Column ประจำ
Sponsor

นมแม่กับการพัฒนาการของช่องปากและขากรรไกร

โดย : ศ.ทพ.ดร.ประสิทธิ์ ภวสันต์
Tags : นมแม่ , นมแม่ ช่องปาก , ประโยชน์นมแม่ , ดูดนมจากเต้า , นมแม่ พัฒนาการ , ศ.ทพ.ดร.ประสิทธิ์ ภวสันต์

พวกเราคงไม่มีใครปฏิเสธว่า การให้ทารกดื่มนมแม่นั้น มีประโยชน์อย่างมากต่อทั้งตัวทารกและตัวคุณแม่เอง World Health Organization ได้ออกเป็นข้อแนะนำว่า คุณแม่ทุกคนควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จนลูกมีอายุอย่างน้อย 6 เดือน และหลังจากนั้น จึงเลี้ยงด้วยนมแม่ร่วมกับอาหารเสริมอื่นๆ จนลูกมีอายุสองปี ส่วนในประเทศไทยเอง ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ก็ได้พยายามรณรงค์ให้คุณแม่ทุกคนเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือนเช่นกัน โดยการให้ข้อมูลชี้แจงแก่ประชาชนทั่วไป ถึงข้อดีของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ที่ช่วยส่งเสริมทั้งในส่วนของพัฒนาการ และสุขภาพที่ดีของลูก พร้อมๆกับการส่งเสริมความรักและความผูกพันระหว่างแม่และลูกอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่แสดงถึงผลของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในแง่มุมทางทันตกรรมยังไม่ชัดเจน โดยมีรายงานที่แสดงว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่มีผลต่อพัฒนาการของช่องปาก และรายงานที่แสดงถึงผลในการส่งเสริมพัฒนาการของช่องปากและขากรรไกร ซึ่งเกิดจากความแตกต่างในกระบวนการเก็บข้อมูล แต่ในรายงานที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร BMC Oral Health เมื่อต้นปีนี้ (2558) ได้ตอกย้ำถึงอิทธิพลของการดูดนมจากตัวของคุณแม่โดยตรง (breastfeeding) ที่มีต่อพัฒนาการของ normal occlusion ของทารก ซึ่งสนับสนุนถึงความสำคัญของการให้ทารกได้ดูดนมจากอกของคุณแม่โดยตรง

หากกล่าวถึงประโยชน์ของนมแม่นั้น อาจจะแบ่งออกเป็นประโยชน์ในแง่ของการดื่มนมแม่ และการประโยชน์ในแง่ของการดูดนมจากเต้านมของคุณแม่ซึ่งจะได้กล่าวถึงในลำดับต่อไป

ในแง่ของการดื่มนมแม่นั้นนอกจากทารกจะได้สารอาหารที่มีประโยชน์แล้ว ยังมีรายงานว่า ในนมแม่จะมี ฮอร์โมน และ growth factors หลายชนิด ที่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการของทารก โดยสารอาหารตัวหนึ่งที่พบในน้ำนมแม่ คือ docosahexaenoic acid หรือ DHA ซึ่งพบว่าสามารถทำหน้าที่ส่งเสริมการสร้าง myelin sheath หรือเยื่อหุ้มเส้นใยประสาทในทารก เป็นผลให้ทารกมีพัฒนาการของสมองและระบบประสาทที่ดีซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ที่ดีของทารกด้วย และจากรายงานผลการตรวจสอบระดับ IQ ของเด็กดื่มนมแม่เปรียบเทียบกับเด็กที่ไม่ได้รับนมแม่ที่อายุ 7-8 ปี พบว่า เด็กที่ได้รับนมแม่จะมีระดับของIQ สูงกว่าโดยเฉลี่ยประมาณ 8.3 จุด นอกจากการส่งเสริมพัฒนาการของสมองแล้ว ยังมีรายงานว่า ทารกที่กินนมแม่ จะมีระดับของ progesterone ในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น และหนึ่งในหน้าที่ของ progesterone คือการช่วยกระตุ้นพัฒนาการของระบบการหายใจของทารก

ในแง่ของระบบภูมิคุ้มกัน พบว่า ทารกที่ดื่มนมแม่ จะมีพัฒนาการของระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น มีอัตราการเกิดภูมิแพ้น้อยลง มีอัตราการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารลดลง และลดอัตราการเกิด sudden infant death syndrome (SIDS) ในทารกด้วย

เป็นที่ทราบกันว่า ทารกในช่วงอายุ 2-6 เดือนจะมีภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากภูมิต้านทานที่ได้รับจากคุณแม่ตั้งแต่ช่วงที่อยู่ในครรภ์เริ่มลดลง ในขณะที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของตัวทารกเอง ก็ยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์ ดังนั้น การได้รับนมแม่ ซึ่งมี antibody อยู่ในนั้น จะช่วยให้ลูกมีภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อได้ดีขึ้น จนกว่าตัวทารกจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้เอง เมื่อทารกมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป

