Column ประจำ
Sponsor

ความสำเร็จของกองทุนทันตกรรม เงินไม่ใช่ทางออก - ทุกฝ่ายต้องร่วมมือ

ผ่านไป 2 ปีแล้วกับ กองทุนทันตกรรม ที่มีงบถึง 1,800 ล้านบาทต่อปี เงินมหาศาลเหล่านี้แตกหน่อต่อยอดไปมากน้อยเท่าไร เด็กไทยมีสุขภาพช่องปากดีขึ้นแค่ไหน ฉบับนี้ Thai dental จึงได้มานั่งพูดคุยกับ ทันตแพทย์กวี วีระเศรษฐกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 8 อุดรธานี ผู้ที่ทำงานด้านหลักประกันสุขภาพ มาตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน นอกจากมีวุฒิทบ.แล้วทพ.กวียังได้วุฒิเศรษฐศาสตร์(มสธ.) ด้วยจึงเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งที่เปลี่ยนที่ทำงานจากสสจ.อุดรธานีมาสู่งานที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ขณะนั่งพูดคุยได้ทราบจาก ทพ.กวี ว่า แม้กองทุนทันตกรรมมีงบมากมาย ทว่าขั้นตอนการดำเนินงานนั้นตะกุกตะกักเต็มทีไม่ได้มาได้ง่ายๆต้องมีการถกเถียงกันมากมาย โดยมีคุณหมอวิรัตน์ เอื้องพูลสวัสดิ์เป็นผู้ตั้งร่างและจุดประกาย แต่ก่อนไปถึงสาเหตุ ทางเราได้ขอให้ ทพ.กวี ได้กล่าวถึงหลักการของกองทุนทันตกรรมอีกครั้ง

“ผมมองว่า การมีหลักประกันสุขภาพของคนไทย ก็คือ การทำให้เกิดระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพกระจายทั่วถึงและเป็นธรรมซึ่งหมายรวมถึงการมีระบบบริการที่ดีมีบุคลากรทางการแพทย์ที่ดี แล้วก็พยายามทำให้คนที่อยู่ในพื้นที่สามารถเข้าถึงระบบการรักษาพยาบาลและการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้เพียงพอและเหมาะสมกับพื้นที่โดยไม่ต้องรอให้ใครมาสั่งหรือกำหนดมา และการจะทำอย่างนั้นได้ต้องมีความสามารถหาเงินมาก้อนหนึ่ง ที่เยอะมากเพียงพอ และต้องต่อเนื่องซึ่งเงินกองนี้ก้อนใหญ่ที่สุดก็คือเงินของหลักประกันสุขภาพซึ่งขณะนี้เขาให้สปสช.บริหาร ทั้งนี้ ในทางการแพทย์ การสาธารณสุขเขาจะทำเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่เห็นว่าสำคัญ บางที่อาจไม่เห็นเรื่องทันตกรรมสำคัญเลย โดยเฉพาะการไปทำในเด็ก เราอยู่ในพื้นที่จะรู้ เวลาพูดอะไรที่เกี่ยวกับสุขภาพช่องปาก จะอยู่สุดท้ายเลย เพราะฉะนั้นการที่มีกองทุนทันตกรรม ในกองทุนหลักประกันสุขภาพจึงเหมือนกับว่า งานทันตกรรมได้มีตัวตนในระบบหลักประกัน ถ้าคุณจะทำให้คนสุขภาพดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี หนึ่งในนั้น ก็คือ ส่งเสริมป้องกันสุขภาพช่องปาก เพราะกองใหญ่เรื่องรักษาด้านอื่นๆ มันมีอยู่แล้ว ฉะนั้นส่วนนี้จึงบอกว่า คุณต้องไปส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่ทันตแพทย์ทั้งหลายเห็นว่า เป็นกลุ่มสำคัญ คือ เด็กประถมศึกษา ก็เลยถูกกันเงินมากองหนึ่ง เพื่อบอกว่า คุณต้องทำอันนี้นะ”

การมีสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดี หนึ่งในนั้น คือ การดูแลรักษาช่องปาก โดยกองทุนทันตกรรม จำนวน 1,800 ล้านบาท ไม่ใช่การอัดเงินเข้าซี่ฟันที่ผุ แต่เป็นการใช้ในการรณรงค์ และส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายรู้วิธีรักษาสุขภาพช่องปากให้ถูกวิธี ซึ่งทันตแพทย์ต้องอาศัยการเข้าถึงพื้นที่เป็นหลัก ด้วยปัจจัยนี้เอง จึงทำให้การดำเนินงานไม่ค่อยราบรื่นเท่าที่ควร เพราะบุคลากรมีไม่เพียงพอ

