Column ประจำ
Sponsor

ย้อนทวนหวนคิด: ศาสตราจารย์ เชื้อโชติ หังสสูต บิดาแห่งวงการศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียลของประเทศไทย

โดย : ผศ.(พิเศษ) ทพ.ไพศาล กังวลกิจ
Tags : เชื้อโชติ หังสสูต , บิดาแห่งวงการศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียลของประเทศไทย , ไพศาล กังวลกิจ , บิดา ศัลยศาสตร์ช่องปาก

ถ้าผมจะถามพวกเราชาวทันตแพทย์ว่า มีใครรู้จักอาจารย์เชื้อโชติ หังสสูต บ้าง ท่านที่เพิ่งจบคงไม่รู้จักแน่ แต่ท่านที่จบมาสัก 20 – 30 ปี อย่างผม ส่วนใหญ่จะรู้จักอาจารย์ ในสมัยก่อนใครๆ ที่อยากเรียนศัลย์ มักมาหาอาจารย์ อาจารย์เชื้อโชติ หังสสูต เป็นใคร มีความสำคัญต่อวงการทันตแพทย์และวงการศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล อย่างไร ทำคุณประโยชน์อะไรให้กับวิชาชีพและประเทศชาติเป็นสิ่งน่ารู้ แต่สำหรับลูกศิษย์ ผมบอกได้เลยว่าอาจารย์เป็น “ครูผู้เป็นแรงบันดาลใจ”

ชีวิตและการทำงานของอาจารย์เชื้อโชติ เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่คนรุ่นหลังควรศึกษา ผมจึงถือโอกาสนี้เล่าเรื่องชีวิตและการต่อสู้ของอาจารย์เชื้อโชติ ให้คนรุ่นหลังได้รับทราบกัน

ชีวิตต้องสู้ ไม่เลือกอยู่สุขสบาย

ชีวิตอาจารย์เชื้อโชติ ถ้าจะเลือกอยู่อย่างสุขสบาย ทำได้ไม่ยาก เนื่องจากเกิดในครอบครัวขุนนาง พ่อ คือ หลวงรักษ์ราชหิรัญ (โชติ หังสสูต) แม่คือนางรักษ์ราชหิรัญ (ชิณ หังสสูต) ปู่ คือ พระยาพิพิธโภคัยสวรรย์ (เชฐ หังสสูต) ตำแหน่งอธิบดีกรมการกษาปณ์สิทธิการ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ อาจารย์เกิดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2476 เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนราชินี แล้วไปจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนสวนกุหลาบ จากนั้นเข้าเรียนทันตแพทย์ รุ่น 13 รุ่นนี้มีคนดังอยู่หลายคน เช่น อาจารย์ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช อาจารย์พลโทพิศาล เทพสิทธา อาจารย์สมนึก พูนทรัพย์ (อดีตคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น) อาจารย์ชีระ ศุษิลวรณ์ (อดีตคณบดี คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) หลังจากจบทันตแพทย์ในปี 2500 ถ้าจะเลือกใช้ชีวิตอย่างสบายๆ ก็ทำได้ แต่อาจารย์เลือกไปเรียนแพทย์ต่อ อาจารย์เคยเล่าว่า

"พอจบทันตแพทย์ ผมตั้งใจจะเป็นหมอศัลย์ เลยตัดสินใจ เรียนแพทย์ต่อที่ศิริราช ตอนนั้นประทับใจในตัวอาจารย์หลวงวาจ(พ.อ.หลวงวาจวิทยาวัฑฒน์) ที่อาจารย์จบแพทย์และทันตแพทย์จากอเมริกา แล้วกลับมาสร้างคณะทันตแพทยศาสตร์ ในเมืองไทย อาจารย์เป็นคนเก่ง และเห็นว่าคนที่จะทำงานด้านศัลยศาสตร์ช่องปากต้องเป็นทันตแพทย์เพราะรู้เรื่องในช่องปากเป็นอย่างดี แต่ต้องมีความรู้ทางการแพทย์เป็นอย่างดีด้วย ตอนไปเรียนแพทย์ ผมมีเพื่อนไปเรียนด้วยอีก 2 คน หลังจบ เพื่อน2 คนที่ไปด้วยไม่เป็นทันตแพทย์ คนหนึ่งชื่อเสริมทรัพย์ไปเป็นหมอสูติ อีกคนชื่อวโรภาส ไปเป็นหมอเด็ก ส่วนผมกลับมาเป็นอาจารย์ในคณะทันตแพทย์"

