Column ประจำ
Sponsor

ใช้เงินให้หนัก

โดย : นายแบงก์
Tags : LTF , RMF

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ก่อนอื่นผมขออธิบายประโยคที่ว่า “เงินก็เหมือนกับคน จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมันทำงานหนัก” กันก่อนสักนิดหนึ่ง ประโยคนี้ผมได้มาจากหนังสือ 2 เล่มเอามารวมกัน เล่มหนึ่ง คือ “ตำรา 101” ที่เคยพูดไว้แล้วเมื่อ 2 ตอนก่อน พี่ใบพัดเขาเขียนไว้ว่า “ต้องใช้เงินให้ทำงานหนักๆ แล้วมันจะตอบแทนเราอย่างคุ้มค่า” ส่วนอีกเล่ม เป็นหนังสือที่ตึงๆ หน่อย ของอาจารย์ประเวศ วะสี เรื่องเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย: หัวรถจักรทางปัญญา โดยมีส่วนหนึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับค่านิยมในการทำงาน (Work Value) ว่า “ควรให้ค่านิยมว่าการทำงานเป็นของดี เป็นของมีเกียรติ เป็นคุณค่า”

ประเทศเยอรมัน ญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา เขาให้ค่านิยมในการทำงานที่สูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย อาจจะเป็นไปได้ว่า เรามีสุภาษิตหรือวัฒนธรรมที่อยากให้ลูกหลานสบาย เช่น “รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา” “ขอให้ได้เป็นเจ้าคนนายคน” “ขอให้ได้นั่งกินนอนกิน” อาจารย์ประเวศเลยอยากให้พวกเรามีค่านิยมของการทำงานใหม่ว่า “การทำงานเป็นสิ่งที่ดี และเป็นการเพิ่มคุณค่าให้ตนเอง”

ก่อนที่จะนอกเรื่องไปมากกว่านี้ ขอดึงตัวเองกลับเข้าเรื่องก่อน ฉบับนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตุ่มใบที่สอง

FFA (Financial Freedom Account) ซึ่งชื่อก็บอกตามตัวว่าเก็บเอาไว้ให้เกิด Financial Freedom ในอนาคต แต่การเก็บก็สามารถเพิ่มมูลค่าของมันได้ ด้วยการใช้มันไปทำงาน แต่ต้องมั่นใจด้วยว่า ต้องใช้มันทำงานที่ไม่มีความเสี่ยงหรือมีก็ได้แต่ความเสี่ยงไม่ควรสูงมากเกินไป

เงินในตุ่มนี้คือประมาณ 10% หรืออาจจะถึง 20% ก็ได้ ตามแต่สัดส่วนที่คุณได้แบ่งไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งถ้าเงินเดือนประมาณ 50,000 บาท เงินในตุ่มนี้จะมีมูลค่าถึง 5,000-10,000 บาท แต่จะใช้เงินทำงานอะไรได้บ้าง ผมพอมีทางที่ให้เงินทำงานและความเสี่ยงไม่ได้สูงมากจนเกินไป มา share ให้ 5 แนวทางด้วยกัน (ซึ่งในฉบับนี้ขอนำมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันซัก 3 วิธีก่อน)

เงินฝากแบบนี้จะเป็นลักษณะของเงินฝากประจำ ที่ต้องฝากติดต่อกัน ไม่ต่ำกว่า 24 เดือน โดยจะฝากเป็นจำนวนเงินเท่าๆ กันทุกเดือน และกำหนดขั้นต่ำในการฝาก คือ เดือนละ 1,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท ซึ่งสามารถฝากที่ธนาคารอะไรก็ได้ และชื่อเรียกก็แทบไม่แตกต่างกัน

สำหรับเงื่อนไขของเงินฝากประเภทนี้นอกจากจะต้องฝากต่อเนื่องในจำนวนเงินเท่าๆ กัน ทุกเดือน เป็นเวลา 24 เดือน (บางแห่งจะมี 18 เดือน หรือ 36 เดือน แต่เงื่อนไขส่วนใหญ่คล้ายกัน) แล้ว ต้องศึกษาเงื่อนไขอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น ถ้าในกรณีที่ฝากไม่ต่อเนื่อง (บางเดือนลืมฝาก) อาจจะมีเงื่อนไขในการขอคืนภาษีจากเราและคิดดอกเบี้ยเป็นแบบเงินฝากออมทรัพย์

ซึ่งถ้านำเงินในตุ่มนี้ 5,000 บาท ต่อเดือน ฝากเข้าบัญชีเงินฝากปลอดภาษี เป็นเวลา 2 ปี ดอกเบี้ยจะประมาณ 3% ก็จะได้ดอกเบี้ยคร่าวๆ ประมาณ 3,600 บาท แบบไม่ต้องจ่ายภาษี

