Column ประจำ
Sponsor

ทันตแพทย์ไทยจำนวนเท่าไหร่จึงจะพอ

โดย : นฤมนัส คอวนิช

สืบเนื่องจากปัจจุบันกำลังจะมีการเปิดโรงเรียนทันตแพทย์อีก 3 แห่ง ที่พะเยา เชียงรายและโคราช เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ จึงจะขอเล่าเรื่องการคาดประมาณจำนวนทันตแพทย์ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยตามแนวคิดต่างๆที่มีอยู่ มาให้ท่านผู้อ่านได้ร่วมทำความเข้าใจว่ามีวิธีการในการคิดอย่างไร สำหรับการคาดการกำลังคนทันตแพทย์ไทยนั้นได้มีการดำเนินการมาแล้วหลายครั้งเช่น ปี 2523, 2529, 2536, 2547 และ 2551 เป็นต้น

การคาดประมาณฯ ครั้งที่มีความสำคัญมากได้แก่ การคาดประมาณในปี 2529 ซึ่งเป็นการร่วมมือขององค์กรทางทันตแพทยศาสตร์และทันตสาธารณสุขหลายองค์กร เพื่อกำหนดเป้าหมายทันตบุคลากรสำหรับรองรับเป้าหมายสุขภาพดีถ้วนหน้า 2543 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลกการคาดประมาณครั้งดังกล่าวถือได้ว่าเป็นต้นแบบการประมาณการกำลังคนทางทันตแพทย์ในประเทศไทย

การคาดประมาณครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง คือการดคาดประมาณเมื่อปี 2547 โดยองค์กรผู้บริหารคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย โดยเป็นการประมาณการบนพื้นฐานของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งในขณะนั้นเพิ่งเริ่มใช้มาได้ไม่นาน ผลการคำนวณชี้ว่าจำนวนทันตแพทย์ที่จำเป็นเพื่อรองรับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติยังขาดแคลนอยู่มาก ต่อมาผลการคำนวณดังกล่าวถูกนำไปใช้ประกอบการเสนอคณะรัฐมนตรี ส่งผลให้มีโครงการผลิตทันตแพทย์เพิ่มตามความต้องการของประทรวงสาธารณสุข โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้คณะทันตแพทยศาสตร์ต่างๆ เพิ่มจำนวนการผลิตจากที่มีอยู่เดิมอีกปีละ 200 คน เป็นเวลาต่อเนื่องกัน 10 ปี ซึ่งโครงการดังกล่าวยังดำเนินการอยู่จนถึงปัจจุบัน

นอกจากการประมาณการทั้งสองครั้งดังกล่าว ยังมีการคาดประมาณกำลังคนโดยหน่วยงานต่างๆอีกหลายครั้ง ซึ่งบางครั้งก็มีการเผยแพร่ผลการศึกษาอย่างกว้างขวาง แต่บางครั้งก็ยังไม่เป็นที่รับทราบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่ควร เนื่องจากการคาดประมาณจำนวนทันตบุคลากรของประเทศในระยะหลังยังไม่มีการวางแผนหรือดำเนินการร่วมกันจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ปัจจุบันจึงทำให้ยังไม่มีข้อตกลงที่เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับจำนวนทันตแพทย์ที่เหมาะสมในระดับประเทศ

ทั้งนี้โดยหลักการแล้วการคาดประมาณกำลังคน มีวิธีการคำนวณหลักๆได้ 4 แบบคือ

1. Population Ratio Method

การประมาณการโดยใช้อัตราส่วนต่อประชากร วิธีนี้กำหนดจำนวนทันตแพทย์ที่เหมาะสมจากการเปรียบเทียบเป็นสัดส่วนกับประชากรของประเทศ เป็นวิธีที่เข้าใจง่ายแต่อาจไม่สมเหตุผลเท่าที่ควร ประเทศไทยเคยมีนโยบายกำหนดจำนวนทันตแพทย์ไว้ที่ 1:7,500 หรือ 1:5,000 ประชากร (แล้วแต่สถานการณ์) แต่ปัจจุบันก็เป็นที่ทราบกันดีว่าอัตราส่วนดังกล่าวไม่อาจใช้เป็นแนวทางที่ชัดเจนตายตัว เพราะไม่เคยมีการศึกษาวิจัยอัตราส่วนทันตแพทย์ต่อประชากรที่เหมาะสมอย่างเป็นรูปธรรม และถึงแม้จะมีความพยายามทำการวิจัยเรื่องอัตราส่วนทันตแพทย์ต่อประชากรที่เหมาะสมขึ้นมาจริงๆ ก็อาจไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะการหาอัตราส่วนดังกล่าวมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากเสียจนไม่อาจควบคุมอะไรได้เลย นอกจากนั้นเอกสารวิชาการด้านกำลังคนสาธารณสุขก็ชี้ว่า การกำหนดเป้าหมายกำลังคนด้วยอัตราส่วนทันตแพทย์ต่อประชากร ไม่เอื้อให้เกิดความยืดหยุ่นในการกำหนดนโยบายกำลังคนของประเทศ เพราะไม่สามารถบอกได้ว่าหากมีทันตาภิบาล ทันตานามัย หรือบุคลากรข้างเคียงอื่นๆ เข้ามาอยู่ในระบบด้วยแล้ว จะต้องปรับอัตราส่วนทันตแพทย์ต่อประชากรให้ลดลงมากน้อยอย่างไรจึงจะเหมาะสม ปัจจุบันตัวเลขอัตราส่วนทันตแพทย์ต่อประชากรถูกใช้เพื่อเป็นแนวทางกว้างๆ ในการประเมินสถานการณ์กำลังคนของแต่ละประเทศเท่านั้น

