Column ประจำ
Sponsor

คนที่คุณไม่รู้ว่าใคร: เมื่อหัวใจไม่ยอมแพ้

โดย : ทพ.อภิสิทธิ์ อารยะเจริญชัย
Tags : เบนจามิน โซโลมอน คาร์สัน , โรงพยาบาลจอห์นส ฮ็อปกินส์ , ประสาทศัลยแพทย์ผิวดำ , The gifted hands , เบน คาร์สัน , กองทุน Carson Scholars Fund

2 กุมภาพันธ์ 1987 เมืองอูล์ม เยอรมันตะวันตก

ธเรซา บินเดอร์ หญิงสาววัย 20 ปี ให้กำเนิดลูกแฝดชาย ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่สำหรับเธอ เรื่องที่น่ายินดีนี้มาพร้อมกับข่าวร้ายที่เธอยากจะทำใจ เมื่อลูกชายของเธอทั้งสองมีศีรษะติดกัน หลังจากที่ต้องต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเอง ในที่สุดเธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เธออยู่ได้ด้วยความหวังที่ว่าสักวันหนึ่งจะมีผู้มามอบชีวิตใหม่ให้กับแพทริกและเบนจามิน ลูกชายฝาแฝดที่เธอรัก

เธเรซาได้ตามหาแพทย์ทั่วโลกเพื่อที่จะหาผู้ที่จะมาผ่าตัดแยกลูกชายทั้งสอง เธอรู้ดีว่าในการผ่าตัดแฝดสยามที่ศีรษะติดกันนี้ ไม่เคยมีครั้งใดที่สามารถรักษาชีวิตเด็กไว้ได้ทั้งคู่ การผ่าตัดทุกครั้งจะต้องมีการสูญเสียเด็กคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนเสมอ มีแพทย์เพียงคณะเดียวที่ยินดีผ่าแยกลูกชายของเธอ ในที่สุดเธอก็พาลูกน้อยทั้งสองซึ่งขณะนั้นอายุได้ 7 เดือน ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อรับการรักษาในครั้งนี้

4 กันยายน 1987 โรงพยาบาลจอห์นส ฮ็อปกินส์ สหรัฐอเมริกา

การผ่าตัดใช้ทีมแพทย์และบุคลากรทั้งหมด 70 ชีวิต ถึงแม้จะมีการเตรียมตัวล่วงหน้าและฝึกซ้อมผ่าตัดมาแล้วมากกว่า 5 เดือน แต่ในการผ่าตัดจริงก็ใช้เวลาไปถึง 22 ชั่วโมง ท่ามกลางความลุ้นระทึกของผู้เป็นแม่ว่าจะเกิดปาฏิหาริย์กับครอบครัวเธอหรือไม่

ในที่สุด เวลา 05.15 น.วันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินออกจากห้องผ่าตัด เพื่อบอกกับเธอว่า

“คุณอยากเห็นลูกคนไหนก่อน”

นี่เป็นครั้งแรกของโลกที่การผ่าตัดลักษณะนี้ประสบความสำเร็จ สิ่งที่เหลือเชื่อคือ หัวหน้าทีมผ่าตัดนี้เป็นหมอหนุ่มวัย 36 ปี – ประสาทศัลยแพทย์ผิวดำซึ่งเติบโตในสลัมข้างถนนในเมืองดีทรอยต์

นายแพทย์เบนจามิน โซโลมอน คาร์สัน

เกิดเมื่อปี 1951 ที่เมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน ในครอบครัวที่ยากจนท่ามกลางปัญหาเรื่องการเหยียดผิวอย่างรุนแรง แม่ของเบนเรียนหนังสือเพียงแค่ประถมสาม เมื่ออยู่ได้เพียง 8 ขวบ ครอบครัวก็ต้องแตกแยกเมื่อพ่อทิ้งครอบครัวไป แม่ต้องแบกภาระเลี้ยงดูเบนและพี่ชายด้วยความยากลำบาก จนป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและต้องเข้ารับการรักษา ถึงแม้จะยากจน แต่สิ่งที่แม่ให้ความสำคัญมากคือเรื่องการศึกษา ด้วยความที่แม่เรียนหนังสือมาน้อย จึงเล็งเห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งเดียวที่จะยกระดับชีวิตของลูกๆ ของเธอได้

