Column ประจำ
Sponsor

บทบาททันตเเพทย์ไทย .....เมื่อสังคมไทยสูงวัยมากขึ้น

โดย : อ.ทญ.มัทนา เกษตระทัต

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจ หรือแทบจะเรียกได้ว่า "น่ากลัว" ไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็น "ความเร็ว" ของการเพิ่ม องค์การสหประชาชาติเตือนว่า ประเทศไทยใช้เวลาเพียง 20 ปีในการเพิ่มสัดส่วนประชากรสูงอายุเป็นเท่าตัว คือจากร้อยละ 8 (ในพ.ศ. 2543) เป็นประมาณร้อยละ 16 (ในพ.ศ. 2563) ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ใช้เวลาดับเบิ้ลสัดส่วนนี้ถึง 70-100 ปี! นั่นคือเค้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนเรา แต่เค้าค่อยๆเพิ่มปริมาณช้าๆ ค่อยๆปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ในขณะที่เรามีเวลาเตรียมตัวน้อยกว่าหลายเท่า อย่างงานทันตกรรมผู้สูงอายุในประเทศตะวันตกนั้นก็เริ่มพัฒนากันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970's (กว่า 40 ปีมาแล้ว) ... พวกเรากำลังเป็นกบในหม้อต้มที่น้ำค่อยๆร้อนขึ้นเรื่อยๆแต่เราไม่รู้ตัวว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับเรารึเปล่า

และสิ่งที่ทั่วโลกเป็นกังวลมากที่สุดตอนนี้คือจำนวนประชากรวัยทำงานที่ค่อยๆลดน้อยลง (จากภาวะมีบุตรน้อย) ซึ่งจะส่งผลทำให้รายได้เฉลี่ยประชากรของประเทศลดลง การออมลดลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นจากโรคเรื้อรังต่างๆ ผลผลิตรวมของประเทศก็ลดลง แต่รายจ่ายสวัสดิการของรัฐจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้สูงอายุ ทั้งเบี้ยผู้สูงอายุและประกันสุขภาพ แล้วรัฐไทยจะเอาเงินมาจากไหน? แค่ตอนนี้ก็มีปัญหาทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะอยู่แล้ว นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้หลายประเทศมีการขยายอายุเกษียณเป็น 65 หรือ70 ปี และมีการเก็บภาษีเพิ่มเพื่อนำมาวางแผนใช้ในอนาคตสำหรับการดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะ (พูดเรื่องเก็บภาษีเพิ่มในบ้านเราแล้วหวั่นใจจริงๆ)

นอกจากนี้ ผลกระทบโดยตรงคือ สมาชิกของครอบครัว หรือ แม้แต่พยาบาลและผู้ดูแลรับจ้างคนไทยที่จะทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุก็ลดน้อยลงตามไปด้วย เป็นที่น่ากังวลเพราะผู้สูงอายุยุคนี้จะอายุยืน แต่จะมีทั้งสองประเภทคือ อายุยืนและฟิต มีระยะเวลาที่เจ็บป่วยก่อนเสียชีวิตไม่นานนัก กับอีกขั้วหนึ่งคืออายุยืนแต่เจ็บป่วยเรื้อรังและต้องอยู่กับความพิการทุพพลภาพเป็นเวลานาน (ยิ่งการแพทย์ทันสมัยยิ่งไม่ตายซักที) และจากการสำรวจในประเทศไทยก็พบว่า ผู้สูงอายุมีแนวโน้มพิการมากขึ้น (จากร้อยละ 5.8 ในพ.ศ. 2544 เป็นร้อยละ 15.3 ในพ.ศ. 2550) โดยความพิการที่พบมาก คือ ความพิการทางการมองเห็น การได้ยิน ความพิการจากอัมพฤกษ์/อัมพาต อีกทั้งผู้ป่วยกลุ่มภาวะสมองเสื่อมก็มีให้เห็นมากขึ้นเช่นกัน

ถ้าวิชาชีพเราพยายามกันมาตลอดที่จะให้สาธารณะเห็นว่าสุขภาพช่องปากนั้นสำคัญ เป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพโดยรวมและคุณภาพชีวิต เราดูแลสุขภาพช่องปากของประชาชนมาตั้งแต่การดูแลการตั้งครรภ์ ฟันน้ำนมซี่แรก แล้วเมื่อถึงวันหนึ่งที่ผู้ป่วยของเรามีความซับซ้อนของโรคประจำตัว สภาพจิตใจ ความพิการ และ ปัจจัยทางสังคมต่างๆที่เปลี่ยนไป เราจะทิ้งความรับผิดชอบของเราไปได้อย่างนั้นหรือ ถ้าจะอ้างว่าเขาไม่เห็นความสำคัญ เราต้องถามตัวเองดีๆว่าหรือเรานั่นแหละที่ไม่เห็นความสำคัญของสุขภาพช่องปากซะเอง