ผลการดำเนินงานในช่วงสองปีที่ผ่านมานั้น เฉพาะส่งการทำฟันเทียมที่คาดหวังให้เอกชนช่วยจัดบริการนั้น เรามีงบประมาณทั้งหมดในปี 2555 รวม 197 ล้านบาท(สำหรับทำฟันเทียมถอดได้ฐานอคริลิก) ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา สามารถทำฟันเทียมด้วยงบประมาณกองทุนได้ถึง 38,894 ปาก เป็นแบบบางส่วน 21,327 ปาก และทั้งปาก SD 3,669ปาก CD 13,898 ปาก และเป็นที่น่าสังเกตว่า การเข้าถึงบริการฟันเทียมด้วยกองทุนทันตกรรมนั้น เขตที่เข้าถึงบริการน้อยได้แก่เขตกทม. โดยมีอัตราการเข้าถึงบริการฟันเทียมเพียง 0.22 ปาก :10,000 ประชากร เมื่อเทียบกับ 1.28:10,000 ของ จังหวัดนครสวรรค์ 1.03 : 10,000 ของเชียงใหม่ และ 1.02:10,000 ของพิษณุโลก ทั้งที่กทม.มีทันตแพทย์ต่อประชากรมากที่สุดในประเทศ และมีทันตแพทย์กระจายในทุกศูนย์บริการกทม.

เมื่อถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงนี้ ทพ.กวี ได้พูดถึงแนวทางที่คณะทำงานรับทราบ

“มี 2 กลุ่มครับ กลุ่มแรก คือ กลุ่มที่แทบไม่ส่งผลอะไรเลย เพราะว่า โรงพยาบาล หรือว่าหน่วยงาน หรือผู้อำนวยการโรงพยาบาล เขาสนับสนุนอยู่แล้ว เขาทำอยู่แล้ว มีแรงเท่าไรก็ทำเท่านั้น ต่อให้มีเงินเพิ่มเข้ามา ก็สามารถทำได้เท่าที่เคยทำ เพราะว่า เรื่องการทำทันตกรรมไม่ได้อยู่กับเงินอย่างเดียว อยู่ที่แรงคนด้วย

“กลุ่มที่สอง คือ พอมีคนบอกว่าต้องทำเรื่องนี้ แล้วกันเงินมาให้ เขาก็เหมือนอยู่ดีๆ แล้วมีทรัพยากรที่เขาอยากได้มานานแล้ว เขาก็ทำลงไปเยอะเลย”

ทพ.กวี ยังขยายความ ลงไปที่กลุ่มแรกว่า นอกจากขาดบุคลากรแล้ว บางส่วนองค์กรขาดความกระตือรือร้น ต่อให้มีงบสนับสนุนมหาศาลเพียงไหน ก็ไม่สามารถดำเนินงานได้ ทันตแพทย์นักหลักประกันสุขภาพ บอกว่า “กลุ่มที่สองนี่เยอะ”

พร้อมกันนี้ ทพ.กวี ได้ยกตัวอย่างกลุ่มทันตแพทย์ที่ขยันขันแข็งลงพื้นที่ส่งเสริมสุขภาพช่องปากจนเห็นผลสำเร็จอย่างน่าชื่นใจว่า

“บางกลุ่มเขาลงไปให้คุณครูช่วยพาเด็กแปรงฟัน ให้ศูนย์รับเลี้ยงเด็กทำให้เด็กมีการดูแลฟันที่ดี เข้าถึงชาวบ้าน เข้าผู้นำชุมชนให้ไปคอนโทรลเรื่องอาหาร ซึ่งบางที่ทำได้ดีมากเลย เขาทำอย่างไรไม่รู้นะหมอฟันนี่ มหัศจรรย์มาก ไปทำให้ร้านขายขนมเลิกขายของหวาน ทำให้ในโรงเรียนที่เคยแจกขนมว่างให้เด็กเปลี่ยนเป็นผลไม้ ซึ่งพวกนี้ถ้าได้เงินเข้าไป เรื่องบริหารจัดการ โดยเฉพาะเรื่องของกองทุนฯ เขาจะขยายวงได้เยอะมาก”

ผลสัมฤทธิ์ อยู่ที่กำลังคน

การบรรลุเป้าประสงค์ของกองทุนทันตกรรม ก็เพื่อทำให้ประชาชนมีสุขภาพช่องปากที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายอย่างเด็กๆ มีการป้องกัน ดูแลรักษาฟันเป็นอย่างดี ซึ่งในส่วนนี้ทันตบุคลากรในพื้นที่ต้องลุกออกจากเก้าอี้แพทย์ในโรงพยาบาล เพื่อทำงานด้านส่งเสริมสุขภาพฟัน อย่างที่ทราบกันดีว่า บุคลากรทางด้านนี้ บางพื้นที่มีจำกัด ดังนั้น ทพ.กวีจึงบอกว่า ต้องหาคนเพิ่ม

