Column ประจำ
Sponsor

การประเมินเเละคัด กรองคนไข้ซึ่งเป็นงานพื้นฐาน

เมื่อคนไข้เริ่มมาติดต่อทำบัตรแจ้งความต้องการที่จะรักษาสามารถประเมินและคัดกรองได้ดังนี้

  • การคัดกรองด้วยสายตา (Visual Screening) เพื่อประเมินความรีบด่วนในการรักษา หากมีภาวะฉุกเฉิน ให้รีบแจ้งและส่งเข้าพบแพทย์เพื่อรับการเยียวยารักษาทันที

  • การคัดกรองโดยการซักประวัติ วัดสัญญาณชีพประเมินปัญหา (Triage) โดยซักประวัติและวัดสัญญาณชีพแก่คนไข้ เมื่อพบความผิดปกติต้องประเมินและจัดลำดับให้คนไข้ได้รับการดูแลรักษาตามลำดับความเร่งด่วน เช่น ติดเชื้อบริเวณช่องปากและใบหน้า บาดเจ็บกระดูกขากรรไกรและใบหน้า ฟันหลุดจากเบ้า เป็นต้นเพื่อให้เข้ารับการรักษาทันทีหรือไม่เกิน 10 นาที

    ยังมีส่วนที่สำคัญและไม่อาจละเลย คือ การคัดกรองและประเมินภาวะติดเชื้อเพื่อป้องกันการแพร่ กระจายเชื้อ คือ หากผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ไอ มีน้ำมูก แนะนำให้ใส่ Surgical mask และควรจัดให้นั่งรอตรวจห่างรายอื่นไม่น้อยกว่า 3 ฟุต ทั้งนี้บุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยต้องใส่ผ้าปิดปากปิดจมูกและเคร่งครัดในการล้างมืออีกด้วย ยิ่งปัจจุบัน โรคร้ายแรงที่มาทางระบบทางเดินหายใจมีหลายสายพันธุ์ จึงไม่ควรพลาดเรื่องนี้โดยเด็ดขาด

    นอกจากนี้ขณะรอตรวจ (Re-Triage) อาจประเมินซ้ำได้ เช่น ถึงแม้ว่าคนไข้ที่มีความเจ็บปวดระดับเล็กน้อย หรือ คนไข้ที่ไม่มีความเจ็บปวดมารอตรวจรักษา หากคนไข้มีอาการเปลี่ยนแปลง รู้สึกผิดปกติ ให้แจ้งแพทย์ทันที (การคัดกรองและการจัดลำดับความเร่งด่วนของผู้ป่วยให้ใช้แนวทาง Australian Triage Scale ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ในการประเมินทางการแพทย์ในปัจจุบัน)

    ตอนนี้ก็มาพิจารณาว่าต้องประเมินอะไรกันบ้าง สมัยนี้เขาประเมินกัน 7 ด้าน เริ่มจากประเมินร่างกาย ได้แก่

การวัดระดับสัญญาณชีพ ( Vital sign)

1.1 การวัดชีพจร ความดันโลหิต อัตราการหายใจ

ปัจจุบันสามารถใช้เครื่องวัดความดันอัตโนมัติใช้งานไม่ยาก วัดความดันและชีพจรได้ (โดยเครื่องวัดมีการตรวจสอบความเที่ยงตรงสม่ำเสมอ) แต่ถ้าค่าผิดจากปกติมาก ควรตรวจสอบด้วยเครื่องวัดความดันแบบปรอทหรือแบบธรรมดาอีกครั้ง ตรวจคนไข้ที่มีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงหรือหัตถการที่มีความเสี่ยง เช่น งานศัลย์ การฉีดยาชา เป็นต้น เพราะบางครั้งคนไข้อาจไม่รู้ตัวมาก่อนว่ามีความผิดปกติของความดัน หรือมีแต่ปกปิดไม่บอกกลัวหมอไม่ถอนฟันให้ ซึ่งถ้าเราไม่ตรวจเช็คก่อนก็อาจเกิดปัญหาตามมาได้โดยไม่คาดฝัน และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ (ทั้งคนไข้ และ หมอ)

หากมีความดันโลหิตสูง ให้ผู้ป่วยนั่งรอ 10-15 นาที แล้ววัดครั้งที่ 2 เพื่อตรวจซ้ำ เพราะพบบ่อยที่คนไข้รีบวิ่งมาให้ทันเวลานัด หรือตื่นเต้น อาจทำให้ความดันมากกว่าปกติได้ พอนั่งพักก็ดีปกติ แต่ถ้าวัดหลายครั้งยังสูงก็ควรส่งปรึกษาอายุรแพทย์หรือเเพทย์ประจำตัวของคนไข้ก่อน จะดีที่สุด

 

1.2 การวัดอุณหภูมิร่างกาย คนไข้ที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อ อักเสบมาหา มีอาการปวดบวมแดงร้อน หรือมีไข้ กรณีผู้ป่วยที่ต้องรับการรักษาทางศัลยกรรมช่องปาก ได้แก่ ถอนฟัน ผ่าตัดในช่องปากผู้ป่วยที่ต้องรับการรักษารากฟันที่ยาก และใช้เวลานาน ให้อยู่ในดุลยพินิจของทันตแพทย์ผู้รักษา

 