2. Health Need Method

การใช้ข้อมูลทางระบาดวิทยาเพื่อประเมินความต้องการรับการรักษาพยาบาล โดยวิธีการนี้จะเทียบปริมาณโรคที่มีอยู่ออกมาเป็นเวลาที่ต้องใช้ในการให้การรักษา แล้วนำค่าเวลาที่ต้องใช้ดังกล่าวมาเปรียบเทียบอีกครั้งหนึ่งเป็นจำนวนทันตแพทย์ โดยคำนวณว่าหากโรคทั้งหมดที่มีต้องใช้เวลารักษา x นาที และทันตแพทย์คนหนึ่งทำงานได้ y นาทีต่อปี ดังนั้น ต้องมีทันตแพทย์จำนวนเท่าใดจึงจะเพียงพอรักษาโรคได้ทั้งหมด วิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ตรงไปตรงมา สมเหตุผล และทำความเข้าใจได้ง่าย แต่การคำนวณจำเป็นต้องมีข้อมูลประกอบมาก เช่นหากต้องการทราบว่า ณ ปี 2570 ควรต้องมีทันตแพทย์เป็นจำนวนเท่าใด การคำนวณต้องประมาณการจำนวนฟันผุ ถอน อุด ตลอดจนความต้องการในการรักษาแต่ละประเภท ของกลุ่มอายุต่างๆ ในปีดังกล่าว เพื่อหาว่าหากต้องการให้การรักษาโรคทั้งหมดจะต้องใช้เวลาในการรักษาเท่าใด และทันตแพทย์คนหนึ่งจะสามารถให้การรักษาแต่ละรายการเป็นจำนวนกี่ซี่ กี่ราย หรือกี่ครั้งต่อปี เมื่อนำข้อมูลความต้องการรักษาพยาบาลและข้อมูลความสามารถในการรักษาของทันตแพทย์มาเปรียบเทียบกัน ก็จะสามารถทราบได้ว่าควรต้องมีทันตแพทย์จำนวนเท่าใด จุดอ่อนสำคัญของวิธีการนี้คือผลการคำนวณค่อนข้าง overestimate เนื่องจากนำเอารอยโรคที่มีทั้งหมดในช่องปากของประชาชนมาใช้ในการคำนวณกำลังคน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าไม่มีทางที่ผู้ป่วยทุกคนจะมาพบทันตแพทย์ เนื่องจากมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องอีกมาก (เช่น การเดินทาง ค่ารักษา ความเชื่อ ฯลฯ) ในทางตรงกันข้าม บางครั้งก็พบว่ามีการรักษาบางประเภทที่มีความต้องการ (demand) เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากจนเกินความจำเป็นที่แท้จริง (need) ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเทคโนโลยีหรือค่านิยมของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ความต้องการจัดฟันและรากเทียมที่เพิ่มขึ้นจากทศวรรษที่ผ่านมาอย่างชัดเจน เป็นต้น

3. Health Demand Method

วิธีนี้ใช้ความต้องการการรักษาที่เป็นความต้องการของผู้ป่วย (demand) ในการคาดประมาณกำลังคน วิธีนี้จะใช้คิวรอรอรับการรักษาพยาบาลประเภทต่างๆ ของสถานพยาบาลเป็นหลักในการคำนวณ หรืออาจใช้ปริมาณการรับบริการทางการแพทย์ในปีที่ผ่านมาเป็นพื้นฐานการคาดประมาณกำลังคนในอนาคตก็ได้ บางครั้งการอ้างอิงปริมาณการรักษาพยาบาลของประเทศอื่น ที่มีลักษณะทางเศรษฐกิจสังคมตามที่กำหนดก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง จุดอ่อนของวิธีการนี้คือปริมาณการรักษาพยาบาลในปีฐานที่ใช้ในการคำนวณจะเป็นตัวกำหนดกำลังคนในอนาคต หากปริมาณการรักษาพยาบาลในปีฐานเกิดความไม่สมดุล หรือไม่เหมาะสมด้วยสาเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง กำลังคนที่ประมาณการได้ย่อมผิดไปด้วย ตัวอย่างเช่นการสำรวจอนามัยและสวัสดิการของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี 2550 พบว่าประชาชนไทยไปใช้บริการทางทันตกรรมในรอบปีที่ทำการสำรวจพียง 8% หากใช้ตัวเลขดังกล่าวในการประมาณการกำลังคนทางทันตกรรม จะพบว่าในปี 2560 ประเทศไทยมีความต้องการทันตแพทย์เพียง 4,000-5,000 คนเท่านั้น อย่างไรก็ดี หากใช้วิธีการนี้อย่างเหมาะสมจะสามารถช่วยลดจุดอ่อนของการคำนวณตามวิธีที่ 2 ลงได้

