Column ประจำ
Sponsor

Young gen dentist: อาจารย์ทันตแพทย์ ชิษณุ เลิศถวิลจิร (กลัฟ)

โดย : Samanta
Tags : idol , young gen dentist , ชิษณุ เลิศถวิลจิร   , หมอกลัฟ , samanta

สวัสดีค่ะ...จากฉบับที่แล้ว Young Gen Dentist ออกตัวแรงงงงง จนท่านบ.ก.รู้สึกว่าน้องๆ รุ่นใหม่นี้ เป็นคุณหมอที่นอกจากเก่ง.. ดูโดดเด่น เป็นที่สนใจของประชาชนและผู้ร่วมงานแล้ว.. ยังมีอัธยาศัยดี น่ารักและมีพลังความคิดที่ดี สร้างสรรค์ พร้อมเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับรุ่นน้อง และวงการทันตแพทย์อีกด้วย

มาฉบับนี้จึงขอแนะนำ ทันตแพทย์ รุ่นใหม่ไฟแรง ศิษย์เก่าจาก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร รุ่น 12 นั่นคือ อาจารย์ทันตแพทย์ ชิษณุ เลิศถวิลจิร หรือ หมอ "กลัฟ" ปัจจุบัน หมอกลัฟ เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาทันตกรรมอนุรักษ์ และทันตกรรมประดิษฐ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ค่ะ

คุณหมอกลัฟเล่าความเป็นมาให้ฟังว่า เป็นลูกชายคนเล็ก ในจำนวนพี่น้อง 3 คน คุณพ่อคุณแม่ทำกิจการร้านแว่นตาอยู่ย่าน ซอยอ่อนนุช ซึ่งร้านนี้เปิด ตอนคุณหมอเกิดพอดี เรียกว่าโตมา พร้อมๆ กับร้านทีเดียว จนเดี๋ยวนี้ ร้านก็ยังดำเนินกิจการอยู่ครับ

ก่อนจะเข้าเรียนทันตแพทย์นั้น ตอนเด็กๆ สมัยอนุบาล (โห เท้าความไปไกล) รู้สึกเรียนหนังสือไม่ค่อยสนุกเลย ไม่ค่อยชอบเรียน จำได้ว่าเพราะสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เลยไม่ค่อยมีสมาธิในการเรียน แถมคุณครูประจำชั้นไม่เข้าใจอีก “ช่วงอนุบาล.3-ป.1ครับ... อาจารย์บอกคุณแม่ว่า การเรียนไม่ดี ไม่มีสมาธิ เหมือนไม่ตั้งใจเรียน” ซึ่งดูแล้วว่าเหมือนว่าคุณครูไม่เข้าใจในปัญหาสุขภาพของเรา ไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น คุณแม่ก็โกรธ...เลยพาย้ายโรงเรียนไปเข้า ป.1 ใหม่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ สำโรง ซึ่งที่นั่นอาจารย์เข้าใจปัญหา จึงให้การดูแล เอาใจใส่ มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในชีวิตวัยเด็กมากมาย ทำให้การเรียนช่วงประถมดีขึ้น เรียกว่าดีมากเลยทีเดียว จนกระทั่ง มัธยมสังคมเพื่อนดีขึ้น เรียนก็พัฒนาขึ้น “ยิ่งตอน ม.3 มีญาติที่เรียนด้วยกัน มาพักที่บ้าน ก็ยิ่งส่งเสริมการเรียนให้สนุกขึ้น ทั้งแข่งขัน ทั้งช่วยกัน สังคมในโรงเรียนดีขึ้นอย่างเด่นชัด ทั้งกลุ่มเรียน กลุ่มเล่น จนเดี๋ยวนี้เจอกันบ่อย ยังเตะบอลกันอยู่เลยครับ” ( ยิ้มมมม)

