Column ประจำ
Sponsor

การระมัดระวังการใช้ Social Media สำหรับแพทย์และผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านสาธารณสุข

โดย : หมอแมว
Tags : Social Media แพทย์ , ข้อระวัง Social Media แพทย์

ต้องระวังแง่ ข้อมูลไม่เพียงพอ เพราะเรามักมีแต่ประวัติ ไม่มีการตรวจร่างกาย ไม่มีการตรวจพิเศษ การอธิบายเป็นการพิมพ์ทำได้สั้นกว่าการพูด การพิมพ์คุยกันมักจะได้ข้อความที่ขาดการมองเห็นหน้าตา เราไม่สามารถเห็นสีหน้าว่าเค้าเข้าใจ หรืองง นอกจากนี้ผู้ประกอบวิชาชีพอาจจะต้องรับผิดชอบในการให้คำแนะนำหรือการรักษา หากผลที่ได้ไม่ตรงตามความต้องการแม้ว่าเหตุนั้นจะเกิดจากการที่ให้ข้อมูลไม่ครบ

ส่งผลต่อความสัมพันธ์ของแพทย์และผู้ป่วย และมีความเสี่ยงที่จะละเมิดความเป็นส่วนตัวของอีกฝ่าย ผู้ป่วย/แพทย์ เกิดความลำบากใจ เมื่อมีการขอ add friend หรือการขอร้องบางอย่าง หมอบางคนขอ add ผู้ป่วยเพราะหวังจะปรับการรักษาให้ดี อาจทำให้ผู้ป่วยลำบากใจได้เพราะรู้สึกถูกบังคับ บางบ้านสามีหรือภรรยาหึงมาก ซวยอีก ผู้ป่วยบางคนขอ add หมอ หมอก็อาจจะลำบากใจเพราะบางครั้งมีการถามปรึกษานอกเวลามากไป

ข้อมูลหลายอย่างสามารถค้นหากลับไปได้จากการ add friend เข้ามา คนไข้สามารถไปถึงบ้านได้ สามารถหาเบอร์โทรศัพท์ได้ (ในต่างประเทศมีกรณีคนไข้บุกไปบ้านหมอได้ด้วยการหาที่อยู่จากวง social network)

ถ้าคนไข้ขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ในช่วงเวลาที่เราพักผ่อน (แพทย์บางรายถูกโทรตามตอนกลางดึกยันเช้า) กดส่งข้อความ ส่งเมลมา การไม่ตอบมีผลต่อความสัมพันธ์ของคนไข้และแพทย์ โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉิน การไม่ตอบหรือบางโปรแกรมมีระบุว่าอ่านแล้วไม่ตอบ หรือแม้แต่ตอบแล้วทางนั้นต้องการให้เราแก้ไขปัญหาให้ (เช่นให้เราต่อสายขอความช่วยเหลือให้เขา) หากไม่สามารถช่วยเหลือได้ ก็สามารถเกิดปัญหาทางข้อกฎหมายตามมา

ปกติทางการแพทย์จะมีการเอาเคสมาเล่าเพื่อการศึกษา แต่ต้องปิดบังตัวตนของผู้ป่วย การปกปิดในระดับการเรียนการสอน มักจะใช้คำไม่ระบุตัวตนเช่น “ชายไทยคู่อายุ 34 ปี” “หญิงไทยโสดอายุ 80 ปี” หรือคาดตา ซึ่งเพียงพอในระดับการเรียนในโรงพยาบาล แต่การปกปิดนี้อาจจะไม่พอ

ห้ามถ่ายรูปในรพ. แล้วติดคนไข้ เพราะบางครั้งคนไข้ไม่ต้องการให้คนอื่นทราบว่ามารพ. หรือป่วย