ในต่างประเทศ จุดขายที่วิชาชีพพยายามสื่อกับสาธารณะและเพื่อนร่วมสาขาสุขศาสตร์ให้ตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุคือ ประโยชน์ของการดูแลอนามัยช่องปากเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นไข้หรือเสียชีวิตจากการติดเชื้อในปอด (aspiration pneumonia) และ เพื่อช่วยควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน (ซึ่งสองประเด็นนี้มีหลักฐานทางวิชาการชัดเจนแล้ว) และแน่นอนว่าการป้องกันหรือกำจัดความเจ็บปวด ความไม่สบายกายไม่สบายใจจากโรคในช่องปากเป็นสิ่งที่ทันตบุคลากรทำได้และควรทำจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตผู้ป่วย

ดังนั้น ทันตกรรมผู้สูงอายุไม่ใช่การดูแลผู้ป่วยสูงอายุข้างเก้าอี้ทำฟันในคลินิกทันตกรรมที่คุ้นเคยเท่านั้น แต่เป็นการดูแลรักษาผู้ป่วยข้างรถเข็น wheelchairข้างเก้าอี้รับแขก หรือ ข้างเตียงที่บ้านพักของผู้ป่วยหรือในสถานพยาบาลรูปแบบต่างๆ ทั้งบ้านพักคนชรา คอนโดหรือชุมชนรวมคนวัยเกษียณ หอผู้ป่วยแผนกรับดูแลผู้สูงอายุตามโรงพยาบาล (extended care ward) ห้องไอซียู สถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (hospice care) หรือ ที่เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มประเทศตะวันตกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคือ Assisted living residence ที่มีลักษณะคล้ายคอนโด หรือ อพาร์ทเมนต์ที่มีห้องทำกิจกรรมรวม มีสวนให้ปลูกต้นไม้ดอกไม้ มีร้านทำผม มีพยาบาลและ/หรือผู้ช่วยพยาบาลประจำอยู่ชั้นล่างให้เรียกหาได้ เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ยังพอดูแลตัวเองได้บ้าง จะได้มีอิสระ มีตารางเวลาชีวิตเป็นของตัวเอง

ในประเทศไทยนั้นรูปแบบของที่พักหรือสถานที่เหล่านี้ยังไม่หลากหลายมาก ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากที่ต่างประเทศอยากให้เป็น (ตามแนวคิด “aging in place”) แต่ก็มีโรงพยาบาลเอกชนที่รับผู้ป่วยสูงอายุเพื่อดูแลระยะยาวโดยคิดค่าห้องเป็นรายเดือนเพิ่มมากขึ้นมาก หมู่บ้าน/คอนโดรับลูกค้าวัยเกษียณก็เริ่มมีให้เห็นแถวอยุธยา หรือโครงการดูแลผู้สูงอายุครบวงจรก็กำลังจะสร้างที่หัวหิน เป็นต้น

ไม่ว่าทันตแพทย์จะมองประชากรกลุ่มนี้เป็น "ตลาดใหม่" ในการทำธุรกิจ หรือเป็น "ความรับผิดชอบทางวิชาชีพ" ก็ล้วนที่จะต้องเตรียมความพร้อมว่าจะจัดระบบบริการทางทันตกรรมให้ผู้สูงอายุเหล่านี้อย่างไร ในหลายประเทศมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุและคนพิการ บ้านพักคนชราหรือโรงพยาบาลที่ไม่มีแผนกทันตกรรมต้องทำสัญญากับทันตบุคลากรในท้องถิ่นเพื่อให้เข้ามาตรวจสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุและทำการรักษาหากผู้ป่วยหรือญาติยินยอม บ้านพักคนชราหรือสถานพยาบาลใหญ่ๆอาจมีห้องฟัน และหากไม่มีบริการรถรับส่งที่สะดวก ทันตบุคลากรก็ต้องจัดเตรียมเครื่องมือเคลื่อนที่เพื่อให้บริการตามสถานที่ต่างๆ บางประเทศมีรถให้บริการทันตกรรมพร้อมระบบเวชระเบียนออนไลน์ บางทีมแบกยูนิตเคลื่อนที่ไปด้วย บางที่ใช้เครื่องกรอแบบพกพาพร้อมกระเป๋าเครื่องมือคู่กายอีกหนึ่งใบเหมือนแพทย์ประจำครอบครัวที่เราอาจเคยเห็นกันในหนังฝรั่ง

