Column ประจำ
Sponsor

กองทุนทันตกรรม ประสานสู่อนาคต

โดย : ทพ. อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ สปสช.
Tags : กองทุนทันตกรรม , ฟันปลอม , คืนสู่เหย้า

17 ธันวาคม 2555 จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 57 ของประเทศสหรัฐอเมริกา และก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าจะเป็นการแข่งขันกันระหว่างประธานาธิบดีบารัค โอบามา ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต และนายมิตต์ รอมนีย์ ตัวแทนจากพรรครีพับริกัน วันนี้ (1 ตุลาคม 55) แม้ว่า Poll จะชี้ว่าคะแนนของผู้สมัครทั้งสองคนจะใกล้เคียงกัน แต่มีแนวโน้มว่าโอบามาเริ่มมีคะแนนทิ้งห่างรอมนีย์ ในรัฐที่ไม่ได้เป็นพื้นที่ของพรรคหนึ่งพรรคใดอย่างชัดเจน (Swing states)

แม้ว่าโอบามาได้รับคำวิจารณ์จากหลายฝ่ายว่าล้มเหลวในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่ดิ่งลงตั้งแต่เข้าร่วมสงครามอ่าวในสมัยประธานาธิบดีบุช แต่หนึ่งในนโยบายสำคัญที่ถือเป็นไม้เด็ดของโอบามา คือการออกกฎหมายสุขภาพที่มีชื่อว่า The Patient Protection and Affordable Care Act (PPACA) หรือรู้จักกันในนาม “โอบามาแคร์”ซึ่งมีเนื้อหาบังคับให้ชาวอเมริกันทุกคนต้องซื้อประกันสุขภาพ เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกิดประโยชน์กับอเมริกันชนและลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาวลงได้

แม้ว่าสภาจะผ่านกฎหมายและผ่านการรับรองจากศาลสูงแล้ว อเมริกาคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการทำความเข้าใจกับอเมริกันชนและจัดการระบบให้ลงตัว

แต่ประเทศไทยของเราก้าวหน้ากว่านั้นครับ ปัจจุบันเรามีระบบหลักประกันสุขภาพหลักอยู่ 3 ระบบได้แก่

  1. ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ สำหรับผู้มีสิทธิข้าราชการและครอบครัวตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลปี 2521 และต่อมามีการปรับปรุงโดยยกเลิกและมีการประกาศกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลปี 2523 ปัจจุบันมีผู้มีสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการราว 5 ล้านคน ใช้งบประมาณทั้งหมดจากเงินภาษี ดูแลโดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง
  2. ระบบประกันสังคม สำหรับผู้ประกันตน ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2553 และแก้ไขปรับปรุง พ.ศ. 2537 ปัจจุบันดูแลผู้ประกันตนราว 10 ล้านคน เงินกองทุนมาจากองค์ประกอบต่าง ๆ 9 รายการ รายการที่สำคัญคือเงินสมทบจากรัฐบาล นายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 46 ดูแลโดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน
  3. ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือเรียกโดยทั่วไปว่าสิทธิ UC หรือสิทธิ 30 บาท ดูแลประชาชนไทยที่ไม่ได้อยู่ใน 2 กลุ่มข้างต้นและไม่ได้อยู่ในกฎหมายเฉพาะ เช่นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ครูโรงเรียนเอกชน ฯลฯ ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งถือเป็นระบบน้องใหม่ที่สุดแต่มีสมาชิกมากที่สุดราว 48 ล้านคน ใช้งบประมาณทั้งหมดจากเงินภาษีเช่นเดียวกับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ดูแลโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช.

