Column ประจำ
Sponsor

ใช้เงินให้หนัก 2

โดย : นายแบงก์
Tags : หุ้นปันผล , ประกันบำนาญ

สวัสดีครับท่านผู้ติดตามอ่านคอลัมน์ของผมทุกท่าน ฉบับบี้ก็เป็นฉบับที่เตือนให้เรารู้ว่า เราเจอกันมาหนึ่งปีเต็มแล้วนะครับ ตั้งแต่ฉบับแรกที่คุยกันเรื่องภาษี เอ้อ!…นึกขึ้นได้ก็เลยย้ำกันอีกทีนะครับว่า ถึงเวลาที่จะต้องจ่ายภาษีประจำปีอีกแล้ว

มาเข้าเรื่องกันต่อเลยดีกว่าครับ หลายคนคงอยากจะรู้ว่า ใช้เงินทำงานอะไรได้อีก ที่ความเสี่ยงไม่สูงเกินไปสำหรับคนที่ไม่มีเวลาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เพื่อดูตลาดหุ้นเป็นประจำ คราวที่แล้วเราคุยกันไปแล้วเกี่ยวกับการใช้เงินทำงาน 3 วิธี คือ เงินฝากปลอดภาษี LTF และ RMF นะครับ ส่วนฉบับนี้เราติดค้างกันไว้อีก 2 วิธี คือ

การลงทุนอีกชนิดที่ไม่มีเรื่องภาษีเข้ามากวนใจ คือการลงทุนในหุ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อหรือขาย ได้กำไรหรือขาดทุนอย่างไร ก็ไม่ต้องเสียภาษี แต่มันก็มาพร้อมกับความเสี่ยงมากกว่าประเภทอื่น

แต่ก็มีหุ้นลักษณะหนึ่งซึ่งมีความเสี่ยงที่ไม่มากนัก เพราะราคาจะไม่ปรับตัวลงมากนัก หากตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาลง ซึ่งเหมาะกับคนที่ไม่สามารถติดตามข่าวสารเชิงลึกได้ และได้ค่าตอบแทนที่เรียกว่า เงินปันผล เลยเรียกหุ้นกลุ่มนี้ว่าหุ้นปันผล ซึ่งหุ้นปันผลพื้นฐานบางตัวก็ให้สัดส่วนผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารเสียอีก

 

หลักการโดยทั่วไป คือ เงินปันผลจะถูกหัก ณ ที่จ่ายจำนวน 10% ไว้ก่อน ในกรณีที่ธุรกิจไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ หรือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน แต่ในทางตรงข้าม ธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีและไม่นำเงินปันผลมารวมคำนวณเป็นรายได้ ซึ่งรายละเอียดของหุ้นปันผลในธุรกิจต่างๆ จะต้องศึกษารายละเอียดเป็นพิเศษ เพราะมีบางกรณีที่เป็นบริษัทเดียวกัน แต่ก็อาจจะมีทั้งธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมและไม่ได้รับการส่งเสริม

แต่จริงๆ แล้ว ในกรณีที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ยังสามารถขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืนได้ แต่ต้องเก็บหลักฐานจากหนังสือยืนยันการจ่ายเงินปันผลที่บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่งมาเอาไว้

แล้วทีนี้จะลงทุนกับหุ้นปันผลตัวไหนดี สำคัญที่สุดคือการหาข้อมูล ทั้งอ่านข้อมูลของหุ้นนั้น อ่านบทวิเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นจากเอกสาร หรือจากทางอินเตอร์เน็ต ข้อมูลทางงบการเงินของบริษัทนั้นๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือก

โดยทั่วไปบริษัทที่อยู่กลุ่มที่เรียกว่า Cash Cow ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูง และถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความมั่นคงและมักจะให้ผลกำไรสูง ซึ่งตอนนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้มีตัวช่วยในการเลือกซื้อหุ้นในกลุ่ม Cash Cow คือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้สร้างดัชนีใหม่ที่มีชื่อว่า SET High Dividend 30 Index หรือมีชื่อย่อว่า SETHD ซึ่งตัวช่วยนี้ จะเรียงลำดับหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูงสุดใน 30 อันดับแรก

 

ประกันบำนาญ เป็นนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้ผู้มีรายได้ทำประกันชีวิตแบบบำนาญ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการสะสมเงินออม และสามารถเก็บไว้ใช้ในยามเกษียณอายุ เพราะเชื่อว่าอีกไม่ถึง 20 ปี สังคมไทยจะเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุ ดังนั้นรัฐบาลจึงออกกฎหมาย ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินที่ได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ แต่ยกเว้นได้ไม่เกินวงเงินตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งผลประโยชน์ทางภาษี หรือการลดหย่อนภาษีมีพอสมควร และสามารถทราบรายละเอียดได้กับทางบริษัทประกันชีวิต ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีมากมาย เพราะสนองตามนโยบายของรัฐบาล

 