4. Service Target Method

เป็นการกำหนดเป้าหมายหรือเงื่อนไขในการให้บริการทางการแพทย์ แล้วจึงแปลงข้อมูลดังกล่าวเป็นจำนวนบุคลากร เช่น อาจวางเป้าหมายว่า ในปี 2570 เด็กอายุ 5-14 ปีทุกคนต้องได้รับบริการ sealant แต่กลุ่มเป้าหมายในนี้จะได้รับการรักษารากฟัน 20% เป็นต้น การกำหนดเป้าหมายนี้ จะเป็นแนวทางในการคำนวณกำลังคนที่จำเป็นต้องมีในอนาคตต่อไป อีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้กันบ่อยในการคาดประมาณบุคลากรตามวิธีนี้ คือการใช้ศักยภาพของสถานพยาบาลเป็นหลัก เช่น กำหนดว่าในโรงพยาบาลขนาดใดต้องมีทันตแพทย์ทั่วไปจำนวนเท่าใด ทันตแพทย์เฉพาะทางสาขาใด จำนวนเท่าใด หรือบุคลากรสนับสนุนอื่นๆ จำนวนเท่าใด เมื่อกำหนดศักยภาพของสถานพยาบาลได้ ก็จะสามารถคำนวณเป็นภาพรวมออกมาได้ว่าทั้งประเทศต้องมีบุคลากรประเภทใด จำนวนเท่าใด วิธีการนี้สิ่งที่สำคัญมากคือการกำหนดเงื่อนไขเบื้องต้น เช่น เหตุใดจึงกำหนดให้เด็กอายุ 5-14 ปี ได้รับการรักษารากฟันเพียง 20% หรือเหตุใดจึงกำหนดว่าสถานพยาบาลในระดับต่างๆ จะมีจำนวนและศักยภาพเพิ่มขึ้นในปีที่คาดประมาณเป็นจำนวน 120% ของปีปัจจุบัน เป็นต้น

นอกจากนั้นการคาดประมาณกำลังคนในวิชาชีพทันตกรรม ยังมีธรรมชาติเฉพาะของวิชาชีพนี้หลายประการที่ควรคำนึงถึงร่วมด้วย ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมามีเอกสารหรือรายงานที่เกี่ยวข้องได้นำเสนอไว้อย่างน่าคิด ได้แก่

1. แนวโน้มของทันตแพทย์หญิงมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เป็นแนวโน้มที่พบเหมือนกันในประเทศต่างๆ ทั่วโลก มีการศึกษาพบว่าทันตแพทย์หญิงมีแนวโน้มจะเลือกทำงานทันตกรรมสำหรับเด็ก และทันตกรรมป้องกันมากกว่าทันตแพทย์ชาย แต่จะเลือกทำงานทันตกรรมประดิษฐ์ และศัลยศาสตร์ช่องปากน้อยกว่าทันตแพทย์ชาย รวมถึงยังพบว่าเนื่องจากทันตแพทย์หญิงมีภารกิจต้องดูแลครอบครัวมากกว่า จึงทำให้มีวันลางานต่อปี และชั่วโมงทำงานต่อวันต่ำกว่าทันตแพทย์ชาย ซึ่งหมายความว่าหากในอนาคตทันตแพทย์หญิงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

 

จำนวนเฉลี่ยของผู้ป่วยทั้งหมดที่ได้รับการรักษาจากทันตแพทย์ต่อปีจะต่ำลง ดังนั้นหากทิศทางของจำนวนทันตแพทย์หญิงยังคงเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาพรวมการบริหารกำลังคนในวิชาชีพนี้ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงโรคในช่องปากบางประเภทอาจต้องมีการประมาณกำลังคนเป็นพิเศษแตกต่างจากโรคอื่นๆ