ห้ามลงเอกสาร ฟิล์มรังสี ชื่อยา ของคนไข้แล้วระบุชื่อ หรือสิ่งที่ทำให้ระบุตัวตน

ไม่ควรเล่าลักษณะของเคสที่เข้ามาและรักษา โดยเฉพาะเคสที่อาจจะเป็นข่าว (พยาบาลต่างประเทศ ถูกไล่ออก เพราะในเมืองมีกรณีตำรวจสู้กับโจรจนตาย โจรบาดเจ็บ เธอช่วยรักษาโจรจนรอดและโพสต์บอกว่าเสียใจกับตำรวจ และด้วยจรรยาบรรณ ทุกคนก็ต้องรักษาโจรเช่นกันอย่างเท่าเทียม .. เหตุที่โดนไล่ออก เพราะตอนที่โพสต์มีข่าวแล้วว่ามีคดีนี้ และการระบุเหตุการณ์ทำให้ทุกคนรู้ว่าตำรวจที่ตายและคนร้ายคนนี้รักษาตัวที่ใด เพราะถ้าเลื่อนสเตตัสลงไปล่างๆ จะมี สเตตัสที่บอกว่าเธอทำงานที่รพ.ไหน ถือเป็นการเปิดเผยความลับผู้ป่วย) ทั้งนี้ในต่างประเทศมีการวิเคราะห์ว่ากรณีเปิดเผยความลับแบบไม่ตั้งใจ อาจจะมากถึง 17%ของเคสที่เล่าๆ กัน

อาจมีผลทางกฎหมายเพราะไปเปิดเผยความลับผู้ป่วยให้คนอื่น เคยกรณีคนมาถามผลเลือดธาลัสซีเมียบอกว่าเป็นของตนเอง ดูไม่มีอะไร ตอบไปเสร็จ อีกสักพักมีอีกคนมาถามเหมือนกัน (ถามย้อนกลับไปได้ความว่ามีคนอ้างว่าป่วยน่าสงสาร ... หลายคนเอาไปโพสต์ใน pantip ห้องสวนลุมให้ช่วยอ่านผลเลือด หลายคนอ้างว่าเป็นผลเลือดตนเอง จากนั้นเมื่อมีคนตอบ ก็เอาไปด่าเจ้าของผลเลือดว่าโกหกแล้วอ้างชื่อหมอ)

การระบุตัวยา – มักจะมาด้วยการถามชื่อยา บ้างว่ากินแล้วแพ้แต่หมอ-เภสัชจ่ายยามาไม่บอกชื่อ ฯลฯ บางครั้งเป็นยา กลุ่มจิตเวชหรือ ARV ... พอถามจะได้ความว่าเป็นยาของคนใกล้ตัว ซึ่งสงสัยว่าป่วยเป็นโรคอะไรเลยอยากรู้

  • กรณีตัวอย่างเช่นเจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉินในอังกฤษ โดนพักงานเพราะการทำท่า Planking ในพื้นที่โรงพยาบาล Great Western Hospital คนภายนอกเห็นแล้วชอบมีเยอะ แต่ที่ไม่ชอบก็มีเพราะถือว่าไม่น่าดู
  • การดื่มเหล้าสูบบุหรี่ แม้จะทำนอกเวลางาน แต่บางครั้งคนไข้เห็นสเตตัสแล้วมองว่าไม่เหมาะสม (เช่นหมอกินเหล้าสังสรรค์เมื่อคืน คนไข้กลัวว่าหมอเมาแฮงก์มาทำงานก็ร้องเรียนได้)
  • การ update status ในขณะทำงาน (บางครั้งมีคนไข้แต่รอผล lab เลยว่าง แต่ก็อาจเสี่ยงกับความไม่เหมาะสม)
  • เวลา join กลุ่ม facebook บางครั้งมันจะโชว์ในไทม์ไลน์หรือโผล่ที่แถบข้าง คนไข้มาเห็นอาจมีผลต่อความน่าเชื่อถือหรือส่งผลด้านจริยธรรมได้ (เช่นเกิดหมอไปกดถูกใจเพจ18+ ยกกระดาน)
  • แพทย์โพสต์ภาพทางการแพทย์ในเวลาอาหาร (เช่นชันสูตรศพที่มีหนอนไต่ตอน 11.45 น.)