“ภาคราชการต้องสนับสนุน เช่น ผลิตคนเพิ่ม จัดสรรอะไรเพิ่ม อีกข้อหนึ่งก็คือว่า ให้เอกชนช่วยทำคนไข้ เพื่อที่จะเอาทันตแพทย์ซึ่งเคยต้องทำคนไข้ ไปช่วยงานส่งเสริมป้องกัน เพราะทันตแพทย์เอกชน ย่อมมีความถนัดด้านการรักษาอยู่แล้ว”

ขอมือทันตแพทย์เอกชนร่วมสร้างสุขภาพที่ดีให้สังคมไทย

การรอภาคราชการจัดสรรบุคลากรเพิ่ม มีหวังลูกของเด็กประถมในขณะนี้ฟันผุหมดปากซะก่อน วิธีที่ทำได้ทันทีและมีประสิทธิภาพ นั่นคือ การขอความร่วมมือจากทันตแพทย์เอกชน

“โรงพยาบาลซึ่งมีทันตแพทย์น้อยอยู่แล้ว ถ้าจะให้หมอไปทำงานเชิงรุก ไปคุยกับชาวบ้าน หมอลุกออกไป ไม่ทำฟันแล้ว ไปคุยกับชาวบ้าน ก็จะไม่มีคนดูแลคนไข้ ถ้าเป็นลักษณะนี้ เราจึงต้องเอางานบางส่วนไปให้เอกชนช่วยทำ เพราะเอกชนเขาทำการรักษาได้ แต่การที่จะให้เขาไปจัดการเรื่องระบบ คุยกับคุณครู หรืออสม. ก็ไม่ไหว เราต้องโอนงานบางส่วนให้เอกชนช่วย เพื่อลดภาระงาน

“อธิบายง่ายๆ อย่างเรื่องทำฟันปลอม หมอที่นั่งอยู่ที่โรงพยาบาลต้องทำฟันปลอมให้ มันใช้เวลานานกว่าจะเสร็จ ไม่ใช่ครั้งเดียว 5 ชั่วโมงนะ แต่เป็นครั้งละครึ่งชั่วโมง และต้องมา 5 ครั้ง ก็เอาเคส อย่างนี้ไปติดต่อภาคเอกชน บอกคนไข้ให้ไปทำที่นั่นเลย แล้วระบบราชการจะตามไปจ่าย เป็นการดึงภาคเอกชนเข้ามาช่วยลักษณะแบบนี้แหละครับ” มีตัวอย่างเช่น พี่ธรณินท์ที่หาดใหญ่ พี่สมศักดิ์ที่โคราซความร่วมมือที่เกิดในกทม. ซึ่งดีมากแต่ยังน้อยเหลือเกินเมื่อคิดภาพรวมของประเทศ

 

เมื่อสามารถโอนงานบางส่วนไปให้ทันตแพทย์เอกชนซึ่งในแต่ละจังหวัดมีมากมาย ช่วยทำ (ช่วยในความหมายที่ส่งต่อลูกค้าให้) ทันตแพทย์ประจำโรงพยาบาลก็สามารถลงพื้นที่ให้ความรู้เรื่องการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากกับชาวบ้านได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เปรียบเหมือนภาคเอกชนได้ลงมือสรรสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชนชาวไทย โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาส่วนตัวแต่อย่างใด

ก่อนยกมือวันทากล่าวสวัสดีคำลา ทพ.กวี ได้ทิ้งท้ายคำพูดถึงทันตแพทย์เอกชนว่า

“ผมมองว่าวิวัฒนาการของวงการทันตแพทย์ในเมืองไทย ทันตแพทย์หลายคนอยากมาช่วย ในโรงเรียนของพวกเราถูกสอนอยู่แล้วว่า จบมาให้รับใช้ประชาชน ให้ดูแลประชาชน เพราะฉะนั้นการที่มีกองทุนทันตกรรมขึ้นมาก็เป็นส่วนหนึ่งนะ ที่เอื้อให้ทันตเพทย์เอกชนมาดูแลคนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะฉะนั้นภาคเอกชนที่มีกำลังคนเยอะแยะมากมาย ถ้าเกิดมีโอกาส ใครอยู่ในจุดไหนที่มีโอกาสจะสนับสนุนก็อยากให้ช่วยกัน หลังจากที่เดินหน้ากันเรื่องวิชาชีพแล้ว ลองย้อนกลับมาช่วยดูตรงนี้บ้าง ก็จะเป็นเรื่องน่ายินดีที่ทำให้วิชาชีพทันตแพทย์ เป็นที่ยอมรับว่าเราเป็นวิชาชีพที่กิดมาเพื่อที่ดูแลคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ว่ายากดีมีจนอยู่ที่ไหนของประเทศ มากกว่าดูคนส่วนน้อยที่มีรายได้ดี หรือว่าอยู่ในพื้นที่ที่เจริญ”

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com