“เอาจริงๆ เลยนะครับ ที่มาเรียนทันตแพทย์ก็ต้องบอกว่าเป็นชะตาชีวิตล่ะครับ” (หัวเราะ) เนื่องจากตอนมัธยมปลาย ผมตั้งเป้าว่าอยากจะเรียนต่อในสาขาแพทย์ครับ ไม่ว่าจะเป็นแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์หรือเภสัชศาสตร์ครับ แล้วปีที่ผมสอบเข้ามหาลัยนั้น เป็นปี O-net A-net ปีแรก ในตอนแรกคะแนนของผมสอบติดที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลครับ แต่ด้วยการที่ระบบสอบยังไม่ลงตัวดีเท่าไร จึงทำให้คนที่เก่งๆ ติดกันหลายที่มาก สรุปก็ต้องสละสิทธ์บางที่กันไป โชคเลยเข้าข้างผมให้มายื่นคะแนนอีกครั้งกับ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒนี่ล่ะครับ

ส่วนการเตรียมตัวนี่ต้องบอกว่าก็พยายามที่จะตั้งใจเรียนตั้งแต่ตอนมัธยมปลาย โดยที่เราก็จะทั้งเรียน รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย และเล่นกีฬาด้วย พยายามจะแบ่งเวลา เพราะเรียนอย่างเดียวไม่ไหวจริงๆ ส่วนเรื่องเรียนพิเศษก็มีค่อนข้างเยอะเหมือนกัน คือมีคอร์สอะไรที่เค้าฮิตกัน เราก็จะไปลง คุณพ่อคุณแม่ก็จะตามใจเราครับว่าอยากเลือกเรียนอะไรยังไงก็ให้เลือกเอาเองครับ แต่ในช่วงท้ายๆ ก่อนจะสอบ O-net A-net นี่ก็จะเน้นติวพิเศษที่บ้านกับติวเตอร์ส่วนตัวครับ

“ถึงแม้จะเรียนหนักก็ตาม ยังแบ่งเวลาออกกำลังกายด้วยครับ เพราะเราชอบเล่นกีฬามากๆ โดยเฉพาะเตะบอลและวิ่งครับ ที่ชอบเตะฟุตบอลเพราะว่า มันเป็นกีฬาที่ได้เล่นกับเพื่อนๆ ด้วยกันครับ เรียกว่าเป็นกีฬาที่ทำให้เรามีเพื่อนมากขึ้นก็ว่าได้นะครับ ปกติเราเรียนอยู่สายวิทย์ ก็จะไม่ค่อยได้รู้จักกับเพื่อนสายศิลป์ แต่พอได้เตะบอลด้วยกัน ก็ทำให้รู้จักกันเป็นวงกว้างมากขึ้นมากๆ เลยครับ”

พอเข้ามาเรียนในคณะชีวิตหนักเอาเรื่องนะครับ!! เราว่าตอนเราเรียนมัธยมปลายเราก็เรียนได้อยู่นะครับ แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยมาแล้ว การเรียนหนักขึ้นมาก เพื่อนๆ เรียนเก่งกันมากด้วยครับ” โดยเฉพาะในช่วงปีแรกๆ วิชาเรียนก็จะไปเรียนกับทางคณะแพทยศาสตร์ซะส่วนมาก ช่วงหลังๆ ถึงจะกลับมาเรียนกันที่คณะทันตแพทยศาสตร์

ช่วงที่มาเรียนเนื้อหาที่คณะ ผมรู้สึกชอบมากขึ้นกับการเรียนนะครับ โดยเฉพาะเวลาปี 4 - ปี 6 จะเป็นการขึ้นคลินิก ได้ทำการรักษาในคนไข้จริงๆ ก็รู้สึกว่ามันใช่!!!...เป็นทางของเราด้วย...ผมชอบการรักษาในคนไข้จริงนะ เนื่องจากว่าเราได้พูดคุยกับคนไข้เหมือนเป็นญาติพี่น้อง ประกอบกับคนไข้ในคณะทุกคนที่เจอน่ารักมากๆ ครับ ทำให้ผมได้ประสบการณ์ที่ดีๆ ในตอนเรียนค่อนข้างเยอะครับ