ระบบสุขภาพทั้งสามระบบมีจุดประสงค์เดียวกัน คือจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้โรงพยาบาลแทนสมาชิก แต่จะจ่ายให้มากน้อยเท่าใด หรือจ่ายกรณีใดบ้าง เป็นเรื่องของสิทธิประโยชน์ที่ระบุไว้ในกฎหมายของแต่ละกองทุน ยกตัวอย่างเรื่องใกล้ตัวเช่น ผู้ป่วยมีฟันผุทะลุโพรงประสาทฟันมาพบทันตแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐ และทันตแพทย์มีความเห็นว่าต้องรักษารากฟัน หากผู้ป่วยมีสิทธิสวัสดิการข้าราชการสามารถรับบริการรักษารากฟันได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่สำหรับสิทธิ UC และประกันสังคม ต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด เพราะบริการดังกล่าวไม่อยู่ในสิทธิประโยชน์ที่กองทุนระบุไว้

กองทุนหลักประกันสุขภาพเป็นกองทุนที่ดูแลประชาชนจำนวนมากที่สุด ครอบคลุมกว่า 48 ล้านคนในทุกกลุ่มอายุ และให้บริการหลัก 4 ด้านคือ ส่งเสริม รักษา ป้องกันและฟื้นฟู ควบคู่กันไป ในส่วนทันตกรรม สิทธิประโยชน์ในระบบ UC ครอบคลุมในด้านต่าง ๆดังนี้

ด้านการรักษา

  • การถอนฟัน
  • การอุดฟัน
  • การขูดหินปูน
  • การทำฟันเทียมฐานพลาสติก
  • การใส่เพดานเทียมในเด็กปากแหว่งเพดานโหว่
  • การจัดฟันในเด็กปากแหว่งเพดานโหว่

ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในช่องปาก

  • การตรวจสุขภาพช่องปาก
  • การแนะนำด้านทันตสุขภาพ
  • การให้ฟลูออไรด์เสริมในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคฟันผุ
  • การเคลือบหลุมร่องฟัน

และในปีงบประมาณ 2554 สปสช. ได้จัดตั้ง “กองทุนทันตกรรม” ขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมสภาวะสุขภาพช่องปากในกลุ่มเป้าหมายได้แก่ เด็กปฐมวัย เด็กประถมศึกษา หญิงตั้งครรภ์ เพื่อสร้างเสริมสุขภาพช่องปากและทันตกรรมป้องกันแก่ประชาชน และเพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงบริการฟันเทียมได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ

วัตถุประสงค์ข้อหลังสุด มีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆนะครับ เพราะจากการคาดการณ์ของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2543-2573 พบว่าจะมีประชากรผู้สูงอายุ (อายุเกิน 60 ปี) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10.5 ในปี 2548 เป็นร้อยละ 15.7 ในปี 2573 นอกจากนี้จากการศึกษาของกรมอนามัยในปี 2543-25441 พบว่าร้อยละของผู้ที่มีฟันใช้งานไม่น้อยกว่า 20 ซี่ของผู้ที่มีอายุ 60-74 ปี มีเพียงร้อยละ 8.2 มีผู้สูงอายุที่ไม่มีฟันในช่องปากร้อยละ 3.1 ผู้สูงอายุมีฟันปลอมทั้งปาก2 ร้อยละ 7.2 จากฐานข้อมูลประชากร สปสช. ณ เดือนกรกฎาคม 2555 พบว่ามีผู้มีสิทธิ UC ที่อายุเกิน 60 ปี จำนวน 7,059,823 คน ดังนั้นเมื่อถึงปี 2573 จะมีผู้สูงอายุที่มีสิทธิ UC ถึง 7,644,084 คน ซึ่งมีความต้องการใส่ฟันปลอมทั้งปากมากถึง 787,340 คน ผู้สูงอายุกลุ่มดังกล่าว อาจมีส่วนหนึ่งมีความสามารถหาฟันปลอมใส่เองได้ แต่จะมีผู้สูงอายุส่วนหนึ่งที่เข้าไม่ถึงบริการใส่ฟันปลอม ซึ่งคาดว่าจะมีถึง 218,854 คน

  • 1 http://dental.anamai.moph.go.th/fluoride/survey/tloss.html
  • 2 http://dental.anamai.moph.go.th/fluoride/survey/interview02.html

