Column ประจำ
Sponsor

เงินแสน กับ รางวัลของชีวิต

โดย : นายแบงก์
Tags : รางวัลชีวิต , เงิน , การลงทุน

ถ้าคุณมีเงินก้อนสักหนึ่งแสนบาท คุณจะเลือกใช้ไปทำอะไร เพื่อให้เป็นรางวัลชีวิตของตัวเอง บางคนอาจจะเลือกซื้อรถคันใหม่ โดยนำเงินแสนนี้ไปดาวน์รถ บางคนอาจจะไปทริปต่างประเทศสักทริป บางคนอาจจะเลือกซื้อ Home Theater มาไว้ในคอนโด

หลายตอนที่ผ่านมา เราคุยกันถึงเงิน 2 ตุ่มแรก ซึ่งเป็นเงินก้อนหลักของชีวิต คือ ตุ่มที่หนึ่ง เป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ตุ่มที่สอง เป็นตุ่มสำหรับการเก็บออมเพื่อใช้ในอนาคต มาฉบับนี้ เป็นเงินตุ่มที่สามแล้ว คือตุ่มที่เรียกว่า LTSS (Long-Term Saving for Spending) หรือ 10% ของเงินเดือน (5,000-10,000 บาทต่อเดือน) เงินตุ้มนี้จะเก็บสะสมเป็นก้อนใหญ่เพื่อให้รางวัลชิ้นใหญ่ๆ ให้กับตัวเอง ปีละครั้งหรือสองครั้ง รางวัลชิ้นใหญ่ ก็อาจจะเป็นได้ตั้งแต่กีต้าร์ตัวใหม่ เครื่องเสียงชุดใหม่ ทริปท่องเที่ยวในหรือต่างประเทศสักทริป หรือแม้กระทั่งดาวน์รถคันใหม่

แต่ที่ผมอยากจะชวนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คิดกันต่ออีกสักนิด ว่าเราใช้ไปเพื่ออะไร

บางคนอยากดาวน์รถคันใหม่ เพื่อให้ตัวเองสะดวกขึ้นในการเดินทาง ไม่ต้องแบกของหนักไปไหนมาไหน หรือรถคันเก่าเริ่มจะหมดอายุขัยแล้ว

บางคนอยากได้เครื่องเสียงดีๆ หรือ Home Theater ดีๆ สักชุด เพื่อได้ผ่อนคลายกับดนตรีเพราะๆ กับเครื่องเสียงดีๆ หรือดูหนังที่บ้านแต่ความรู้สึกเหมือนอยู่ในโรงหนัง หรือซื้อเพื่อให้กระตุ้นความอยากของการฝึกภาษาอังกฤษผ่านการดูซีรีย์ หรือซื้อมาเพื่อดูซีรีย์เกาหลีให้ได้อัธรส

บางคนอยากไปท่องเที่ยวสักทริป เพราะอยากไปพักผ่อน อยากไปชอปปิ้ง อยากไป Adventure หรืออยากไปเรียนรู้ในที่ ที่ต่างออกไป

รวมๆ แล้วเงินก้อนนี้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 60,000 -120,000 บาท ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สามารถทำอะไรได้เป็นเรื่องเป็นราวเลยที่เดียว แต่ทีนี้ถ้าเราจะเลือกให้รางวัลตัวเองอะไรแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ สิ่งที่ควรคำนึงในเรื่องต่างๆ หรือผลที่ตามมาด้วย

ถ้าเราเลือกที่จะดาวน์รถคันใหม่ สิ่งที่เราต้องคำนึงต่อ ก็น่าจะเป็นเรื่องของเงินผ่อนที่จะเพิ่มขึ้นเดือนละประมาณหนึ่งหมื่นบาท ค่านำ้มันต่อเดือนอีก ค่าประกันและค่าอื่นๆ ที่จะตามมา ซึ่งจะกระทบเงินในตุ่มแรกที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สิ่งที่ใช้ในการตัดสินใจก็คือ ลองชั่งน้ำหนักดูระหว่างเหตุผลที่อยากได้ กับผลที่ตามมา ถ้าคุ้มค่าเพียงพอ ก็ตัดสินใจเลือกซื้อได้เลย

ถ้าเลือกซื้อเครื่องเสียงหรือชุด Home Theater ก็ควรลองดูว่า เราจะได้ใช้งานมันคุ้มค่าแค่ไหน ส่วนใหญ่คนเรามักจะเห่อใช้ในตอนแรกๆ แล้วก็ลดลงเรื่อยๆ ฉะนั้นก่อนซื้อก็ควรมาดูกันว่าเราจะได้ใช้งานอะไรบ้าง บ่อยแค่ไหน (สัปดาห์ละกี่ครั้ง) และจะใช้ได้นานเท่าไร ซื้อแล้วเราจะใช้มันคุ้มค่าเหมือนกับที่ตอนอยากจะซื้อหรือไม่ ถ้าคิดว่าคุ้มค่าก็เลือกซื้อได้ ส่วนเรื่องค่าไฟฟ้า แม้ว่าจะเป็นประเด็นไม่ใหญ่ แต่การที่เราคำนึงไว้ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

ถ้าเลือกทริปน่าสนใจสักทริป เราวางแผนทริปที่เราอยากไปอย่างไรบ้าง ที่ผ่านมาหลายๆ คน คิดว่าปีนี้อยากไปนู่น ปีนี้อยากไปนี่ ตามแต่ความอยากของตัวเองหรือของเพื่อนๆ ในกลุ่มจะพาไป แต่ผมมีวิธีอีกหนึ่งวิธีมานำเสนอครับ