...แต่ช่วงระหว่างเรียน....แน่นอนครับ..มีความยากลำบากโดยที่แน่ๆ เรื่อง ความทุกข์ ความเครียดระหว่างเรียนมันก็ต้องมีกันบ้างครับเป็นเรื่องปกติ มีปัญหาเรื่องงานฝีมือครับ เนื่องจากเราก็ไม่ได้เป็นคนที่มีหัวทางด้านศิลปะเท่าไร แต่การเรียนทันตแพทย์ ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์จริงๆ ครับ แต่ก็ผ่านมาได้นะครับ อาศัยความอดทนหน่อย ร่วมกับมีเพื่อนๆ ดีครับ เราก็ช่วยๆ กันไปจนเรียนจบกันมาได้ครับ (หัวเราะ)

ทำไมถึงมาเป็นอาจารย์หรือครับ...ตอนตัดสินใจเป็นอาจารย์ ถือเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ของชีวิตอยู่เหมือนกันนะครับ เนื่องจากจะเป็นอนาคตการทำงานของเราแล้วจริงๆ ครับ จังหวะที่เลือกตัดสินใจเป็นอาจารย์ ต้องบอกว่าเป็นเพราะอาจารย์ที่เราสนิทและเคารพนับถือ เป็น Idol ของผมมาชวนผมและเพื่อนสนิทเข้ามาเป็นอาจารย์ ทำให้ได้ลองมามองมุมของตัวเราเองว่าถ้าเป็นอาจารย์ เราจะทำประโยชน์อะไรได้บ้างและแนวทางชีวิตจะเป็นอย่างไร

...ผมเกิดความรู้สึกที่ว่า “อยากสอนเด็กให้รู้ให้ทำงานเป็นเหมือนอย่างที่อาจารย์เคยสอนเรามา และผมคิดว่าผมเข้าใจเด็กๆ นะ เนื่องจากเราผ่านมาก่อนกับความอ่อนประสบการณ์แบบนี้ เราเข้าใจหัวอกน้องๆ ที่ไม่รู้ และเราต้องการถ่ายทอดสิ่งที่เราไม่เข้าใจในตอนเรียน ให้น้องๆ เข้าใจให้ได้ และผมชื่นชมอาจารย์ท่านที่กล่าวถึงนะครับว่า คนนอกมองว่าเหมือนท่านนิ่งๆ วิชาการมาก แต่สำหรับผมท่านเป็น Style ชิลล์ชิลล์ ไม่ถือตัว แต่ทำงานจริงจัง สอนเก่ง สามารถถ่ายทอดวิชาการ มีการเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน เข้าใจง่าย แถมตอบปัญหา ข้อสงสัยได้หมด สอนทั้งแนวคิด และเป็นแบบอย่างได้สุดยอดมากครับ

ในช่วงที่ผมเรียน มีความภูมิใจ มีเรื่องดีๆ มากมาย แต่ผลงานที่ถือว่า สร้างความภูมิใจให้ตัวผมและอาจารย์ ก็คงจะเป็นงานวิจัยของกลุ่มผม ได้รับรางวัลจากทันตแพทยสมาคม และได้รับคัดเลือก ให้ไปนำเสนอผลงาน ในงานประชุมวิชาการทันตแพทยสมาคมของสหรัฐอเมริกา (ADA) ด้วย ซึ่งจากผลงานนี้ทำให้ผม และเพื่อนๆ ได้รั การยกย่องให้เป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัย ที่สร้างชื่อเสียงให้กับสถาบัน โดยผมและเพื่อนๆ ได้รับโล่จากท่านอธิการบดีด้วยครับ

ผมตัดสินใจเรียนต่อระดับปริญญาโทในสาขาทันตกรรมบูรณะเพื่อความสวยงามและทันตกรรมรากเทียม ( Esthetic Restorative and Implant Dentistry Program) ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องจากเป็นคนชอบความสวยๆ งามๆ ด้วยมั้งครับ... (หัวเราะ)...