หลังจากเป็นอาจารย์ได้ระยะหนึ่ง จึงตัดสินใจไปเรียนต่อที่อเมริกา โดยทุนส่วนตัว ด้วยเหตุที่จะไม่รบกวนความช่วยเหลือจากทางบ้าน อาจารย์จึงตัดสินใจ ทำงานหารายได้และเรียนไปด้วย โดยสมัครไปเป็นอินเทิร์นของแพทย์ ทำงานหาประสบการณ์และพอมีรายได้ ขณะเดียวกันก็หาทางสมัครเข้าฝึกอบรมด้านศัลยกรรมช่องปากต่อ

"ผมหาเงินค่าเดินทางไปอเมริกาโดยสมัครเป็นแพทย์ประจำเรือโดยสารที่พาชาวมุสลิมไปแสวงบุญที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ต้องรอนแรมอยู่ในมหาสมุทรอินเดียหลายวัน โชคไม่ดีเจอพายุมรสุมในมหาสมุทรอินเดีย เรือฝ่าพายุจนเสากระโดงหัก ตอนนั้นคิดว่าจะไม่รอดแล้ว แต่โชคดีที่กัปตันเรือเก่ง สามารถควบคุมเรือฝ่าพายุเข้าฝั่งได้โดยสวัสดิภาพ จากนั้นก็นั่งเครื่องบินจากซาอุดิอาระเบียไปอเมริกา"

อาจารย์ไปเป็นอินเทิร์นที่โรงพยาบาลเมโธดิสต์ รัฐนิวยอร์ค ระหว่างนั้นหาที่ฝึกอบรมด้านศัลยกรรมช่องปากไม่ได้ จึงสมัครไปเป็นเรสซิเดนท์ทางพยาธิวิทยา ที่โรงพยาบาลควีนส์ ทำอยู่ 6 เดือน จึงได้ที่เรียนด้านศัลยกรรมช่องปาก ที่เพนซิลวาเนีย เรียนอยู่ 10 เดือน จึงย้ายมาเป็นเรสซิเดนท์ สาขาศัลยกรรมช่องปากที่มหาวิทยาลัยอลาบาม่า และสำเร็จการฝึกอบรมในปี พ.ศ.2512 จึงเดินทางกลับมาเป็นอาจารย์ในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และในปี พ.ศ.2514 ได้ผ่านการสอบ Diplomate Amarican Board of Oral and Maxillofacial Surgery เป็นชาวต่างชาติคนแรกที่สอบผ่านได้บอร์ดนี้ ชีวิตการเรียนของอาจารย์จึงสำเร็จด้วยการต่อสู้ที่มุ่งมั่นและความอดทน

บุกเบิกวางรากฐานวิชาชีพ

ด้วยความเชื่อมั่นเสมอมาว่า งานด้านศัลยกรรมช่องปากเป็นงานของทันตแพทย์ ผู้ทำงานได้ดีต้องมีพื้นฐานความรู้ในช่องปากเป็นอย่างดี อาจารย์จึงปักหลักอยู่ที่คณะทันตแพทยศาสตร์ ทั้งๆที่มีอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะข้อจำกัดเรื่องคนไข้ บุคลากร ไม่มีเตียงรับคนไข้ใน ไม่มีห้องผ่าตัดที่พร้อมสำหรับผ่าตัดใหญ่ ไม่มีหมอดมยา ฯลฯ อาจารย์จึงต้องต่อสู้ เพื่อสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา จนประสบความสำเร็จให้เห็นในปัจจุบัน

"ตอนนั้นมีปัญหามาก เพื่อนที่อยู่รามาฯ ชวนให้ไปอยู่โรงพยาบาลรามาฯ เพราะผมได้บอร์ดมาและเป็นแพทย์ด้วย จะได้ทำอะไรได้สะดวกขึ้น แต่ผมไม่ไป เพราะเห็นว่างานนี้เป็นงานของทันตแพทย์ จึงเลือกที่จะอยู่ในคณะต่อ"

อาจารย์ทำโครงการเสนอคณะ วางแผนเป็น 2 ขั้นตอน คือ

  1. เปิดอบรมระยะสั้นแก่ทันตแพทย์ผู้สนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทันตแพทย์ในต่างจังหวัด เพื่อให้การรักษาที่ง่าย ไม่ซับซ้อน ได้ทำงานร่วมกับแพทย์ได้ โดยการเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้น 3 เดือน ซึ่งได้เปิดไปหลายรุ่น
  2. เปิดฝึกอบรมโดยใช้หลักสูตร 2-3 ปี เพื่อให้ทันตแพทย์มีความรู้ด้านศัลยศาสตร์ช่องปากและวิชาชีพแพทย์พื้นฐาน ฝึกปฏิบัติงานในโรงพยาบาล ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุบนใบหน้าและกระดูกขากรรไกร จึงเป็นที่มาของโครงการฝึกอบรมทันตแพทย์ประจำบ้านของคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งให้การฝึกอบรมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516

