Column ประจำ
Sponsor

การทำความสะอาดช่องปากของคนไทย กินหมาก... แปรงฟัน... อัลตราโซนิก... “2-2-2”

โดย : ทญ. วิกุล วิสาลเสสถ์
Tags : วิวัฒนาการแปรงสีฟัน , ประวัติแปรงสีฟัน , แปรงสีฟัน , 222 , ทญ.วิกุล วิสาลเสสถ์

การทำความสะอาดฟันของคนไทยสมัยอดีต ที่ยังไม่มีแปรงสีฟันแบบทุกวันนี้ คนโบราณมักอาศัยการกินหมาก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน เชื่อว่าช่วยรักษาฟัน และน่าจะดับกลิ่นปากได้ด้วย หรือใช้ไม้ข่อยมาทำแปรงสีฟัน โดยการทุบให้เนื้อไม้เหลือแต่เส้นใยที่แข็งๆทำให้ละเอียดเป็นพู่แล้วเอามาถูทำความสะอาดฟัน

การทำความสะอาดฟันยังบัญญัติไว้ในศาสนาพุทธ และอิสลามมีหลักฐานการใช้ไม้สีฟันตั้งแต่สมัยพุทธกาลเพราะปรากฏในพระสูตรตอนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงอานิสงส์ของการเคี้ยวไม้สีฟันไว้ 5 ประการว่าช่วยให้ 1.สายตาดี 2.ปากไม่มีกลิ่นเหม็น 3.ประสาทรับรสหมดจด 4.อาหารย่อยง่าย 5.รับประทานอาหารมีรสแสดงว่าพระพุทธเจ้าให้ความสำคัญกับอนามัยช่องปากมากเพราะเชื่อมโยงกับสุขภาพโดยองค์รวมของร่างกายนั่นเอง อิสลามได้สอนวิธีการดูแลสุขภาพภายในช่องปากไว้ตั้งแต่ 1400 กว่าปีมาแล้ว ด้วยการใช้ไม้สีฟันMiswak (ทำมาจากรากหรือกิ่งของต้น Arak เป็นไม้ในตระกูลส้มมะนาว ) นอกจากจะช่วยรักษาสุขภาพภายในช่องปากแล้วยังจะได้รับความพึงพอใจจากพระศาสดาโมฮัมเหม็ดอีกด้วย

เมืองไทยใช่ว่าจะล้าหลังใคร สมัยรัชกาลที่ 5 มีหลักฐานการนำเข้าแปรงสีฟันมาจำหน่ายในประเทศสยามแต่น่าจะใช้ในกลุ่มชาวตะวันตกด้วยกันเอง(สังเกตจากโฆษณาที่เป็นภาษาอังกฤษ) เมื่อการใช้แปรงสีฟันแพร่หลายขึ้นจึงเริ่มผลิตกันเองในประเทศ แปรงสีฟันตราธงคู่เป็นแปรงสีฟันเจ้าแรกผลิตในปี พ.ศ. 2481 โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด แปรงสีฟันไทย แปรงสีฟันด้ามแรกทำจากกระดูกวัว และ ขนหมู ผลิตในโรงงานเล็กๆย่านตลาดใหม่ นางเลิ้ง ที่ผลิตแปรงสีฟันได้เพียง 2 โหลต่อวันเท่านั้น ปัจจุบันคือบริษัทแปรงไทยแห่งแรก จำกัดกำลังผลิตถึง 4 แสนด้ามต่อวัน ผลิตแปรงสีฟันของบริษัทเองและรับผลิตภายใต้แบรนด์ของบริษัทชั้นนำทั่วโลก