 

เอาจริงๆ คือเรารู้สึกว่างานในสาขานี้สามารถช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนไข้ได้น่ะครับ สามารถทำให้คนที่ไม่มั่นใจกลับมากล้ายิ้ม กล้าพูด หรือในเรื่องของรากเทียม ที่ช่วยให้คนไข้ที่ไม่มีฟันบดเคี้ยวอาหาร ก็สามารถกลับมาทานอาหารได้อย่างปกติครับ และมีความคาบเกี่ยวกับงานในสาขาทันตกรรมหัตถการด้วยครับ ซึ่งเราสามารถนำมาสอนน้องๆ ที่คณะต่อได้ครับ

“คิดไว้คร่าวๆ นะครับว่าหลังจบ ไหนๆ เราก็ได้มีโอกาสเรียนต่อ หลังจบและกลับไปใช้ทุนเป็นอาจารย์ต่อที่มศว ผมและอาจารย์ก็อยากที่จะเปิดหลักสูตรสำหรับนักเรียนหลังปริญญาขึ้นบ้าง” เพื่อให้เป็นตัวเลือกสำหรับคนอยากเรียนทางสาขานี้ครับ และเผอิญว่าทางคณะ ก็ยังไม่มีหลักสูตรหลังปริญญาทางด้านทันตกรรมบูรณะเลยครับ จึงถือเป็นโอกาสที่ดีครับ คาดว่าสักปี สองปี ก็น่าจะเป็นไปได้นะครับ เพราะเพื่อนและรุ่นน้องที่กำลังศึกษาต่อก็จะทยอยจบมาช่วยกันอีกแรงครับ

“ในปัจจุบัน โรงเรียนทันตแพทย์สร้างสุขเพิ่มขึ้นรึยังเหรอครับ ผมว่าตอบยากจังเลยครับ ผมว่าการจะเรียนให้มีความสุข คณะทันตแพทยศาสตร์แต่ละที่ก็มีผลนะครับ ในเรื่องการเตรียมความพร้อมทั้งการเรียนเลคเชอร์และการจัดการเรื่องคนไข้ให้แก่นิสิต นักศึกษา ก็จะช่วยให้น้องๆ สบายขึ้นในเรื่องการนัดทำคนไข้ หรือถ้ายูนิตเพียงพอ มีอาจารย์ที่ลงตรวจเพียงพอ ก็ช่วยสร้างความสุขให้แก่นิสิตได้เยอะนะครับ ผมเคยผ่านมาก่อน หมายถึง ผ่านอุปสรรคปัญหามานะครับ แต่ผมว่าสิ่งที่สำคัญที่จะสร้างความสุขคือบรรยากาศภายในคณะนะครับ คือ “ถ้าบุคลากรในคณะมีความเป็นมิตรต่อกันไม่ขัดแย้งกัน บรรยากาศในการเรียน การทำงานจะดีและช่วยลดความเครียดได้มาก”

“ที่สำคัญคือเพื่อนๆ ครับ ถึงแม้เราจะเหนื่อยมากแค่ไหน แต่ถ้ามีคนที่ช่วยกันแบ่งเบาความเครียดและความเหนื่อย เราก็รู้สึกดีขึ้นเยอะครับ ในส่วนนี้อาจต้องขึ้นอยู่กับทัศนคติของน้องๆ กันด้วย เข้มแข็งเข้าไว้ พี่เอาใจช่วยนะ”( ยิ้ม) เท่าที่พบน้องๆ ที่มีแนวโน้มจะมีปัญหา มักจะมีปัญหาเรื่องเพื่อนด้วย คงมีความเครียดในทุกๆ เรื่อง พอถึงจุดหนึ่ง ก็ยอมแพ้ไม่ไปต่อ ไม่มาทำงาน ... เป็นเรื่องน่าเสียดายครับ ผมเองนับว่าโชคดี เพื่อนๆ ในรุ่น รัก สมัครสมานสามัคคีช่วยกันดีมากเลยครับ