สปสช. ให้บริการใส่ฟันปลอมแก่ประชาชนสิทธิ UC มาตั้งแต่ปี 2546 โดยเน้นไปที่ฟันปลอมฐานพลาสติก ได้แก่ Temporary Plate, Single Denture และ Complete Denture ประชาชนสามารถรับบริการได้ที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง หากดูข้อมูล 5 ปีงบประมาณ จะพบว่าประชาชนเข้าถึงบริการใส่ฟันปลอมทุกประเภทมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังตารางที่ 1 และแผนภูมิที่ 1 (หมายเหตุ: ข้อมูลปี 2555 เป็นข้อมูลการให้บริการจำนวน 10 เดือน)

จะเห็นว่าประชาชนเข้าถึงฟันปลอมทั้งปาก (Complete Denture) มากที่สุดในฟันปลอมทั้ง 4 ประเภท และหากพิจารณาเฉพาะผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป) ที่ได้รับการใส่ฟันปลอมทั้งปาก จะพบข้อมูลดังปรากฏในตารางที่ 2 และแผนภูมิที่ 2

หากพิจารณาเฉพาะฟันปลอมทั้งปาก จะเห็นว่าปี 2554 เป็นปีที่มีประชาชนมารับบริการมากที่สุดคือ 26,878 คน หรือร้อยละ 0.35 ของประชากรสูงอายุที่มีสิทธิ UC ปี 2554 เท่านั้น หรือถ้าคำนวณจากจำนวนผู้สูงอายุที่มีความต้องการใส่ฟันปลอมทั้งปาก จะพบว่าสามารถใส่ฟันเทียมได้เพียงร้อยละ 3.4 เท่านั้น

ข้อมูลที่กล่าวไปแล้วในเบื้องต้น เป็นข้อมูลภาพรวมระดับประเทศเท่านั้น แต่หากพิจารณาผู้สูงอายุรายจังหวัดที่ไม่มีฟันในช่องปาก(ร้อยละ 3.1) ที่เข้าถึงบริการใส่ฟันปลอมทั้งปาก จะพบว่าผู้สูงอายุที่มีสิทธิ UC อยู่ในจังหวัดพิจิตรสามารถเข้าถึงบริการใส่ฟันปลอมทั้งปากมากที่สุด หรือร้อยละ 30.71 ของผู้สูงอายุที่ไม่มีฟันในช่องปากทั้งหมด อันดับสองคือจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร้อยละ 22.55 และอันดับสามคือจังหวัดชัยนาท ร้อยละ 20.89

ดูข้อมูลทางมากไปแล้ว ลองพิจารณา 10 จังหวัดที่มีสัดส่วนบริการใส่ฟันปลอมทั้งปากน้อยที่สุดตามตารางที่ 4

ไม่น่าเชื่อนะครับว่า ผู้สูงอายุที่มีสิทธิ UC อยู่ในกรุงเทพมหานครเมืองฟ้าอมรของประเทศไทย มีอัตราการเข้าถึงบริการใส่ฟันปลอมทั้งปากต่ำที่สุดในประเทศไทย

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น …

กรุงเทพเป็นจังหวัดที่ไม่มีโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเลยแม้แต่โรงเดียว มีแต่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่รองรับบริการตติยภูมิชั้นสูง และไม่มีหน่วยบริการกระจายไปยังชุมชนเล็กน้อย ตามสภาพพื้นที่ของกรุงเทพมหานครที่มีประชาชนกระจายไปตามซอกเล็ก ซอยน้อย การจราจรที่ว่ากันว่ามีประสิทธิภาพทั้งบนบก ลงเรือ ลอยฟ้า เอาเข้าจริงแล้วเอื้อต่อการเดินทางของผู้สูงอายุหรือไม่

ในปี 2548 กองทันตสาธารณสุข(ชื่อเดิม ปัจจุบันคือสำนักทันตสาธารณสุข) กรมอนามัย ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จัดโครงการฟันเทียมพระราชทาน รณรงค์ใส่ฟันปลอมทั้งปากให้กับผู้สูงอายุทั่วประเทศ โดยเชิญชวนคลินิกเอกชนทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ ในปีนั้น สามารถใส่ฟันปลอมทั้งปากให้ผู้สูงอายุได้ถึง 35,529 ราย ทั้งนี้เป็นผลงานของคลินิกเอกชนถึง 4,607 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคลินิกเอกชนที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร

โครงการฟันเทียมพระราชทานยังคงดำเนินการต่อมาอีกหลายปี และภาคเอกชนก็มีส่วนสำคัญในการร่วมให้บริการอย่างต่อเนื่อง

หลายคนคงนึกภาพออกนะครับว่า ห้องฟันของโรงพยาบาลภาครัฐสุดแสนจะวุ่นวายแค่ไหน เพียงแค่งานทันตกรรมพื้นฐาน ขูด อุด ถอน ก็บริโภคเวลาอันแสนจะอบอุ่นครึ่งเช้าไปหมดแล้ว ช่วงบ่ายก็ต้องสลับปรับเปลี่ยนหมุนเวียนกับการนัดหมายงานเฉพาะทาง แล้วการใส่ฟันปลอมทั้งปากให้สามารถใช้งานได้ดี ก็เป็นเรื่องยากถึงยากมาก ผลงานจึงปรากฏออกมาอย่างที่เห็นแล้วในตารางข้างต้น

เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงบริการได้มากขึ้น อาศัยกำลังภาครัฐอย่างเดียวเห็นจะไม่พอเสียแล้วครับ เห็นทีต้องเชิญชวนพี่น้องภาคเอกชนเข้ามาร่วมให้บริการ เพื่อเพิ่มการเข้าถึง เพิ่มคุณภาพชีวิต

เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สปสช. ได้เรียนเชิญตัวแทนทันตแพทย์โรงพยาบาลศูนย์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลชุมชน สมาคมทันตแพทย์เอกชน มาร่วมหารือแนวทางในการขยายบริการใส่ฟันปลอมทั้งปากไปยังภาคเอกชน โดยมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จของการดำเนินงานในจังหวัดสมุทรปราการ โดยคุณหมอชลธิชา และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยคุณหมอธรณินทร์ เป็นต้นแบบ และมีข้อเสนอให้ปรับปรุงอัตราการจ่ายเงินชดเชยให้สะท้อนต้นทุนและจูงใจให้เกิดบริการ

การประชุมที่ผ่านมามีความคืบหน้าไปมาก ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการกำหนดรายละเอียดและแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน โดยนำปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมาเป็นบทเรียน คาดว่าจะสามารถประกาศเชิญชวนและแจ้งต่อสาธารณะได้ภายในต้นปี 2556

“There is no free lunch” หรือ “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” ในสำนวนของ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หมายถึง ไม่มีอะไรได้มาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ฟันปลอมทั้งปากที่ประชาชนได้รับในสิทธิประโยชน์ของ UC ก็เหมือนกันครับ แม้ว่าดูเหมือนจะได้มาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ประชาชนนั่นเองก็เป็นผู้เสียภาษีไม่ทางตรง(ภาษีเงินได้) ก็ทางอ้อม(น้ำมัน มหรสพ สินค้า ฯลฯ) มารวมเป็นงบประมาณให้กับ สปสช. และก็คืนกลับไปยังประชาชนร่ำไป

21 พฤศจิกายน 2555 ห้าโมงเย็น เป็นวันคืนสู่เหย้าครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของศิษย์เก่าคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลนะครับ ปีที่แล้วน้ำท่วมใหญ่ ไปมาลำบาก ประธานจัดงานเขาเลยเลื่อนจัดงานออกไป มาบรรจบครบรอบอีกทีก็วันที่ 21 พ.ย. นี่เอง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกจัดงานห่างกันถึง 2 ปี คิดถึงกันมาก ครั้งนี้จึงมีการเสนอละครนาฏกรรมเวที เรื่อง “วงษ์ทันตะ” นำแสดงโดยอาจารย์ผู้ใหญ่และอาจารย์ผู้ใหม่หลายท่าน ศิษย์เก่าทั้งมวลโปรดติดต่อตัวแทนรุ่นของท่านนะครับ พลาดแล้วจะเสียดายมาก ๆประธานจัดงานเขาฝากมาบอกครับ

ส่วนเรื่องฟันปลอมทั้งปากภาคเอกชน คืบหน้าประการใด จะมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com