แม่ตั้งกติกาให้ลูกทั้งสองว่าใน 1 สัปดาห์จะต้องอ่านหนังสือให้ได้สองเล่ม และอนุญาตให้ดูโทรทัศน์ได้ไม่เกิน 3 รายการ นั่นทำให้ชีวิตในวัยเด็กของเบนส่วนใหญ่จะอยู่ที่ห้องสมุด เวลาผ่านไปเด็กชายเบนก็หลงรักการอ่านโดยไม่รู้ตัว จากเด็กที่เคยสอบได้ที่สุดท้ายของชั้นและเป็นที่รังเกียจของเพื่อนและครูเนื่องจากเป็นคนผิวสี เบนก็เริ่มทำคะแนนได้ดีขึ้นจนสอบได้ที่หนึ่งของโรงเรียน เมื่อจบมัธยม เขาก็เข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเยลสมความตั้งใจ

ด้วยฐานะที่ยากจน เบนจึงต้องทำงานพิเศษเพื่อหาเงินเรียนไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยในห้องปฏิบัติการ งานในโรงงานผลิตรถยนต์ ส่งจดหมาย แม้กระทั่งงานเก็บขยะในถนนทางหลวง ซึ่งเขาก็ทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ -“แม้จะเป็นงานชั่วคราว ผมตั้งใจว่าผมจะเป็นคนที่ดีที่สุดที่พวกเขาเคยจ้าง” งานสุดท้ายที่เบนทำคือควบคุมปั้นจั่นในโรงงานเหล็ก ซึ่งเป็นงานที่ทำให้เขาค้นพบตัวเอง นั่นคือเบนได้รู้ถึงความสามารถของเขาในการทำงานประสานกันระหว่างตากับมือ และความสามารถในการมองภาพเป็นสามมิติ ด้วยพรสวรรค์ทั้งสองอย่างนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในการเรียนต่อด้านประสาทศัลยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจอห์นส ฮ็อปกินส์ในเวลาต่อมา

เมื่ออายุ 33 ปี เบนได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าแผนกประสาทศัลยกรรมเด็กของโรงพยาบาลจอห์นส ฮ็อปกินส์ นับเป็นหัวหน้าแผนกที่อายุน้อยที่สุดและแพทย์ผิวดำคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง เขาเป็นคนแรกของโลกที่ทำการผ่าตัดฝาแฝดที่ศีรษะติดกันได้สำเร็จ โดยนำเทคนิคที่ใช้ในการผ่าตัดหัวใจมาใช้ในการผ่าตัดเด็กทั้งสอง และเขาก็ทำสำเร็จอีกหลายครั้ง ล่าสุดในปี 2003 เบนก็ได้ทำงานที่ท้าทายอีกครั้ง ในการผ่าตัดแยกแฝดสาว ลาดาน และ ลาเลห์ ชาวอิหร่าน ซึ่งมีศีรษะติดกัน ในการผ่าครั้งนี้โอกาสสำเร็จมีน้อยมาก เนื่องจากทั้งคู่อายุ 29 ปีเข้าไปแล้ว และสมองของทั้งสองคนต่างใช้เส้นเลือดใหญ่ร่วมกัน แต่ทั้งสองก็ยืนยันที่จะไม่ขอใช้ชีวิตร่วมกัน การผ่าตัดใช้เวลา 52 ชั่วโมง แม้สุดท้ายการผ่าตัดจะล้มเหลว ทั้งคู่เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน แต่เบนก็ได้กล่าวว่าความกล้าหาญของทั้งสองมีคุณประโยชน์อย่างมากต่อวงการแพทย์

เบนได้รับการยอมรับในวงการแพทย์อย่างมากว่าเป็นประสาทศัลยแพทย์อันดับต้นๆของโลก ในปี 2001 CNN และ TIME ยกย่องเบนให้เป็น 1 ใน 20 บุคคลทรงคุณค่าด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ เขายังได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติจากประธานาธิบดีบุชในปี 2008 และเรื่องราวของเขายังถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ในชื่อเรื่อง Gifted hands ในปี 2009 ซึ่งเป็นที่พูดถึงและได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆทั่วโลก โดยเฉพาะเด็กที่ยากจนและไม่ได้รับการยอมรับในสังคม

ผู้สนใจสามารถอ่านเรื่องราวของเบนได้จากหนังสือ “สองมือแห่งศรัทธา ชีวิตแพทย์ผู้สร้างแรงบันดาลใจ” โดย วิภาดา กิตติโกวิท สำนักพิมพ์มูลนิธิหนังสือเพื่อสังคม แปลจากหนังสือ Gifted Hands : The Ben Carson Story ซึ่งเบนเป็นคนเขียนเองม

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com