นอกจากข้อดีที่กล่าวถึงแล้วข้างต้น ในน้ำนมแม่ยังมีเอนไซม์ amylase และ lipase ด้วย ซึ่งทำให้นมแม่ย่อยง่าย ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี และการดื่มนมแม่ยังไม่ทำให้ทารกท้องผูก มีอาการท้องเสียลดลงรวมทั้ง มีแนวโน้มที่จะเกิดโรคอ้วน และโรคเบาหวานแบบที่ 2 ลดลงด้วย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับนมผงที่เป็น infant formula ปรากฏว่า นมที่ชงจากนมผง แม้จะมีการเติมสารอาหารลงไปหลากหลายชนิด แต่ทารกสามารถดูดซึมสารเหล่านั้นได้เพียง 50% และขับถ่ายส่วนที่เหลือออกมา ซึ่งจะเห็นได้จากอุจจาระของทารกที่ดื่มนมผง ที่จะมีปริมาณและความแข็งที่มากกว่า

ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ของนมแม่ยังเหมาะสมสำหรับการเจริญของ probiotic โดยเฉพาะ lactobacillus bifidus ซึ่งจะช่วยลดการเจริญของเชื้อก่อโรคในทารกด้วย

ลักษณะของเต้านมนั้น เนื่องจากเป็นเนื้อเยื่อที่มีความนิ่มและยืดหยุ่น สามารถปรับเข้ากับลักษณะช่องปากของทารก ต่างกับจุกนมของนมขวดที่มีความแข็ง ทำให้ทารกที่ดูดนมจากจุกนมขวด ต้องปรับรูปปากให้เข้ากับจุกนม ซึ่งจะส่งผลให้รูปแบบของการดูดนมจากเต้านมและจากขวดนม มีกลไกที่แตกต่างกัน

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น นอกจากจะได้ประโยชน์จากน้ำนมแม่แล้ว การที่ทารกได้ดูดนม จากตัวคุณแม่โดยตรงยังมีผลดีต่อตัวทารกเองในเรื่องของพัฒนาการของกล้ามเนื้อ และ กระดูกขากรรไกรด้วย โดยพบว่าการดูดนมจากเต้านม จะช่วยส่งเสริม coordinate ของการดูด การกลืน และการหายใจ ได้ดีกว่าการดูดนมจากขวด รวมทั้งยังมีผลในการอัตราการเกิด ear infection

ในการดูดนมจากเต้านมนั้น จะเกิดแรงในลักษณะของ squeezing โดยทารกจะใช้ลิ้นบีบส่วนของ nipple และ areola ในลักษณะของ peristalsis คือบีบไล่จากด้านหน้าไปทางด้านหลัง ในขณะที่การดูดนมจากขวด จะเกิดในลักษณะของ sucking โดยทารกจะต้องใช้ลิ้นกดจุกนมไว้ พร้อมกับการบีบตัว ของกล้ามเนื้อ buccination เพื่อช่วยให้เกิดภาวะสูญญากาศ หรือ negative pressure ในช่องปาก ซึ่งลักษณะของการดูดแบบนี้ จะทำให้เกิดแรงบีบที่ maxilla มีผลให้ upper dental arch มีการขยายตัวผิดปกติ และนำไปสู่การเกิด posterior cross-bite ของ primary dentition รวมทั้งเพิ่มโอกาสเกิดการสบฟันที่เป็น Class II occlusion ด้วย

การดูดนมจากเต้านมยังช่วยกระตุ้นพัฒนาการของกล้ามเนื้อและกระดูกโดยรอบช่องปากให้สมดุล พร้อมๆ กับการส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ ทำให้ลดพฤติกรรม non-nutritive sucking habit เช่น การดูดนิ้ว หรือการติดจุกนม ซึ่งพฤติกรรมของ non-nutritive sucking habit จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติของ dental arch ส่วนหน้า ทำให้เกิด anterior open-bite หรือมี overjet หรือ overbite ที่ผิดปกติ รวมทั้งยังส่งผลให้รูปของริมฝีปากผิดปกติ เช่น short lip เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีข้อสันนิษฐานว่า การดูดนมขวดเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิด larger tongue หรือ macroglassia รวมทั้งก่อให้เกิดความผิดปกติของระบบการกลืน เช่น infantile swallowing ด้วย

จากที่กล่าวมาแล้ว คงพอทำให้พวกเราเห็นภาพและตระหนักถึงความสำคัญของทันตแพทย์ ในการให้ความรู้ และช่วยรณรงค์ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะการดูดนมจากอกของคุณแม่เอง นอกจากจะให้คุณประโยชน์จากน้ำนมแม่เองแล้ว การดูดนมที่ถูกต้องยังส่งเสริมพัฒนาการของกล้ามเนื้อและกระดูกขากรรไกร รวมทั้งพัฒนาการของอารมณ์ที่ถูกต้องอีกด้วย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพช่องปาก และสุขภาพจิตที่ดีขึ้น เพื่อเป็นประชาชนที่ดีของประเทศชาติต่อไป

  1. Sum et al., Association of breastfeeding and three-dimensional dental arch relationships in primary dentitionBMC Oral Health (2015) 15:30. doi 10.1186/s12903-015-0010-1
  2. Kobayashi et al., Relationship between breastfeeding durationand prevalence of posterior crossbite in the deciduous dentition. Am J Orthod Dentofacial Orthop 2010;137:54-8. doi:10.1016/j.ajodo.2007.12.033.
  3. Melink et al., Posterior crossbite in the deciduous dentition period, its relation with sucking habits, irregularorofacial functions, and otolaryngologicalfindings. Am J Orthod Dentofacial Orthop 2010;138:32-40. doi:10.1016/j.ajodo.2008.09.029.

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com