3500 - 1600
ปีก่อนคริสตกาล

แปรงสีฟันเชื่อว่ามีต้นกำเนิดจากเคี้ยวกิ่งไม้หอมบางชนิดของชาวบาบิโลเนียเมื่อ 3,500 ปีก่อนคริสตกาลและการใช้ไม้จิ้มฟันของชาวจีนประมาณ 1,600 ปีก่อนคริสตกาล พัฒนาเป็น chewstick ซึ่งเป็นขนาดเท่าดินสอ ปลายด้านหนึ่งถูกเคี้ยวจนกระทั่งกลายเป็นขนปลายอีกด้านหนึ่งถูกเหลาให้แหลมใช้เป็นไม้จิ้มฟัน ไม้ที่นำมาใช้มีทั้งข่อย(Siamese rough bush),คนทา( Blanco), สะเดา(Neem ), มิสวาก (Miswak)

1162 - 1450
พ.ศ.

แปรงสีฟันยุคแรกมีต้นกำเนิดจากจีน ปรากฏหลักฐานในยุคราชวงศ์ถัง (พ.ศ.1162 - 1450) ใช้ขนด้านหลังคอหมูไซบีเรียนมัดติดกับด้ามไม้ไผ่ หรือ กระดูกถูกนำไปสู่ยุโรปโดยนักเดินทางและพ่อค้า

พ.ศ. 2323

แปรงสีฟันผลิตเป็นอุตสาหกรรมครั้งแรก ที่ประเทศอังกฤษ พ.ศ.2323 โดยนายวิลเลียมแอดิ

พ.ศ. 2481

แปรงสีฟันผลิตเองในไทยรุ่นแรกๆประมาณ พ.ศ.2481 โดยโรงงานแปรงไทยแห่งแรก ทำจากกระดูก และขนหมู

พ.ศ. 2481

หลังจากที่ไนล่อนถูกคิดค้นได้ในห้องปฏิบัติการ Du Pont ในประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2480 แปรงสีฟัน Dr.West’s รุ่น “Miracle-Tuft” เริ่มใช้ขนไนล่อนแทนขนหมูเป็นครั้งแรก ในปี 2481

พ.ศ. 2497

แปรงสีฟันไฟฟ้ารุ่นแรก“Broxodent” ประดิษฐ์ ในสวิตเซอร์แลนด์ พ.ศ.2497 โดย Dr.Phillipe Guy Woogแต่ไม่ได้วางจำหน่าย จนใน พ.ศ.2506 บริษัท Squibb ในสหรัฐอเมริกา จึงผลิตออกจำหน่ายครั้งแรก การทำงานของแปรงไฟฟ้ารุ่นแรกๆ มี 2 แบบ คือ แบบสั่นสะเทิอน ( vibration) และแบบหมุนสั่น(rotation-oscillation )แปรงสีฟันไฟฟ้าที่ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ (Ultrasound ) เริ่มมีใน พ.ศ.2525 ยี่ห้อแรกคือ Ultrasonex ปัจุบันมีการเพิ่มคลื่นเสียงร่วมไปด้วย

พ.ศ. 2546

Crochran reviews พ.ศ.2546 รายงานว่า แปรงสีฟันไฟฟ้าส่วนใหญ่มีประสิทธิภาพไม่ต่างจากการแปรงฟันด้วยแปรงสีฟันธรรมดา ยกเว้นที่มีการทำงานแบบหมุนสั่นเท่านั้นที่ดีกว่าเล็กน้อย โดยประสิทธิผลของแปรงสีฟันไฟฟ้าไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับชนิดของการทำงานและการใช้งานที่ถูกต้อง แต่ยังขึ้นกับหัวแปรงที่ยังอยู่ในสภาพดีด้วยเช่นกัน

ปัจจุบัน

แปรงสีฟันไฟฟ้าปัจจุบันบางรุ่นมีอุปกรณ์ช่วยในการแปรงฟัน เช่น จับเวลาและส่งสัญญาณเตือนเมื่อแปรงนานครบสองนาที หรือเตือนทุก 30 วินาทีสำหรับการแปรงฟันในแต่ละquadrant ของปาก บางรุ่นมีจอแอลซีดีแสดงเวลาการแปรงฟัน พร้อมไอคอนภาพต่างๆ เช่นหน้ายิ้ม ช่วยสร้างบรรยากาศในการแปรงฟัน