ข่าวดีก็คือทั้งองค์การอนามัยโลกและคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อการวางแผนดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุจากนานาชาติต่างแนะนำว่า ระบบการดูแลผู้สูงอายุที่ดีนั้นไม่ต่างไปจากระบบบริการสาธารณสุขของประเทศไทยเรามากเท่าไร นั่นคือมีหน่วยบริการปฐมภูมิที่ทั่วถึงควบคู่ไปกับทันตบุคลากรทั้งภาครัฐและเอกชน (เพียงแต่ระบบการเงินและประกันสุขภาพของเราน่าจะต้องปรับให้สามารถครอบคลุมบริการสร้างเสริมสุขภาพและงานส่งเสริมป้องกันมากขึ้น) ทันตกรรมผู้สูงอายุเป็นงานที่มักใช้เวลามากกว่าปกติและอาจสร้างความลำบากใจในการวางแผนการรักษาได้ แต่โดยทางเทคนิคแล้วไม่ได้เป็นงานที่ยากเกินความสามารถของทันตแพทย์ทั่วไปเลย เพียงแต่ทันตบุคลากรจะต้องเรียนรู้ทักษะเฉพาะบางประการ เช่น การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากรถเข็นโดยไม่ให้เป็นอันตรายกับทั้งหมอและผู้ป่วย การจัดสภาพแวดล้อมคลินิกให้เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุและคนพิการ ต้องแม่นเรื่องผลข้างเคียงของยาและการรับมือกับโรคประจำตัวที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ข้อควรระวังในการจ่ายยาทางทันตกรรมเพราะไตทำงานได้น้อยลง การให้ยาเพื่อป้องกันการติดเชื้อข้อเทียม เทคนิคการสื่อสารกับผู้สูงอายุทั่วไปและผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม เทคนิคการสื่อสารกับญาติของผู้ป่วย การทำฟันให้ผู้ป่วยที่มีปัญหากลืนลำบาก (สำลักน้ำได้ง่าย) การให้คำแนะนำในการดูแลรักษาความสะอาดช่องปากผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะพึ่งพา ฯลฯ

ปัญหาที่พบบ่อยในผู้ป่วยสูงอายุคือ โรคฟันผุโดยเฉพาะรากฟันผุ ปริทันต์อักเสบ ปัญหาฟันเทียม สภาวะปากแห้ง และรอยโรคในช่องปากหลายชนิด จากงานวิจัยในหลายประเทศพบว่า ทันตแพทย์จะชอบงานผู้สูงอายุเพราะเป็นงานผสมผสานระหว่างงานหัตถการ งานเวชศาสตร์และงานสังคมศาสตร์ที่ชัดเจนมาก ในขณะเดียวกันก็จะมีทันตแพทย์อีกหลายคนที่ไม่สบายใจที่ต้องพบกับความซึมเศร้า หลงลืม ความเหงา กลิ่นของความชรา เสียงของความเจ็บปวด และ ความเครียดความล้าของญาติผู้ดูแลได้ แล้วใครคือคนที่เหมาะสมที่จะทำงานทันตกรรมผู้สูงอายุ ถ้าท่านสนใจอยากลองดู หรือรู้ดีว่าอย่างไรเสียก็คงหลีกหนีไม่พ้นเพราะอีกหน่อยผู้ป่วยเดินเข้ามาในคลินิก 4-5 คน ก็จะเป็นผู้สูงอายุแน่ๆ 1 คน

ผู้เขียนของเชิญชวนให้เข้าร่วมหรือติดตามเอกสารจากงานประชุมวิชาการฉลองครบรอบ 10 ปีการสถาปนาราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทยในหัวข้อ "การเตรียมความพร้อม สู่สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย” วันที่ 23-25 ตุลาคม 2556 (ดูรายละเอียดได้ที่ www.royalthaident.org) เพื่อร่วมเรียนรู้ประสบการณ์และบทเรียนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ช่วยกันจุดประเด็นให้เริ่มมีการสนทนาหาทางออกเพื่อให้ ทันตแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องให้แน่ใจได้ว่าประชากรผู้สูงอายุจะไม่ต้องทุกข์ทรมานโดยไม่จำเป็นเพราะปัญหาจากในช่องปาก

อ้างอิง

  • มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนา ผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)
    thaitgri.org
  • วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    cps.chula.ac.th
  • Harford J. Population ageing and dental care. Comm Dent Oral Epidemiol. 2009 Apr;37(2):97-103.
  • Jones JA, Wehler CJ.The Elders' Oral Health Summit: introduction and recommendations. J Dent Educ. 2005 Sep;69(9):957-60.

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com