สำหรับเรื่องความเห็นว่าต้องมีการศึกษาต่อเนื่องทุกปีนั้น จะพูดว่าหนักใจก็ไม่ถึงกับหนักใจหรอกครับ แต่ก็มีเหนื่อยบ้าง ...แต่ทำอะไรทุกอย่างก็มีเหนื่อยทั้งนั้นถูกไหมครับ และจริงๆ ผมก็เป็นคนชอบเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพิ่มเติมเรื่อยๆ นะครับ ก็ เลยมองแง่บวกครับ ว่าเรียนต่อเพื่อพัฒนาตัวเองครับ จะได้มีอะไรกลับไปสอนน้องๆ ได้ครับ (ฮา)

ช่วงนี้นอกจากเรียนต่อแล้ว ยังทำงานที่คลินิก 2 แห่งและเปิดคลินิกเองอีก 1 แห่ง ทำงานหนักขนาดนี้ มีเวลาออกกำลังกายหรือผ่อนคลายยังไงหรือครับ...แน่นอน..แบ่งเวลาครับ เรื่องงานและเรื่องสุขภาพ สำหรับคลินิกของผม ที่บ้านผมกับผมคุยกันตั้งแต่แรกเลยว่า เปิดแบบ ไม่ make money เพราะสิ่งที่จะทำให้ร้านยั่งยืนได้คือความบริสุทธิ์ใจ และความจริงใจในการดูแลรักษา ซึ่งคนไข้รับรู้ได้ สำหรับร้านผม แค่หมอในร้านทำงานอยู่ได้ ผู้ช่วยอยู่ได้ ผมก็โอเคแล้ว เพราะที่บ้านเปิดคลินิกให้ดูแล ไม่ได้มีภาระอะไรให้ต้องกังวลครับ อีกอย่างผมประทับใจการดูแล การเอาใจใส่ ที่คุณพ่อดูแลลูกค้าด้วยความเป็นกันเองดุจญาติมิตรในร้านแว่น ที่ผมเห็นตั้งแต่เด็กๆ ครับ

หลังจากหมดช่วงเวลาทำงาน หรือเลิกเรียนแล้วในช่วงเย็น บางทีผมก็จะไปเตะบอลกะเพื่อนบ้างครับ ผมพยายามเตะบอลให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งครับ แต่ต้องยอมรับว่าเตะกันดึกมาก ช่วงสามทุ่มถึงเที่ยงคืนครับ เพื่อนที่เตะบอลกันก็เป็นเพื่อนมัธยม เพื่อนทันตะ และก็เพื่อนของเพื่อนอีกที ไม่รู้ว่าเตะกันดึกขนาดนั้น จะได้สุขภาพที่ดีหรือเสียสุขภาพกันแน่ (หัวเราะ) แล้วก็จะมีการตั้งเป้าไปเที่ยวต่างประเทศบ้างครับในช่วงเทศกาล จะได้ไปเติมพลังงานบ้างครับ ทำงานหนักก็ต้องมีพักผ่อนบ้างครับ ไม่ให้เสียสุขภาพครับ

สื่งที่อยากฝากทันตแพทย์น้องๆ รุ่นใหม่นะครับ ก็คงเป็นสิ่งที่อาจารย์ของผมเคยบอกกับผมไว้ว่า "อยากให้นักเรียน เป็นคนดี สำคัญกว่าทำงานเก่ง" ผมก็เคยทำงานไม่เก่ง แต่ถ้าใฝ่รู้ ยึดมั่นในคุณธรรม สามารถหัด skill กันได้ โดยผมได้รับการสอนจากอาจารย์หมอว่า ถ้าอยากทำงานให้ดี ความพยายามและประสบการณ์ ทำให้ดี ก็จะเป็นเอง แรงบีบจากเวลา จำนวน requirement การเร่งรีบ ทำให้มีการโกง.. มันทำให้เสียคุณค่าในตนเอง ตอนเรียนยังโกง ยังทำแบบนั้นได้ ตอนจบ ตอนทำงานล่ะ จะเป็นยังไง... ซึ่งเท่ากับเราสูญเสียทันตแพทย์ไปคนหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นการทรยศต่อความเชื่อใจของคนไข้ทีเดียว ผมว่า ถ้าไม่มองเรื่องเงินเป็นหลัก ชีวิตจะมีความสุขขึ้นเยอะเลยครับ..

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com