Column ประจำ
Sponsor

ร่วมเพาะต้นกล้า...ทันตะ มศว

โดย : อ. ทพ.ณัฐวุธ แก้วสุทธา
พระราชดำรัสของสมเด็จพระมหิตราธิเบศวร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชนก ที่พระราชทานให้แก่วงการแพทย์ไทย เป็นแรงบันดาลใจที่โรงเรียนทันตแพทย์ มศว ในฐานะที่เป็นสถานที่ในการผลิตแพทย์สาขาหนึ่งต้องสืบสานพระปณิธานดังกล่าวในการผลิตบัณฑิตทันตแพทย์ให้มีความเสียสละและเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น การสร้างหลักสูตร“ที่ดี”จึงไม่ใช่แค่หลักสูตรที่สอนให้เกิดหมอฟันที่เก่งออกสู่สังคมเพียงเท่านั้น หากแต่ควรต้องพยายามจุดประกาย หล่อหลอม ให้นิสิตทันตแพทย์ถึงพร้อมด้วยคุณธรรมและจริยธรรมตามที่วิชาชีพต้องการอีกด้วย ดังนั้น การสร้างกิจกรรมทั้งในหลักสูตรและนอกหลักสูตร เพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาความเป็นวิชาชีพ และพัฒนาการเรียนรู้บทบาทของตนเอง ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
จากแนวคิดในการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว ทำให้ “ห้องเรียน”ของนิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์ มศว ไม่ได้จำกัด แค่กรอบกำแพงสี่เหลี่ยมของห้องเรียนเท่านั้น
แต่บุคคลและสถานที่ต่างๆสามารถเป็นส่วนหนึ่ง ของการเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น ดังเช่นในรายวิชาทฤษฎีและแนวคิดทางทันตสาธารณสุข ของชั้นปี 2 ที่นิสิตจะได้มีโอกาสได้เข้าไปทำกิจกรรมในหลักสูตรหลายกิจกรรม โดยมีกิจกรรมหนึ่ง ซึ่งถือเป็น “Hilight” ของชั้นปีนี้ คือ กิจกรรมลักษณะ “จิตอาสา”แนว concept ของกิจกรรม คือ “Share” เพื่อเรียนรู้การแบ่งปัน และความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ ในอาจารย์ในสาขาวิชาจะให้โจทย์การเรียนรู้อย่างกว้างๆ โดยที่ผู้สอนเป็นเพียงผู้ตั้งโจทย์ที่ท้าทายแก่ผู้เรียนในการเข้าไปค้นหาความหมายของ “ทันตแพทย์ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์”และนิสิตจะได้มีโอกาส “เลือก”ว่าอยากไปทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และรูปแบบอย่างไร โดยอาจารย์ทั้งสาขาจะเป็นพี้เลี้ยง คอยประสานงาน และให้ความรู้ตลอดกระบวนการเรียนรู้ โดยในการเรียนรู้ประสบการณ์นอกห้องเรียนดังกล่าวนี้ นิสิตจะได้มีโอกาสฝึกการทำงานกลุ่ม ฝึกความรับผิดชอบ การตรงต่อเวลา และการวางแผน และการตัดสินใจต่างๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติหลักของวิชาชีพที่จะติดตัวพวกนิสิตในการนำไปใช้ประโยชน์ต่อการเรียนและทำงานต่อไป นอกจากนั้นในระหว่างกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าว นิสิตจะค่อยๆเพาะบ่มคุณค่าของวิชาชีพอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังจะเห็นได้จากเสียงสะท้อนจากนิสิตคนหนึ่ง ซึ่งสะท้อนกระบวนการเรียนรู้ของรายวิชาดังกล่าวผ่านความเรียง ซึ่งมีใจความที่น่าสนใจดังนี้
" คำกล่าวแรกๆที่ฉันได้ยินในการเรียนวิชาทฤษฎีและแนวคิดทางสาธารณสุข มันทำให้ฉันคิดตามและเชื่อในคำกล่าวนั้น หลังจากที่ได้สัมผัสชีวิตในคณะทันตแพทย์เป็นเวลาเกือบสองปี "....และทำยังไงเราถึงจะยังมีความเป็นมนุษย์หล่ะ??" เป็นคำถามที่วันนี้ฉันได้รับคำตอบนั้นแล้ว...