สร้างคน

“คนคือพื้นฐานของวิชาชีพ คุณภาพของคนคือคุณภาพของวิชาชีพ” อาจารย์พูดให้ลูกศิษย์ฟังเสมอ อาจารย์สร้างคนโดยได้เปิดการฝึกอบรมทันตแพทย์ประจำบ้านขึ้นในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ใช้หลักสูตร 2 ปี แทนที่เปิดหลักสูตรปริญญาโท หรือปริญญาเอก อาจารย์เลือกเปิดการฝึกอบรมทันตแพทย์ประจำบ้าน (Residency training) เนื่องจากเห็นว่าเป็นหลักสูตรที่มีประสิทธิภาพ มีความคล่องตัว สามารถสร้างคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นหลักสูตรที่ต่างประเทศใช้กัน หลักสูตรของอาจารย์ จึงไม่ได้รับการรับรองจากมหาวิทยาลัย บางคนจึงเหน็บแนมอาจารย์เสมอว่า เป็นหลักสูตรเถื่อนแต่อาจารย์ไม่สนใจ ใช้ผลงานเป็นตัวตัดสิน สอนเรสซิเดนท์ด้วยความทุ่มเท ให้ความใกล้ชิด และเป็นกันเอง อาจารย์จึงเป็นแบบอย่างของครูที่เสียสละ อดทน ลูกศิษย์ของอาจารย์ได้กระจายอยู่ทั่วประเทศ บางแห่งได้เปิดการฝึกอบรมตามรูปแบบที่อาจารย์วางไว้ เช่นที่โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลชลบุรี โรงพยาบาลหาดใหญ่

หมอของผู้ยากไร้

อาจารย์เป็นหมอที่ดูแลคนไข้ด้วยความเมตตา ไม่เคยเลือกปฎิบัติ คนไข้ทางศัลยกรรมส่วนใหญ่เป็นคนยากจนมาจากต่างจังหวัด อาจารย์ พัชรี กัมพลานนท์ จากหาดใหญ่เคยเล่าว่า

อาจารย์เป็นตัวอย่างที่ดี คือความเมตตาที่มีต่อผู้ป่วยแดนไกลโดยเฉพาะผู้ป่วยจากภาคอีสาน มักจะเดินทางโดยรถไฟถึงคณะฯ ตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่ออาจารย์มาถึงคณะ ในตอนเช้า หากพบว่าผู้ป่วยเหล่านี้ ยังไม่ได้รับการซักประวัติ หรือตรวจจากพวกเรา เราจะถูกอาจารย์เล่นงานเล็กน้อย เพราะหากผู้ป่วยได้รับการตรวจแต่เนิ่นๆ เมื่อฝ่ายเอกซ์เรย์เปิดทำงานตอน 08.30 น. ผู้ป่วยของเราจะได้รับการเอกซเรย์เป็นคนแรกๆ หลังจากนั้นผู้ป่วย อาจจะได้รับรักษาหรือตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ แล้วเดินทางกลับบ้านได้ในบ่ายวันนั้นเลย

นอกจากนี้คนไข้ยากจนบางคนไม่มีค่ารถกลับบ้าน อาจารย์ให้เงินส่วนตัวเป็นค่ารถกลับบ้าน หรือเป็นค่าเดินทางเพื่อกลับมาตรวจต่อ นี่คือภาพที่สะท้อนความเมตตาที่อาจารย์มีต่อคนไข้ เป็นแบบอย่างที่ลูกศิษย์จดจำ

สร้างความก้าวหน้าทางวิชาการ

อาจารย์เชื้อโชติ เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ เห็นความจำเป็นในการติดต่อกับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการและเทคโนโลยี ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา อาจารย์ผ่านการฝึกอบรมจากอเมริกา และผ่านการดูงานในยุโรปหลายแห่ง ร่วมกับการเข้าร่วมประชุมวิชาการในต่างประเทศทำให้มีเพื่อนที่เป็นศัลยแพทย์ช่องปากที่มีชื่อเสียงของโลกในหลายประเทศ อาจารย์จึงส่งลูกศิษย์และทันตแพทย์ที่สนใจให้มีโอกาสศึกษาฝึกอบรมในสถาบันที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศทั้งในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี และได้กลับมาเป็นกำลังสำคัญในวิชาชีพต่อไป นอกจากนี้ยังได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาในประเทศ ทำให้การเรียนการสอนและฝึกอบรมมีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