1.3 น้ำหนัก - ควรทราบน้ำหนักคนไข้ การให้ยาในเด็กจะคำนวณปริมาณตามน้ำหนักด้วย หรือเเม้กระทั่งปริมาณยาชาที่ฉีดด้วย เพื่อป้องกันการให้ยาเกินขนาดจนเกิดอันตรายได้

 

1.4 ส่วนสูง/BMI - BMI (Body Mass Index) = ดัชนีมวลกาย คำนวณจากน้ำหนัก และส่วนสูงของร่างกาย เพื่อประเมินหาไขมันส่วนเกินในร่างกาย เพื่อคำนวณค่าความเสี่ยงในการเป็นโรค

ประวัติทางการแพทย์ / ทันตกรรมก็สำคัญเพราะมีผลต่อการวางแผนการรักษา

2.1 ประวัติโรค หรืออาการใดๆ ให้ระบุชื่อโรคสอบถามข้อมูลการรักษา

 

2.2 ประวัติการแพ้ยา ระบุชื่อยาที่แพ้ กรณีจำชื่อยาไม่ได้ ให้สอบถามลักษณะยา หรือสภาวะเจ็บป่วย/โรคที่ผู้ป่วยเป็นในขณะนั้น ถ้าไม่แน่ใจส่งปรึกษาเภสัชกร

 

2.3 ประวัติการใช้ยา - ว่าปัจจุบันผู้ป่วยทานยาอะไรเป็นประจำหรือไม่

  • - ยากลุ่มที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่นยาต้านเกล็ดเลือด Aspirin Ticlopidine Clopidogrel ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Warfarin)
  • - ยาฉีดป้องกันเลือดแข็งตัว เช่น Clexane (Enoxaparin), Fraxiparine (Nadroparin), Innohep (Tinzaparin)
  • - ยากระตุ้นมวลกระดูก (Bisphosphonate) เช่น Zolindronate, Pamidronate, Clodronate (ในกรณีที่ต้องทำหัตถการเกี่ยวกับรากเทียม)
  • -อาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น น้ำมันปลา ใบแป๊ะก๊วย โสม กระเทียม
  • * หากผู้ป่วยมีประวัติการใช้ยาใดๆ ระบุชื่อยา
 

2.4 สอบถามประวัติการรักษาทันตกรรม ผู้ป่วยเคยมีประวัติมีปัญหาในการฉีดยาชา เคยได้รับอุบัติเหตุกระทบกระเทือนกระดูกขากรรไกรและใบหน้า

การประเมินภาวะความเจ็บปวด และตำแหน่ง กรณีที่ Pain scale > 5 ให้รายงานแพทย์

 

การประเมิน พลัดตกหกล้ม (Fall risk )กรณีคนไข้อายุ < 6ปี หรือ > 65 ปี เป็น High riskให้เฝ้าระวังในคนไข้โรคข้อเข่า ใช้ไม้เท้า หรือนั่งรถเข็นด้วย

 

ประเมินความต้องการล่ามหรือ ผู้ช่วยเหลือในการสื่อสารได้แก่ ผู้ป่วยตาบอด ผู้ป่วยหูหนวก เป็นใบ้ ชาวต่างชาติ ผู้ป่วยชนบทไกลความเจริญสื่อสารเข้าใจยาก ไม่เช่นนั้นอาจรักษากันคนละเรื่องและเกิดปัญหาได้

 

ประเมินสภาวะจิตใจ และอารมณ์ของผู้ป่วย เป็นสิ่งสำคัญมากที่ไม่ควรละเลย เพราะการอ่านความรู้สึกของคนไข้ได้ดี ก็ย่อมเป็นปัจจัยส่งเสริมความสำเร็จในการรักษาเป็นอย่างดี มิเช่นนั้นอาจเกิดปัญหายืดเยื้อได้ เช่น

  • - การแสดงออกทางอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล กลัว หงุดหงิด โกรธ โมโห
  • - การแสดงออกด้านพฤติกรรม เช่น ร้องไห้ กระวนกระวาย ก้าวร้าว เอะอะโวยวาย ไม่สนใจผู้อื่น ถอนหายใจบ่อย ไม่ให้ความร่วมมือ

Education need ประเมินความต้องการของคนไข้ ครอบครัวและญาติในการให้ทันตสุขศึกษา คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังการรักษา หรือข้อมูลอื่นๆที่จำเป็น หากผู้ป่วยไม่พร้อม ทำการให้ข้อมูลกับญาติคนไข้แทน

 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ การคัดกรองนั้นมีความสำคัญ ซึ่งถ้าช่วยกันซักถามตรวจเช็คกันแล้ว ก็จะช่วยส่งเสริมให้คุณภาพการรักษานั้นมีความปลอดภัยยิ่งขึ้นค่ะ ... คราวหน้าเราจะมาพูดกันต่อถึงเรื่องการบันทึกเวชระเบียนอย่างไร ให้ครบถ้วนกระบวนความ อ่านทีไรนึกภาพออก ใครอ่านก็รู้เรื่อง ใครทำต่อก็เข้าใจ มีเรื่องอะไรก็ค้นง่ายสมบูรณ์ .. แบบไม่ยาก.. ไว้เจอกันคราวหน้านะคะ..สวัสดีค่ะ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com