โปรเจคใหญ่ของวิชานี้ในภาคเรียนนี้คือ การจัดทำกิจกรรมสร้างความสุข ให้กับคนอื่นๆ อาจารย์ได้ยกตัวอย่างผลงานของพี่ๆ ที่ทำให้ฉันพอจะเข้าใจ และมองเห็นหนทางมากยิ่งขึ้น ฉันได้กลับมาหาข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ที่จะไปทำให้คนอื่นๆมีความสุข กิจกรรมแรกเสนออาจารย์ไป “ไม่ผ่าน” เพราะมีเพื่อนกลุ่มอื่นได้ทำอะไรคล้ายๆกันไปแล้ว จึงได้กลับมาคิดใหม่ และได้ไปพบกับมูลนิธิเพื่อนข้างเตียง ฉันโทรไปติดต่อปรึกษา เจ้าหน้าที่แนะนำว่าให้มาทำที่โรงพยาบาลเด็ก (สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี) ได้ทราบข้อมูลและรับรู้ว่าเราสามารถไปทำอะไรได้บ้าง จึงได้นัดแนะวันเวลา และกลับมาปรึกษากับเพื่อนๆในกลุ่ม ทำหนังสือจากมหาวิทยาลัย เพื่อขออนุญาตออกไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ โดยมีเด็กกลุ่มเป้าหมายคือแผนกศัลยกรรมเด็กโต อายุประมาณ5-13 ปี ทราบดังนั้นจึงสามารถวางแผนกิจกรรมที่เหมาะสมได้
ในวันที่ฉันอยู่ในช่วงวัยนั้น แค่พูดถึงการไปโรงพยาบาล ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดๆ ฉันก็หดหู่แล้ว ทุกครั้งที่ฉันต้องไปโรงพยาบาลไม่ว่าจะไปเยี่ยมญาติที่พึ่งจะคลอดน้องหรือเพียง ไปห้องสมุดโรงพยาบาล ฉันก็จะต้องฝันร้ายในคืนนั้นๆ ทุกครั้งไป แล้วเด็กๆเหล่านั้น ที่ต้องอยู่แต่ในโรงพยาบาลเป็นวันๆ เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน .... คงจะเศร้าหดหู่มากทีเดียว
กิจกรรมแรกที่ฉันคิดได้ ภูมิใจ และอยากจะให้น้องๆได้ทำมากๆคือ สิ่งที่ฉันตั้งชื่อมันขึ้นมาว่า "สมุดยิ้มหวาน" ฉันอยากจะให้มันเป็นเหมือนเพื่อนให้กับน้องๆในวันที่เค้าเศร้า โดยภายในสมุดเล่มนี้ฉันได้ออกแบบลงลวดลายการ์ตูน และเอาไปปริ้นใส่กระดาษถนอมสายตา ส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่มีช่องให้เขียนวันที่ข้างบน และมีพื้นที่ในกรอบสี่เหลี่ยมว่างๆ ให้พวกเขาได้เขียนความสุขเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นกับพวกเขาในแต่ละวัน สะสมไปเรื่อยๆ ในวันที่มีเรื่องเศร้าๆเกิดขึ้น เมื่อเขาได้เปิดดูสมุดยิ้มหวานเล่มนี้ เค้าก็จะได้รู้ว่า ยังเคยมีความสุขอะไรบ้างกับเค้า