ก่อตั้งสมาคมศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล

อาจารย์เชื้อโชติ เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งชมรมศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียลแห่งประเทศไทยขึ้น ได้จัดประชุมผู้ก่อตั้งในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2521 ที่โรงพยาบาลคริสเตียนมโนรมย์ จ.ชัยนาท โดยชมรมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความสามัคคี แลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการและเพื่อพัฒนาความรู้ด้านศัลยศาสตร์ช่องปาก เป็นที่ปรึกษาและกระตุ้นให้ทันตแพทย์ทั่วไปที่สนใจมีความตื่นตัวและเรียนรู้มากขึ้น กิจกรรมของชมรมฯ ส่วนใหญ่เป็นการจัดประชุมวิชาการ และจัดศึกษาดูงานยังต่างประเทศ ชมรมฯ มีความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง จนในปี พ.ศ. 2534 ได้ยกฐานะเป็นสมาคมศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียลแห่งประเทศไทย และในปี พ.ศ. 2542 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมาคมฯอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่มีต่อสมาคมฯ และวิชาชีพ

บิดาแห่งวงการศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียลของประเทศไทย

จากเกียรติประวัติและผลงานที่อาจารย์เชื้อโชติ หังสสูต ได้อุทิศตนให้กับวิชาชีพและการวางรากฐาน สร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับวิชาชีพและงานด้านศัลยกรรมช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล ทำให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ อาจารย์เชื้อโชติ จึงได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งวงการศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียลในประเทศไทย” ศาสตราจารย์ Charles A. McCallum อธิการบดีของมหาวิทยาลัยอะลาบามา สหรัฐอเมริกา ได้เขียนไว้ดังนี้

ทันตแพทย์คือแพทย์ช่องปาก

อาจารย์เชื้อโชติพูดเสมอว่าทันตแพทย์คือแพทย์ช่องปาก เจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งคณะทันตแพทยศาสตร์ คือ อาจารย์หลวงวาจฯ ซึ่งท่านเป็นทั้งแพทย์และทันตแพทย์ ทันตแพทย์เป็นแพทย์ที่ต้องรับผิดชอบช่องปากและฟัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย จึงต้องมีบทบาทหรือมีสถานะภาพเช่นเดียวกับแพทย์สาขาอื่นๆ เช่น สูตินารีแพทย์ ตา หู คอ จมูก อาจารย์เคยให้โอวาทนิสิตในวันไหว้ครูไว้ดังนี้

"ท่านทั้งหลายต้องเตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่แพทย์ช่องปากที่สามารถทำงานได้ดีในระบบโรงพยาบาล ซึ่งหมายความว่ามิใช่แค่รู้ด้านทันตกรรมบูรณะเท่านั้น แต่ยังต้องมีความรู้พื้นฐานด้านแพทยศาสตร์ทั่วไปด้วย และพร้อมที่จะทำงานในระบบของกระทรวงสาธารณสุข คือ งานในโรงพยาบาลทั่วไป ท่านทั้งหลายจึงมีหน้าที่ช่วยกันยกฐานะ และทำวิชาชีพของเราให้สูงถึงระดับที่ประชาชนต้องการตามผู้ให้กำเนิดวิชาชีพนี้ตั้งไว้ สอนจนชีวิตหาไม่"

ภายหลังเกษียณอายุราชการ อาจารย์เชื้อโชติ ยังได้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์พิเศษที่ปรึกษาให้กระทรวงสาธารณสุข คณะทันตแพทยศาสตร์ สถาบันทันตกรรมและโรงพยาบาลอีกหลายแห่ง เป็นอาจารย์สอนและบรรยายในการประชุมวิชาการต่างๆ แม้ในยามที่เจ็บป่วยก็มิได้ย่อท้อ อาจารย์เชื้อโชติเสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2544 ด้วยภาวะการหายใจล้มเหลว สิริอายุได้ 68 ปี ด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู อาจารย์ได้อุทิศร่างกายให้กับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อประโยชน์ในการศึกษาของนักศึกษาแพทย์ คำกล่าวที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับความเป็น “ครู” ที่ยิ่งใหญ่ ลูกศิษย์ได้ประพันธ์บทกลอนขึ้น

ยืนสอนขณะมีกำลัง
เดินพูดนักเรียนฟังจำได้
นั่งสอนแม้ในยามป่วย
นอนเป็นอาจารย์ใหญ่เมื่อม้วยมรณา

ศาสตราจารย์ กิตติคุณ นายแพทย์ ทันตแพทย์ เชื้อโชติ หังสสูต ได้ทำหน้าที่ของครูผู้สอน ครูผู้ให้ เป็นหมอนักบุกเบิก เป็นหมอของผู้ป่วยผู้ยากไร้ อาจารย์ถือเป็นปูชนียบุคคลคนหนึ่งของวิชาชีพ เป็นครูผู้เป็นแรงบันดาลใจของลูกศิษย์ เป็นบุคคลที่สมควรได้รับการยกย่องและจดจำตลอดไป

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com