ยังทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับความกลัวและความวิตกกังวล สัญชาตญาณและความก้าวร้าว รวมถึงแรงขับดันทางเพศ (libido) โดยพบว่าขนาดของ amygdala จะเล็กลง ในสัตว์ที่ถูกตอนหรือในกรณีที่ตัดส่วนของ amygdala ออกไป ก็จะทำให้สัตว์ตัวนั้นกลายเป์นสัตว์ที่เชื่อง ขี้ขลาด และไม่สู้ (tamed animal)

การทำงานของ amygdala นอกจากจะเกี่ยวข้องกับความกลัว และการแสดงสีหน้าที่เกี่ยวกับความกลัวด้วยแล้ว (fearful face) สมองส่วนนี้ยังทำหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ ที่ก่อให้เกิดความกลัวนั้น รวมทั้งยังกระตุ้นพฤติกรรมที่ก้าวร้าวต่อผู้คนรอบข้างด้วย ซึ่งเป็นกระบวนการในการปกป้องตนเองจากสถานการณ์ที่อาจเป็นอันตราย

การทำงานของ amygdala จะเชื่อมโยงกับการทำงานของสมองส่วน medial prefrontal cortex โดยพบว่าเซลล์ประสาทของ medial prefrontal cortex จะควบคุมการทำงานของเซลล์ประสาทใน amygdala และจากรายงานการใช้ออกซิโตซินในการยับยั้งความกลัวที่เกิดขึ้น ตามที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น ก็สันนิษฐานว่า น่าจะเกิดจากการที่ออกซิโตซิน ไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาทในสมองส่วน medial prefrontal cortex

ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของเราเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อที่เราจะได้ไม่แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อันเนื่องจากแรงขับของ amygdala ซึ่งแม้ว่าแรงขับนี้ เป็นแรงขับตามธรรมชาติ เพื่อช่วยในการอยู่รอดของปัจเจกนั้นๆ แต่ในมนุษย์ ซึ่งมีพัฒนาการของระบบ amygdala-medial prefrontal cortex interaction ก็ควรจะช่วยให้เราสามารถควบคุมให้มีพฤติกรรมการแสดงออกที่เหมาะสมจากแรงขับของ amygdala ได้

ดังกล่าวแล้วว่า ฮอร์โมนออกซิโตซิน จะช่วยส่งเสริมความไว้วางใจต่อสังคมและผู้คนรอบข้าง ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่มีรายงานแสดงว่า หญิงสาวที่มีระดับของออกซิโตซินสูงในกระแสเลือด จะมีความพึงพอใจต่อชีวิตและมีความมั่นคงทางอารมณ์มากกว่า (น่าสังเกตว่า ไม่มีรายงานในผู้ชาย)

มีการทดลองที่รายงานในวารสาร Neuroscience เมื่อปี พ.ศ. 2553 อีกรายงานหนึ่งที่น่าสนใจ โดยในการศึกษานั้น ได้ทำการวัดระดับของออกซิโตซินในกระแสเลือดของอาสาสมัคร ก่อนและหลังจากการได้รับของขวัญที่มีค่าจากคนแปลกหน้า พบว่า ผู้ที่มีระดับออกซิโตซินสูง เมื่อได้รับของขวัญ จะเป็นผู้ที่มีความสุขกับชีวิตและมีความพึงพอใจในตัวเองมากกว่าคนที่มีระดับออกซิโตซินต่ำ และที่น่าสนใจมากขึ้น คือ อาสาสมัครที่แบ่งปันของขวัญที่ได้รับกับผู้คนรอบข้าง เป็นผู้ที่มีระดับออกซิโตซินสูงกว่า และยังสัมพันธ์กับบุคลิกภาพของคนๆนั้น ที่เป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีความไว้วางใจกับผู้คนรอบข้างมากกว่า และมีระดับของ “Happiness” สูงกว่า อย่างไรก็ดี ยังไม่ชัดเจนว่าระหว่าง การเพิ่มขึ้นของออกซิโตซินกับความสุขในชีวิต ประเด็นไหนเป็นสาเหตุ และประเด็นไหนเป็นผล

ในหนังสือ “The moral molecule” โดย Paul Zak, PhD. ได้นำเสนอวิธีง่ายๆในการเพิ่มระดับของออกซิโตซินในร่างกาย ซึ่งน่าจะเป็นการเพิ่มความสุขในชีวิต โดยวิธีการต่างๆนอกเหนือจากประเด็นความสัมพันธ์ชายหญิง เช่น การกอดกันให้มากขึ้น การจับมือกันให้มากขึ้นแล้ว Paul Zak ยังนำเสนอว่า การดูภาพยนตร์ดราม่า การร้องคาราโอเกะ การเต้นรำ การสังสรรค์กับเพื่อนฝูง (โดยเราออกสตางค์เลี้ยงเพื่อน) การพูดจากันด้วยถ้อยคำที่อ่อนหวาน ก็สามารถมีส่วนช่วยเพิ่มการหลั่งออกซิโตซินเช่นกัน และเขาตบท้ายว่า การเข้าร่วมใน social network เช่นการเล่น Facebook ก็สามารถช่วยเพิ่มการหลั่งออกซิโตซินด้วยเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ เป็นความเห็นของ Paul Zak ซึ่งผู้เขียนไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย (ซึ่งผู้เขียนเองก็ยังสงสัยว่า คุณ Zak มโนเองหรือเปล่า) แต่ความเห็นเหล่านี้ คงถูกใจผู้คนจำนวนมากในปัจจุบัน ที่เป็นสังคมก้มหน้า และเป็นข้ออ้างในการเล่น facebook มากขึ้นกระมัง

Read more

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com