เริ่มแรกของการดำเนินงานกิจกรรมนี้สมาชิกในกลุ่มได้ปรึกษากันว่า เราควรจะมีอะไรดึงดูดใจน้องๆ หรือมีสิ่งของ ของรางวัลเล็กๆน้อยๆ ให้เค้าได้เล่นในวันเหงาๆ และให้เค้าเห็นของเหล่านั้นแล้วนึกถึงเรา สิ่งของเหล่านั้นก็ต้องใช่เงินจำนวนหนึ่ง เราคิดว่าควรจะออกไปรับบริจาคเงินเพื่อมาสมทบทุน และยังเป็นการแบ่งปันผลบุญให้กับคนอื่นๆที่อาจจะไม่ได้มีโอกาสมาร่วมทำกิจกรรมดีๆเช่นนี้กับเรา โดยแบ่งเพื่อนกลุ่มหนึ่งออกไปรับบริจาคเงิน อีกกลุ่มออกไปซื้ออุปกรณ์สร้างความสุขตามรายการที่เตรียมไว้แล้ว และอีกกลุ่มจัดทำสมุดยิ้มหวานและวางแผนงาน จัดตารางเวลาทั้งหมด
วันที่ 28 มกราคม 2554
 
 
ตามที่ฉันได้นัดหมายกับพี่พิ้งค์ (เจ้าหน้าที่ children friendly hospital) เราจะไปดูสถานที่ ที่เราจะจัดกิจกรรม และฟังข้อแนะนำต่างๆด้วยความเป็นกันเอง ขึ้นไปถึงชั้น 7B แผนกศัลยกรรมเด็กโต พี่บอกว่าให้ลองเข้าไปคุยกับน้องดูได้ ไปบอกเด็กๆว่าพรุ่งนี้จะมาตอนบ่ายโมง เด็กๆจะได้ดีใจ มีเพียงฉันและเพื่อนอีกคนสองคนที่กล้าเข้าไปคุยกับน้องๆ คนอื่นๆเหมือนจะยืนอึ๊งและช๊อคกับภาพเด็กๆที่เห็นอยู่ตรงหน้า สายระโยงระยางออกจากแขน ออกจากท้อง ออกจากปาก ของเด็กตัวเล็กๆ เสียงเครื่องที่วางอยู่ข้างเตียงดังติ๊ด ติ๊ด เป็นจังหวะ เด็กตัวเล็กๆบนเตียงใหญ่ๆมีหูฟังนิ่มสีชมพูที่คิดว่าคงกำลังบรรเลงเพลง บนใบหน้าของเด็กคนนั้นมีคราบน้ำตาข้างแก้มทอดออกมาเป็นสายยาว ซึ่งภาพที่ฉันเตรียมใจไว้คือมีเพียงเสียงเด็กร้องไห้ที่กำลังโดนฉีดยา จึงทำให้ฉันเองก็ช๊อกไม่ต่างจากเพื่อนๆคนอื่นๆ แต่ต้องรีบเรียกสติกลับคืนมา ปั้นหน้าให้ทุกอย่างดูปกติ และเข้าไปบอกกับเด็กๆ ที่พอจะคุยกับเราได้เด็กหลายคนดูตื่นเต้น ดีใจ บางคนก็ดูงงๆว่าพวกเรามาทำอะไรกัน
วันที่ 29 มกราคม 2554
 
 
ฉันได้ชวนเพื่อนเก่าที่เป็นช่างภาพ(อาจจะเรียกได้ว่าเป็นมืออาชีพ)มาถ่ายรูปกิจกรรมให้เรา เพื่อนคนนี้เป็นที่ชอบทำอะไรเพื่อสังคมอยู่แล้ว เมื่อตรงกับวันที่เค้าว่าง จึงรับปากมาช่วยทันที ทุกคนเรานัดกันสิบโมงมาเตรียมอุปกรณ์ เครื่องดนตรี และนั่งแท็กซี่ไปโรงพยาบาลเด็กแถวๆอนุสาวรีย์ ขึ้นไปแลกบัตรว่าเราเป็นกลุ่มที่มาทำงานจิตอาสา ขึ้นไปจัดห้องกิจกรรม เมื่อทุกอย่างพร้อมก็ออกไปเชิญชวนเด็กๆจากที่เตียงเข้ามาร่วมกิจกรรมในห้อง ซึ่งผู้ปกครองของเด็กๆก็ให้ความร่วมมือมาร่วมกิจกรรมด้วย เด็กบางคนทำเคมีบำบัด ก็มาร่วมไม่ได้จริงๆ กิจกรรมเริ่มจากเราแนะนำตัวโดยเราแบ่งเด็กๆออกเป็นสองกลุ่มกลุ่มละ4-5 คน ,แจกสมุดยิ้มหวาน ให้น้องๆเขียนชื่อ และตกแต่งสมุดด้วยตัวเองโดยมีพี่ๆสมาชิกในกลุ่มช่วย และอธิบายคุณสมบัติของเจ้าสมุดยิ้มหวาน หลังจากนั้นก็พาเด็กๆเล่นเกมใบ้คำ เกมทำตามคำบอก ใครตอบได้ก็ได้สติ๊กเกอร์ความสุข