แปรงสีฟันถูกพัฒนามานานหลายศตวรรษ ปัจจุบันกลายเป็นของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันของมนุษยชาติ มูลค่าการตลาดเฉพาะในประเทศไทยปีละเกือบ 3 พันล้านบาท ผู้ผลิตจึงแข่งกันออกแบบและโฆษณาอย่างคึกคัก ผู้ซื้อส่วนใหญ่เลือกราคาที่เหมาะสม รวมทั้งเชื่อถือคำโฆษณาโดยเฉพาะที่อ้างว่ามีงานวิจัยรับรอง หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพช่องปากแนะนำ ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตก้าวหน้ามาก ทำให้สามารถผลิตแปรงสีฟันตามที่ออกแบบได้แทบทุกจุด และผู้ผลิตสามารถเลือกวัสดุคุณภาพได้หลายระดับ ซึ่งราคาก็จะแตกต่างไปด้วย ทั้งที่จริงแปรงสีฟันมีอายุใช้งานเพียง 3 – 6 เดือน คุณลักษณะบางอย่างจึงอาจฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น

วงการอุตสาหกรรม รวมทั้งวงการทันตแพทย์ ได้พยายามจัดทำมาตรฐานแปรงสีฟันขึ้น ISO เน้นคุณภาพการผลิต ส่วนสมาคมทันตแพทย์เน้นความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการทำความสะอาดฟัน สำหรับประเทศไทย กรมอนามัย ได้ประกาศมาตรฐานวิชาการแปรงสีฟันขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2541 เพื่อเป็นแนวทางในการเฝ้าระวังคุณภาพแปรงสีฟันที่จำหน่ายในประเทศ รายละเอียดของมาตรฐาน ตามไปดูได้ที่ http://dental.anamai.moph.go.th/oralhealth/PR/E-book/brush.html แปรงสีฟันที่ผลิตในประเทศไทยเกือบทั้งหมดมีคุณภาพดี แต่แปรงสีฟันนำเข้าราคาถูก มากกว่าครึ่งมีปัญหาขนแปรงแข็ง คม และหลุดร่วงง่าย

ข้อมูลล่าสุดจากกรมอนามัยพบว่าคนไทยมีความถี่ในการแปรงฟันมากขึ้น คนไทยเกือบ100% แปรงฟันทุกวันโดยเฉพาะตอนเช้า และ 70% แปรงฟันก่อนนอน ผู้ใหญ่วัยทำงานประมาณ 10% แปรงฟันหลังอาหารกลางวันด้วย แม้ว่าตัวเลขการแปรงฟันของคนไทยเพิ่มขึ้น แต่ปัญหาโรคในช่องปากยังไม่ลดลงนัก แสดงถึงการแปรงฟันที่ไม่มีประสิทธิภาพ อธิบดีกรมอนามัย นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ จึงได้แนะนำคนไทยให้แปรงฟันสูตร2-2-2ซึ่งหมายถึง 2 ครั้ง 2 นาที และ 2 ชั่วโมง

นักวิชาการหลายคนถกกันว่า 2 ตัวสุดท้ายคุมเข้มมาก แต่น่าแก้นิสัยกินจุบจิบของคนไทยได้ดี ซึ่งหากคนไทยเชื่อฟังและปฏิบัติตาม น่าจะมี 2 แถมตามมาอีกตัวหนึ่งคือ 2 กิโลกรัมของน้ำหนักตัวที่ลดลงงานนี้ท่านอธิบดีกรมอนามัย อุตส่าห์ออกโรงแจกข่าวสื่อมวลชนไปแล้ว ขอความร่วมมือจากทันตบุคลากรช่วยกระจายข่าวต่อด้วย...คราวนี้คนไทยจะได้ลดฟันผุ ลดพุงกันทั่วหน้า...

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com