คือถ้าหากเขียนว่าตรงๆ ก็เป็นเรื่องอยู่แล้ว ประเด็นคือบางครั้งบุคลากรทางการแพทย์คนนั้นเขียนไม่ระบุ แต่เกิดคนป่วยหรือญาติ add friend อยู่ แล้วมากดดู อ่านเหตุการณ์แล้วจำได้ก็สามารถเกิดปัญหาได้

การเขียนบ่นเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะทางการแพทย์ เช่นวิจารณ์คนที่สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ วิจารณ์คนที่ตับแข็งแต่ยังกินเหล้า วิจารณ์การใช้ยาเสพติดไม่ว่าจะแบบหนักหรือเบา วิจารณ์การทำผิดกฎจราจร ต้องระวังการวิจารณ์ผลที่นอกเหนือจากสุขภาพ เพราะอาจจะถูกตำหนิหรือด่าจากคนที่สนับสนุนหรือทำพฤติกรรมดังกล่าวได้

ในเว็บเฉพาะแพทย์พยาบาล คนอาจจะเหมารวมว่าคนที่ออกความเห็นเป็นแพทย์พยาบาลและบางครั้งไม่ใช่การบ่น แต่เป็นการ discuss ขอความเห็นทางการแพทย์ แต่ความเข้าใจผิดเกิดได้ง่ายหากคนอ่านไม่ได้ทำงานด้านสุขภาพ (เพราะ bias ในความที่มีโอกาสเป็นผู้ป่วย)

ในหลายพื้นที่มีการใช้ไลน์กลุ่มและ facebook กลุ่มเพื่อให้เจ้าหน้าที่ในที่ห่างไกลขอความเห็นจากแพทย์ ก็ต้องระวังเพราะอาจจะมีการบอกข้อมูลที่จำเป็นในการวินิจฉัยที่อาจส่งผลต่อการรู้ตัวผู้ป่วย

หากคนในกลุ่มมีมาก มีความเสี่ยงที่จะเกิดมือมืดแคปหน้าจอเอาข้อมูลออกไปได้และแม้แต่การคุยถกเถียงกันทางวิชาการ ก็ควรระมัดระวังคำพูดที่ใช้ ภาษาที่ใช้ เพราะมีความเสี่ยงที่เราอาจถูกคนตัดประโยคบางส่วนที่สุ่มเสี่ยงเอาออกไปขยายผลให้รุนแรงได้ พื้นที่ที่เหมาะสมในการใช้คุยทางการแพทย์ ต้องไม่สามารถเจาะได้ด้วยกูเกิล เพราะจะทำให้เหลือ cache อยู่แม้ลบไปแล้ว และมีโอกาสที่คนนอกจะเข้ามาอ่านได้ด้วยการกดค้นหาจากกูเกิลและบางคนมองว่ากูเกิล cache เก็บได้ไม่นาน พอเรื่องเงียบสักปีนึงก็หายไป แต่ถ้าเป็น Archive.org ก็ย้อนได้ตลอดกาล ย้อนได้หลายปี

บุคลากรทางการแพทย์หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าการตั้งค่าให้เห็นได้เฉพาะเพื่อนและห้ามแชร์จะถือเป็นที่ส่วนตัว เกินครึ่งหนึ่งของเรื่องที่เกิดขึ้นหรือเป็นเรื่องเป็นราวในต่างประเทศ เกิดจากคนที่แอดเฟรนท์แค่ไม่กี่ร้อยคน เป็นเพื่อนร่วมงานแต่เพื่อนร่วมงานแคปหน้าจอเอาไปประจานแชร์เข้าเพจใหญ่หรือเพื่อนร่วมงานเขียนถึงแล้วแชร์เรื่องออกไป (มีกรณีพยาบาลเอาอาหารคนไข้มาเล่น food fight กัน จากนั้นถ่ายแชร์ในกลุ่ม มาเป็นเรื่องเมื่อมีคนนอกมาเห็นแล้วแชร์ไปพร้อมเชื่อมโยงว่าแผนกนี้มีอัตราการติดเชื้อสูง ผลคือพยาบาลเจอไล่ออกและพักงาน)