สะสมระหว่าการทำกิจกรรม โดยในสมุดได้ทำหน้าสำหรับสะสมสติ๊กเกอร์ไว้ที่หน้ากลางของสมุดยิ้มหวาน หลังจากนั้นก็เป็นเกม designer ตัวน้อย ให้น้องๆมาแต่งหน้าพี่ๆแต่ละทีมด้วยอุปกรณ์ที่เราเตรียมไว้ให้ เด็กๆบางคนก็ไปขอยืมลิปสติกจากคุณแม่มาใช้ด้วย บางคนก็เอากิ๊ฟติดผมของตัวเองมาติดให้พี่ เป็นกิจกรรมที่สร้างเสียงหัวเราะให้กับเด็กๆ ผู้ปกครอง และทุกคนในกลุ่มเป็นอย่างมาก แต่งตัวเสร็จก็ออกไปเดินแบบให้กับเด็กที่นอนอยู่บนเตียงดูบ้าง ได้รับเสียงหัวเราะจากเด็กๆ และพี่พยาบาลกันอีกรอบ หลังจากนั้น ก็เป็นการเล่านิทานที่โอและฮอทแต่งขึ้นมาเอง ทั้งเนื้อเรื่องและดนตรีประกอบ เป็นอีกกิจกรรมที่ทำให้น้องๆประทับใจ และฉันเองที่เพิ่งเคยได้ฟังแบบเต็มรูปแบบก็รู้สึกสนุกสนานประทับใจ และแอบเซอร์ไพรซ์ในความสามารถของเพื่อนๆ ก่อนกลับเราก็ได้ให้เด็กๆจับฉลากของรางวัล ที่ฉันได้แอบล๊อกเลขให้เด็กผู้ชายได้ของเล่นแมนๆ เด็กผู้หญิงก็ได้ของเล่นหญิงๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งก็ถูกใจน้องๆทุกคนตามที่คาดหวังไว้ ของเล่นและขนมต่างๆที่เตรียมมาเผื่อไว้ก็ได้เอาไปแจกให้กับเด็กๆที่มาร่วมกิจกรรมกับเราไม่ได้ รอยยิ้มของเด็กๆและผู้ปกครองที่ได้รับกลับมาในวันนั้นทำให้ฉันลืมความเหน็ดเหนื่อย ทั้งหมดที่มี พอกลับมาถึงห้องถึงมารู้ตัวว่า เหนื่อยเหมือนกันน่ะเนี๊ยะ ^^
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554
 
 
เดินทางไปตามนัดหมาย ไปถึงวันนี้เราต้องนั่งรอเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดให้เสร็จก่อนจึงจะเข้าไปทำกิจกรรมได้ น้องคนหนึ่งวิ่งมาหาฉัน เธอเข้ามากอดและบอกว่าหนูรอพี่ตั้งหลายวัน แม่ของเธอบอกกับฉันว่าหลังจากที่น้องผ่าตัดสมอง เธอจะจำอะไรไม่ค่อยได้ วันก่อนมีคนมาทำกิจกรรม เป็นนักศึกษามหิดล เธอบอกกับว่าแม่ว่า" นี่ใม่ใช่พี่หมอฟันหนิ หนูจะรอพี่ๆหมอฟัน เมื่อไหร่พี่ๆเค้าจะมาอีก" ฉันเชื่อว่าไม่ว่าใครได้ฟังคำพูดเหล่านี้ก็คงดีใจและมีความสุขไม่ต่างกัน วันนั้นเด็กๆส่วนใหญ่เป็นเด็กที่เราไม่ได้เจอเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีเพียงน้องคนนั้นคนเดียวที่เคยร่วมกิจกรรมกับเรา เด็กรอบนี้อาการหนักกว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเยอะเลย มีสองสามคนต้องเอาสายน้ำเกลือมาด้วย บางคนต้องอุ้มมา มีเด็กคนหนึ่งที่ฉันไปรับที่เตียง เค้าดูท่าทางอยากมาร่วมมาก แต่ร่างกายแทบจะขยับไม่ได้เลย ฉันเลยต้องไปขอคำปรึกษาจากพี่พยาบาล