อันแรกสุด คุณผู้อ่านทุกท่านลองเลือกที่ ที่ชีวิตนี้คุณอยากจะไปที่สุดมาสัก 10 ทริป เพียงแค่ 10 ก่อนนะครับ เพราะมันทำให้วางแผนง่ายขึ้น เข้าใจว่าการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่พวกเราชาวทันตแพทย์อยากไปกันมากๆ และการทำตามวิธีนี้จะช่วยคุณในการตัดสินใจว่าจะไปที่ไหน ได้ง่ายขึ้น

ข้อสอง คุณลองคิดดูว่า ทำไมคุณถึงอยากไปทริปนั้น และคุณรู้ข้อมูลเกี่ยวกับทริปนั้นอย่างไรบ้าง เช่น ทริปนั้นมีอะไรน่าสนใจ ไปช่วงเวลาไหนที่จะได้เห็นในสิ่งที่อยากเห็น เช่น หากคุณอยากไปซาปา เพื่อเห็นทุ่งนาขั้นบันได เป็นสีเขียว คุณควรไปเดือนกรกฎาคมถึงต้นสิงหาคม แต่หากคุณอยากไปเห็นช่วงที่ทุ่งนาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนจนถึงสีเหลืองทอง คุณควรไปช่วงเดือนกันยายน แต่ถ้าหากคุณอยากไปสัมผัสอากาศหนาวๆ จัดๆ ก็ควรไปช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม และข้อมูลเกี่ยวกับข้อจำกัดในแต่ละที่มีอะไรบ้าง เช่น หากคุณอยากไปเดินเขาที่ทิเบต ออกซิเจนในอากาศจะเบาบาง เป็นต้น

ข้อสามคือข้อจำกัด ลองดูว่าข้อจำกัดของตัวเองมีอะไรบ้าง เคยอ่านใน Infographic ว่าข้อจำกัดของคนทั่วไป มีดังนี้ครับ

ข้อที่สี่ ค่อยๆ เรียงทริปที่อยากไป ตามข้อจำกัดของตัวเองและของสถานที่ที่เราอยากไป เช่น ถ้าเป็นคนชอบ Adventure เราควรจะเลือกทริปแบบ Adventure มาท่องเที่ยวก่อนในช่วงที่คุณยังมีแรงอยู่ เช่น ไป Everest Base Camp หรือไป Adventure ที่นิวซีแลนด์ หรือทริปที่ต้องเดินเป็นระยะทางไกลๆ

หลังจากนั้นคุณค่อยวางแผนลงทริปที่มีราคาสูงเพิ่มขึ้น และไปในช่วงที่ยังมีแรงเดิน เช่น จิ่วไจ้โกว ที่ประเทศจีน ที่อาจจะต้องเดินเป็นระยะทางเป็นกิโล หรือไปประเทศอียิปต์เพื่อค้นหาความลึกลับของพีระมิด หรือไปดูความงดงามของธรรมชาติที่โครเอเชียและสโลเวเนีย

ส่วนถ้าคุณเริ่มมีกำลังลดลงแล้ว ก็ไปในที่ ที่สะดวกสบาย เดินทางไม่ไกลมาก มีโรงแรมดีๆ คอยให้บริการ เช่น Vancouver ในแคนาดา หรือ London ประเทศอังกฤษ และที่สำคัญคือ คุณสามารถเที่ยวเมืองไทยได้สบายมากในช่วงอายุนี้ เพราะเมืองไทยใช้ระยะเวลาเดินทางถ้าโดยเครื่องบินก็ใช้เวลาไม่มาก ที่พักก็มีให้เลือกหลายระดับ อาหารก็ไม่ต้องปรับตัว ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ

แต่ถ้าคุณเป็นคนชอบชอปปิ้ง ก็เลือกไปประเทศที่สินค้าราคาไม่แพงก่่อน ต่อเมื่อคุณมีรายรับเพิ่มสูงขึ้นก็ค่อยไปในประเทศที่สินค้าราคาอีกระดับ ซึ่งก็สามารถใช้หลักการที่ผมเสนอไว้ได้นะครับ

ถ้าลองวางแผนมาถึงระดับนี้แล้ว คุณอาจจะเพิ่มทริปที่อยากไป และค่อยๆปรับเปลี่ยนก็ได้ นะครับ นอกจากนี้บางทริปที่เราเคยวางแผนไว้ก็มีโอกาสที่จะไม่ได้ไปตามแผนจากสาเหตุอื่นๆ อีก ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา แต่การวางแผนก็ดีกว่าการไม่มีแผนนะครับ

ท้ายสุดแล้วก็อยากฝากถึงการใช้เงินในก้อนนี้นะครับ จริงๆ เงินก้อนนี้ก็เป็นเงินสำหรับปรนเปรอตัวเองนั่นแหละครับ แต่การปรนเปรอตัวเองก็อยากให้ได้อะไรมาเพิ่มของตัวเอง เช่น เรื่องการท่องเที่ยว นอกจากจะได้รูปโปรไฟล์เฟสบุครูปใหม่แล้ว ก็สามารถเรียนรู้วิถีชีวิตคนอื่น หรือได้จิตสำนึกใหม่ที่ทำให้ตัวเองมีความสุขขึ้น หรือทำให้คนอื่นมีความสุขขึ้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นกำไรของชีวิต จริงๆ แล้ว พวกเราก็ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีรายได้ที่สูงเมื่อเทียบกับคนในสังคม การที่เราสามารภทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น ไปพร้อมกันทำให้คนอื่นมีความสุขเพิ่มมากขึ้นก็น่าจะดีต่อสังคมเราไม่ใช่น้อย

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com