สำหรับการประกันแบบบำนาญ มีข้อสรุปสั้นๆ ดังนี้

  • บริษัทประกันชีวิตส่วนใหญ่จะกำหนดอายุผู้ทำประกันขั้นต่ำไว้ที่ 30 ถึง 55 ปี แต่ของทุกอย่างมีข้อยกเว้น เพราะอายุ 25 ก็สามารถซื้อได้เช่นกัน และในกรณีที่มีอายุมากกว่า 55 ปี ก็สามารถซื้อได้แต่ก็จะมีทางเลือกที่น้อยลง
  • ทุนประกันส่วนใหญ่เริ่มต้นที่ 1 แสนบาท แต่สามารถเพิ่มขึ้นได้ตามการวางแผนของแต่ละคน ส่วนเบี้ยประกัน แม้ว่าจะมีอายุเท่ากันและเลือกทุนประกันเท่ากัน แต่เบี้ยประกันก็แตกต่างกันไปตามบริษัทประกัน ซึ่งควรศึกษาเปรียบเทียบก่อนทำการซื้อประกันบำนาญด้วย นอกจากนี้ยังมีบางบริษัทมีลูกเล่นในการจ่ายเบี้ยประกันให้สามารถเลือกได้ตาม “กระเป๋าเงิน” และ “ช่วงวัย” ซึ่งสามารถทยอยจ่ายหากมีรายได้ประจำเดือน หรือจ่ายตูมครั้งเดียวหากได้เงินก้อนใหญ่มา
  • การคุ้มครองชีวิต แทบจะทุกบริษัทจะกำหนดช่วงก่อนจ่ายบำนาญเอาไว้ที่ 100% แต่ก็มีบางบริษัทอาจจะเพิ่มข้อกำหนดเพิ่มเติมว่า หากกรมธรรม์มี “มูลค่าเวนคืน” หรือ “เบี้ยประกันที่ชำระแล้ว” สูงกว่าทุนประกัน บริษัทจะเลือกจ่ายตามจำนวนที่มากกว่า และมากไปกว่านี้ บางบริษัทให้ความคุ้มครองแบบขั้นบันไดเลยในช่วง 10-15 ปี ก่อนจะครบอายุที่จะได้รับเงินบำนาญ ซึ่งก็ไม่ต้องลุ้นว่าจะมูลค่าไหนจะมากกว่ากัน
  • อัตราการจ่ายเงินบำนาญ บริษัทส่วนใหญ่จะกำหนดอยู่ที่ 12% แต่มีแตกต่างกันบ้าง เพราะบางบริษัทก็กำหนดไว้ที่ 10% หรือ 15% ซึ่งต้องพิจารณาประเด็นอื่นๆ ด้วยนอกจากอัตราการจ่ายเงินบำนาญ ได้แก่ ความคุ้มครองชีวิต ระยะเวลาการจ่ายและเบี้ยประกัน เป็นต้น ส่วนระยะเวลาที่จะได้รับเงินบำนาญส่วนใหญ่คือ 60-85 ปี
  • ส่วนใหญ่บริษัทจะดึงดูดด้วยการโฆษณา “ผลตอบแทนรวม” ที่ 300-400% ซึ่งเป็นอันรู้กันของนักการเงินว่า มันคือเพียง 2-3% หากคิดออกมาเป็นผลตอบแทนจากการลงทุน ฉะนั้นควรจะต้องพิจารณาในหลายๆ ประเด็นดังที่กล่าวมา

เป็นไงกันบ้างครับ อ่านมาถึงตรงนี้บางคนก็คงเครียดยิ่งกว่าอ่านหนังสือเรียนอีก แต่บางคนก็สนใจ ค้นคว้าศึกษาต่อ ซึ่งถ้าคุณเป็นคนแบบแรกก็ดีครับ ผมว่าคุณเป็นคนไม่อยากคิดอะไรมากเกินไป ผมแนะนำว่า 5 วิธี ที่ได้เขียนไว้เป็นวิธีที่ค่อนข้างง่าย และคุณอาจจะหาตัวช่วยเพิ่มเติมได้ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน หรือคนรู้จักที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการลงทุน ก็สามารถปรึกษาคนเหล่านั้นได้ ส่วนถ้าคุณเป็นแบบหลังก็ดีเช่นกันครับ เพราะการศึกษาเรื่องการลงทุนก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับการวางแผนเงินในชีวิตคุณในอนาคต ที่จะทำให้คุณไปสู่ความเป็น Financial Freedom

แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่สนใจเรื่องการเงินหรือไม่ หรือมากน้อยเพียงใด ในความคิดของผม มันขึ้นกับคุณให้น้ำหนักกับมันมากแค่ไหน ถ้ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญกับชีวิตมากเท่าเรื่องอื่นๆ คุณก็สนใจเรื่องที่จำเป็นกับชีวิตของคุณก็เป็นสิ่งที่ดีและถูกต้องแล้ว บางทีชีวิตเราอาจจะอยากเติมเต็มด้วยเรื่องอื่นๆ ซึ่งเงินในตุ่มถัดไปคงจะมีชีวิตส่วนอื่นที่อยากจะแลกเปลี่ยน คอยติดตามอ่านกันนะครับ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com