พี่เค้าบอกว่าถ้าน้องไหวก็โอเค คุณแม่ของน้องพาน้องลุกออกมาจากเตียง คุณแม่และพยาบาลต่างก็งงและบอกกับฉันว่า ปกติแค่ลุกขึ้นนั่งน้องก็ทำได้ยากแล้ว แต่นี่น้องเดินเองได้ มีเพียงคุณแม่และฉันคอยประคองอยู่ข้างๆเท่านั้น ระหว่างทำกิจกรรม ก็ต้องคอยประคองหลังน้อง น้องก้มหรือเงยหน้ามากไม่ได้ ได้เพียงนั่งหลังตรงนิ่งๆ และคุณแม่ของน้องคอยถามน้องอยู่เสมอว่า “ไหวไม๊?” น้องสู้มากๆ และร่วมกิจกรรมกับเราทุกอย่าง ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มและมีความสุข วันนั้นมีเด็กสิบกว่าคน ทุกคนต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากพี่ๆสมาชิกในกลุ่ม แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้ทำให้กิจกรรมทั้งหมดกร่อยลงไปเลย
มันทำให้ฉันรู้สึกว่านี่เป็นภาระกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นอีกขั้น ในการที่จะทำให้เด็กที่อยู่กับความเจ็บปวด ทรมาน มีความสุข และรอยยิ้มเกิดขึ้นได้ และฉันก็เชื่อว่า ฉันทำมันได้สำเร็จ สิ่งหนึ่งที่ยืนยันความคิดนั้นของฉันก็คือ "สมุดยิ้มหวาน"
องคนเดียวที่มาร่วมกิจกรรมกับเราเป็นครั้งที่สอง นำสมุดยิ้มหวานของเธอมาให้ดู เธอตกแต่งระบายสีสมุดสีจืดๆที่ฉันทำขึ้นให้กลายเป็นสมุดสีสันสดใสสมชื่อสมุดยิ้มหวาน ไม่เพียงแค่นั้น คำพูดตามภาษาเด็กๆ ที่เขียนลงไปตามความคิด ตามความรู้สึกจริงที่เกิดขึ้นกับเธอ ทำให้สมุดเล็กๆเล่มนี้ เป็นผลงานที่ฉันภูมิใจที่สุดอย่างหนึ่งในชิวิต "วันนี้พี่มาทำเล่นเกมด้วย สนุกมากๆเลย... เราพึ่งเจอกันครั้งแรก แต่ทำไมดูเหมือนเราสนิทกันจังเลย ...." "....หนูนั่งสมาธิก่อนนอนทุกคืน มีความสุข สบายใจจังเลยค่ะ" และมีหนึ่งข้อความที่ทำให้ทุกคนในกลุ่มที่ได้อ่านสมุดเล่มนี้ ปลื้มไปตามๆกันก็คือ "...เย้ๆ” ดีใจจังเลย พรุ่งนี้จะได้เจอพี่ๆแล้ว..." เชื่อว่าใครก็ตามที่ได้ทุ่มเทกับการทำงานอะไรสักอย่าง แล้วได้รับผลตอบรับมาเช่นนี้ ก็ต้องปลื้มใจจนน้ำตาซึม เช่นเดียวกับฉันและเพื่อนๆ ความจริงใจ และความไรเดียงสาของน้องๆทำให้ฉันรู้ว่า ความสุขเพียงเล็กๆน้อยๆสำหรับใครบางคน มีค่ามากและสามารถเติมเต็มบางส่วนของชีวิตที่ขาดหายไปของใครหลายคนได้