การแชร์เรื่องแปลกๆ หรือความรู้สุขภาพแปลกๆ มีความเสี่ยงที่จะทำให้ถูกมองว่าเราเห็นด้วยกับสิ่งนั้น ในที่นี้รวมไปถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ขายเครื่องสำอาง วิตามิน ยาลดความอ้วน ในinternetด้วย

ถ้อยคำบางอย่าง รูปประกอบบางชนิด ผิดกฎข้อบังคับทางวิชาชีพ (ที่เจอบ่อยคือผิดข้อการโฆษณา) บางครั้งเราไม่รู้เรื่องแต่คนเขียนบทความพาเราซวย

ความรู้บางอย่างตกยุคได้ในเวลา 3 - 5 ปี หากเราแก้ไขไม่ได้ มีความเสี่ยงที่บทความจะอยู่เป็นสิบปี คนมาอ่านแล้วนำไปใช้เกิดผลเสีย อาจร้องเรียนเราได้

ระวังเรื่องภาพ เพราะภาพบางอย่างมีลิขสิทธิ์ เราอาจจะโดนเรียกเก็บเงินย้อนหลังได้หลายภาพที่เอาไปลง blog หรือบทความต่างประเทศ ต้องจ่ายเงินให้เว็บขายภาพ การไปก็อปภาพมาเราจะโดนข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ได้ เว็บที่ขายภาพใน internet ส่วนใหญ่จะเขียนว่า Royalty free stock photo (มีคำว่า Free แต่ไม่ได้ Free)

ปัจจัยที่คุมไม่ได้หลายอย่างข้างต้น อาจทำให้การ discuss case กลายเป็นกรณีหมิ่นประมาทได้ บ่อยครั้งมีการเอาเคสมาถาม บ้างก็ถามว่าหมอที่รักษารักษาถูกไหม พึงระวังว่าการเกิดข้อพิพาทระหว่างหมอกับคนไข้ แปลว่าคุยกันแล้วข้อมูลความเห็นไม่ตรงกัน ข้อมูลที่เราได้มาย่อมไม่ตรงกับอีกฝั่ง นอกจากนี้ พอเราพิมพ์ความเห็นลง social network ข้อความนั้นมันจะคงอยู่แม้เราทราบข้อมูลเพิ่มเติม เขียนแก้ไข แต่ก็อาจถูกแคปหน้าจอนำไปอ้างอิงจนเกิดข้อพิพาทได้

ได้ข่าวว่าบางที่อาจจะนำมาใช้ประกอบการคัดเลือกบุคลากรเข้าทำงาน

  • การเอารูปลายมือผู้ร่วมงานมาวิจารณ์
  • การตำหนิเพื่อนร่วมงานเรื่องข้อผิดพลาดในการทำงาน
  • เมื่อมีดราม่าวิชาชีพแล้วตอบโต้ด้วยถ้อยคำหยาบคาย คือบางอย่างทำในที่ลับ ทำในองค์กรไม่เป็นไร แต่พอออกมาข้างนอกมันทำให้ภาพลักษณ์เสียเพราะบางครั้งคนนอกอ่านไม่เข้าใจ คนที่ทำผิดก็ผิดอยู่เดิมแต่คนที่นำเรื่องออกมาไม่ว่าด้วยหวังให้เกิดการปรับปรุงหรือว่าหวังบ่อนทำลาย ก็อาจมีความผิดได้เหมือนกัน

นอกจากนี้ต้องระวังการโฆษณาสินค้าที่เป็นโทษต่อสุขภาพ รวมถึงการโฆษณาสินค้าอาหารเสริมหรือเครื่องมือที่ไม่ได้รับรองโดยโลกวิทยาศาสตร์

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com