สำหรับกองทุน LTF การจะซื้อกองทุนเพื่อหักภาษี ควรพิจารณาฐานภาษีของเราด้วยว่าอยู่ระดับใด ร่วมกับแนวโน้มของตลาดหุ้น เช่น หากเรามีฐานภาษีที่ 10% และคาดว่าตลาดหุ้นจะตกลงไป 10% ก็ไม่ควรซื้อเพื่อหักภาษี แต่ถ้าฐานภาษีสูงกว่า ก็สามารถซื้อลงทุนได้ ซึ่งต้องพึงระลึกไว้ว่า อย่าลงทุนเกินสิทธิที่จะได้รับการลดหย่อนภาษี เพราะถ้าหากซื้อเกินสิทธิที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรครับ แค่ลดหย่อนภาษีได้เท่ากับ maximum ที่กำหนด

การหักลดหย่อนภาษีเงินได้ สามารถหักได้กองทุนละ 15% ของรายได้ทั้งปี แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท ซึ่งการซื้อหน่วยลงทุนของกองทุน LTF ไม่จำเป็นต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี อาจจะซื้อปีเว้นปีก็ได้ และจะต้องซื้อก่อน 31 ธ.ค. 2559 เท่านั้นจึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ตามที่รัฐบาลประกาศ เพราะภายหลังปี พ.ศ. 2559 อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องสิทธิการลดหย่อนภาษี แต่ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีประกาศจากรัฐบาลแต่อย่างใด ซึ่งก็ถือว่า ใครซื้อ LTF ก่อนเปลี่ยนแปลง จะไม่ได้ส่งผลต่อสิทธิการลดหย่อนภาษี

สำหรับกองทุน LTF นี้ จะต้องรู้ว่ากองทุนนี้จะนำเงินของคุณไปลงทุนในหุ้นเท่าไร เกินครึ่งหรือเต็ม 100% ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกองทุน ดังนั้นต้องพิจารณาให้ดีว่าจะสามารถรับความเสี่ยงในการลงทุนได้มากน้อยเพียงใด

ตัวอย่างการลงทุนใน LTF 1 แสนบาทเพื่อลดหย่อนภาษี แต่เราเสียภาษีในอัตรา 20% เราจะได้เงินคืน 2 หมื่นบาทเมื่อครบกำหนดไถ่ถอนในปีที่ 5 และเมื่อนำเงินก้อนเดิมที่ได้ทั้งหมดไปลงทุนต่ออีก ทำวิธีการนี้ 5 รอบ เราจะได้คืนภาษีรวมแล้วแสนกว่าบาทเลยทีเดียว

กองทุนนี้ไม่ต้องคิดมากเกี่ยวกับฐานภาษีว่าอยู่ในระดับใด เพราะเป็นการออมระยะยาว และความเสี่ยงจะลดลงตามระยะเวลาที่ลงทุน ซึ่งกองทุน RMF นี้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถสับเปลี่ยนกองทุนได้ ช่วงไหนตลาดหุ้นไม่ดีก็ไปลงทุนอย่างอื่น แต่ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ติดตามตลาดหุ้น เมื่อตลาดหุ้นเป็นขาลงก็เปลี่ยนกองทุนไม่ทัน หรือช่วงที่ตลาดหุ้นขาขึ้นก็สลับกลับมาลงทุนในหุ้นไม่ทัน เป็นต้น ดังนั้นควรจะติดตามข่าวเศรษฐกิจการเงินบ้าง

การลงทุนขั้นต่ำในกองทุน RMF กำหนดให้ปีละ 3% ของเงินได้ หรือ 5,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี หรือ 5 แสนบาท ซึ่งการคำนวณจะมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเล็กน้อย หากมีการออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

สิทธิประโยชน์ของทั้ง LTF และ RMF มี 2 เด้งเกี่ยวกับภาษี คือ

  1. เงินซื้อหน่วยลงทุนจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่จ่ายจริงและสูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาท
  2. เงินที่ขายคืนหน่วยลงทุนไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ หากลงทุนใน LTF เต็ม 5 ปี หรือสำหรับกองทุน RMF หากผู้ลงทุนทุพพลภาพหรือตาย เงินที่ไถ่ถอนจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ทั้งจำนวน

สำหรับฉบับนี้ ผมขอเขียนไว้เป็นข้อมูลให้ท่านผู้อ่านเพียงเท่านี้ก่อน ส่วนอีก 2 วิธีนั้นเจอกันฉบับหน้า และสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความของ โพสต์ทูเดย์ เรื่อง “ออมให้รวย ด้วยภาษี”

การวางแผนที่ดี จะมีโอกาสที่ทำให้เราไม่สะเทือนหากเกิดกรณีฉุกเฉิน การเงินก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นการวางแผนและหาข้อมูลเพิ่มเติม ไม่ว่าจะจากทางไหน ล้วนเป็นเรื่องที่น่าทำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับเงินในแต่ละตุ่มนี้ ซึ่งหากประมาณคร่าวๆ จะมีมูลค่าประมาณ 60,000-120,000 บาทต่อปีเลยทีเดียว ใช้เงินทำงานให้หนัก แล้วมูลค่าจะได้เพิ่มขึ้นตาม

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com