เด็กตัวเล็กๆที่ต้องต่อสู้กับความเจ็บปวด โรคร้าย และความโศกเศร้า ที่เด็กๆในวัยนี้ไม่ควรจะได้รับ เป็นแรงผลักดันและทำให้ฉันมีกำลังใจในการดำเนินชีวิต ที่เคยท้อ เคยเหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะกับชีวิตด้านการเรียน ทำให้ฉันมองโลกในมุมที่แปลกไปจากเดิม เข้มแข็งและมีแรงที่จะต่อสู้กับเส้นทางเส้นนี้ ที่ไม่ใช่เพื่อความสุขของตนเองและครอบครัว เพียงเท่านั้น บทเรียนที่ฉันได้จากการทำกิจกรรมในครั้งนี้ ฉันได้เรียนรู้ว่า ...ทันตแพทย์ที่มีความเป็นมนุษย์ ต้องเป็นอย่างงี้นี่เอง :D
นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้ว จากการที่กิจกรรมต่างๆที่นิสิตได้เลือกทำมาจากความต้องการและเห็นคุณค่าของกิจกรรมต่างๆของตัวนิสิตเอง ดังนั้น
ดังตัวอย่างที่เห็นได้จากระหว่างการทำกิจกรรม เช่น มีนิสิตทันตแพทย์กลุ่มหนึ่งตอนแรกตั้งใจแค่ว่าจะทำกิจกรรมในลักษณะเป็นครูอาสา เพื่อสอนหนังสือให้เด็กพิการตาบอดแล้วก็จะจบโครงการ คือ เริ่มต้นนิสิตจะมีแนวคิดเป็นผู้ให้ “Given” ซึ่งต่อมาเมื่อนิสิตได้มีโอกาสสัมผัสกับเด็กพิการทางสายตามากขึ้น จะทำให้พวกเขารับรู้และเข้าใจความเป็นไปของชีวิตมนุษย์มากยิ่งขึ้น ก็จะเริ่มเปลี่ยนความคิดจากเดิมออกไป โดยในช่วงแรกๆที่นิสิตเข้ามาทำโครงการ เพราะเห็นว่าชีวิตเด็กพิการทางสายตานั้นน่าสงสาร แต่เมื่อมาหลายๆครั้งเข้าก็จะสังเกตเห็นว่า จริงๆแล้วเด็กพิการเหล่านั้นมีความพยายามต่อสู้ในการดำรงชีวิตอย่างสูง เด็กหลายคนสามารถทานข้าวด้วยตนเองได้แม้มองไม่เห็น หลายคนทำกิจกรรมต่างๆได้โดยไม่ต้องรอให้ใครมาช่วย หลายครั้งนิสิตจะพบว่าในขณะที่กำลังจะสอนหนังสือนั้น จะเห็นว่าตัวเด็กพิการเหล่านั้นจะมีความพยายามช่วยตนเองก่อน โดยจะให้พวกพี่ๆอ่านให้ฟัง แล้วพวกเขาจะคิดและเขียนคำตอบเอง หรือจะขอความช่วยเหลือก็เมื่อสุดปัญญาจึงจะขอร้องจากอาสาสมัคร
หรืออีกกลุ่มหนึ่งที่มีโอกาสได้สัมผัสการทำเสื้อในเพื่อทำเต้านมเทียม สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ต้องตัดเต้านมทิ้งไป ซึ่งนิสิตกลุ่มดังกล่าวจะเข้าไปคลุกคลีกับช่างเย็บเสื้อใน เข้าใจความยากลำบากในการตัดเย็บแต่ละชิ้น เข้าใจคุณค่าของเสื้อในที่สามารถเยียวยาความรู้สึกของผู้หญิงที่ไม่มีเต้านมได้ จากสองมือของนิสิตทันตแพทย์ที่เข้าไปช่วยเย็บ อาจจะไม่ค่อยสวยมาก หลายชิ้นต้องมีการกลับไปแก้ไขอีกรอบโดยช่างตัวจริง แต่กิจกรรมดังกล่าวก็มีคุณค่าทางจิตใจต่อผู้ป่วยมาก โดยในวันที่นิสิตนำเสื้อในที่เย็บเสร็จแล้วไปมอบให้กับผู้ป่วย เป็นฉากที่สำคัญที่ทำให้นิสิตได้เห็นคุณค่าของสิ่งบางอย่าง ที่ตนเองไม่เคยนึกถึงว่ามีคุณค่า น้ำตาจากผู้ป่วยที่ดีใจที่ได้เสื้อใน ทั้งที่มาจากฝีมือบางส่วน(น้อยๆ)ของนิสิตทันตแพทย์ แต่หลายคนกลับคณะฯมาด้วยความปลื้มใจ ในกิจกรรมที่ตนเองได้เลือกที่จะทำ ซึ่งภายหลังการทำกิจกรรมเสร็จสิ้นทุกกลุ่ม คณะฯจะจัดเวทีให้นิสิตได้แสดงความรู้สึกสะท้อนกลับถึง Feed back ของกิจกรรม หลายคนได้สะท้อนความรู้สึกออกมาภายหลังการทำกิจกรรม ตัวอย่างของบทเรียนรู้ที่ได้ เช่น พวกเขาได้เรียนรู้ว่าอย่ามองอะไร หรือตัดสินอะไรจากภายนอก ขณะที่เรากำลังให้อะไรอย่างหนึ่ง เราก็กำลังได้รับอะไรบางอย่างคืนเช่นเดียวกัน ภายหลังการนำเสนอแลกเปลี่ยนและเล่าประสบการณ์ที่ได้จากนอกห้องเรียนให้เพื่อนๆและคณาจารย์ฟัง สามารถสรุปได้ว่านิสิตชอบกิจกรรมลักษณะนี้ เป็นเพราะโจทย์การเรียนรู้ที่ค่อนข้างมีอิสระไม่ปิดกรอบการเรียนรู้ ทำให้นิสิตได้มีโอกาสได้เลือก และมีอิสระในแสดงออกซึ่งความคิดในช่วงเวลาการเรียนรู้ที่ตนเองอยากเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม
จากที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนหนึ่งที่ใช้กิจกรรมในหลักสูตร ที่คณะทันตแพทยศาสตร์ มศว ได้ลองนำมาใช้ ซึ่งการจัดกิจกรรมในหลักสูตรครั้งนี้ ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการทำให้นิสิตได้เข้าใจและเห็นคุณค่าของผู้อื่นผ่านกิจกรรมโดยไม่ต้องอาศัยการบรรยายในห้องเรียน ซึ่งแม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์แบบหรือเป็นต้นแบบของที่อื่นใดได้ แต่เชื่อว่าการเรียนรู้ที่คณะฯพยายามปลูกฝัง และหย่อนกล่องความคิด ตลอดห้วงเวลาที่นิสิตได้เรียนรู้ในคณะทันตแพทย์นั้น จะเป็นพื้นฐานอันดีในการสร้าง หรือบ่มเพาะเมล็ดพันธ์ทันตแพทย์ที่แข็งแรงและสวยงามออกไปรับใช้พี่น้องประชาชนได้อย่างดีพอสมควร โดยเมล็ดพันธ์ดังกล่าวนี้คงจะไม่แห้งแล้งทางวิชาการแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นเมล็ดพันธ์ที่มีความอุดมสมบูรณ์ในความเป็น “มนุษย์” และเคารพและสามารถเข้าใจความแตกต่างของคนในแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดีและสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ซึ่งหากเป็นไปได้ดังที่ตั้งใจไว้เมล็ดพันธ์ทันตแพทย์มหาวิทยาลัยศรีนคริน ทรวิโรฒก็จะเป็นอีกหนึ่งผลผลิตเมล็ดพันธ์ทันตแพทย์ที่น่าภาคภูมิใจอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย สมดังคำกล่าวของหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ผู้วางรากฐานทางการศึกษาของไทยและ มศว ที่กล่าวว่า

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com