2. ตัวเลขแสดงปริมาณโรคในช่องปาก

ตามที่ปรากฏในรายงานการสำรวจต่างๆ เป็นตัวเลขสะสมของการเกิดโรคในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน หากนำตัวเลขดังกล่าวเพียงอย่างเดียวมาเป็นพื้นฐานในการคำนวณกำลังคน และหากกำลังคนจำนวนดังกล่าวนั้นสามารถผลิตออกมาให้การรักษาผู้ป่วยได้จริง จะทำให้ในปีถัดจากปีเป้าหมายไม่เหลือรอยโรคในช่องปากของประชาชนให้ทำการรักษาอีกเลย ดังนั้นในการประมาณการกำลังคนในระยะยาว ต้องพิจารณาอัตราการเกิดใหม่ของโรคในแต่ละปีร่วมด้วย ผู้เขียนมีความเห็นว่ากำลังคนเป้าหมายต้องมีจำนวนน้อยกว่ารอยโรคสะสมทั้งหมดในระดับหนึ่ง

 

แต่ต้องสูงกว่าอัตราการเกิดโรคต่อปี เพื่อให้ปริมาณรอยโรครวมค่อยๆลดลงตามระยะเวลา และเมื่อถึงจุดหนึ่งต้องมีแผนลดกำลังการผลิตลงให้ปริมาณโรคและปริมาณกำลังคนอยู่ในสภาวะที่สมดุลกันในระยะยาว

3. การรักษาโรคในบางกรณีก็ไม่มีความจำเป็นเสมอไป

การศึกษาเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตในปัจจุบัน ระบุว่ารอยโรคในช่องปากจำนวนหนึ่งไม่ได้มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนแต่อย่างใด จึงทำให้ประชาชนในกลุ่มนี้มีแนวโน้มจะปฏิเสธการรักษา รวมถึงยังมีหลักฐานเชิงประจักษ์อื่นที่ชี้ว่าการรักษาโรคในบางกรณีก็ไม่มีความจำเป็นเสมอไป เช่นมีการศึกษาแนะนำว่าผู้ที่มีฟันในช่องปากถึงฟันกรามน้อยเท่านั้น (shorten dental arch) มีสภาวะต่างๆในช่องปากเทียบเท่ากับผู้ที่ได้รับการใส่ฟันทดแทนจนครบ

 

ในการประมาณกำลังคนจึงต้องพิจารณาว่าจำเป็นต้องคาดประมาณกำลังคนเพื่อใส่ฟันทดแทนให้ประชากรทุกคนมีฟันจนถึงฟันกรามซี่ที่สองหรือไม่ นอกจากนั้น ยังมีข้อมูลทางวิชาการในระยะหลังที่แนะนำให้ซ่อมแซมรอยอุดเก่ามากกว่าการรื้ออุดใหม่ทั้งหมด (repair rather than replace) เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ควรนำมาพิจารณาในการคาดประมาณกำลังคนในอนาคตด้วย

4. ปัญหาการกระจายของทันตแพทย์

เป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในทุกประเทศ ไม่ว่าประเทศนั้นจะมีระดับความเจริญทางเศรษฐกิจสูงต่ำเพียงใด หรือมีจำนวนทันตแพทย์ต่อประชากรมากน้อยเพียงใด โดยทันตแพทย์ในเขตเมืองจะมีแนวโน้มหนาแน่นกว่าในเขตชนบทเสมอ ทำให้การคาดประมาณจำนวนทันตแพทย์ ต้องคำนึงถึงอัตราการย้ายออกจากเขตชนบทเข้าสู่เขตเมือง และต้องเตรียมการผลิตเพื่อทดแทนการโยกย้ายดังกล่าว อีกทั้งต้องพิจารณามาตรการและปัจจัยทางสังคมที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ประกอบด้วย

 

จากข้อสังเกตข้างต้น จึงเป็นสิ่งที่น่าคิดว่าการจะผลิตทันตแพทย์เพิ่มขึ้นหรือไม่ และจะผลิตมากน้อยเพียงใดนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำปัจจัยต่างๆในหลายๆมิติมาพิจารณาร่วมกัน การจะตัดสินใจเลือกวิธีคาดประมาณแบบใดนั้นคงต้องขึ้นกับดุลพินิจและสถานการณ์ แต่ทั้งนี้ พวกเราก็ทราบกันว่าต่างมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกันคือการพัฒนาระบบบริการทันตสาธารณสุขของประเทศเราให้ดีมากยิ่งขึ้น

เมื่อไม่นานมานี้เอง หน่วยงานหลักๆทางทันตกรรมของประเทศไทย ได้เสนอตัวเลขจำนวนทันตแพทย์ที่เหมาะสมออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน ได้แก่

  • กระทรวงสาธารณสุข โดยคณะทำงานศึกษาทบทวนกำลังคนด้านการแพทย์และสาธารณสุข (2551)
  • คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์สุขภาพช่องปากแห่งชาติของทันตแพทยสภา (2554)
  • องค์กรผู้บริหารคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (2556)

โดยการนำเสนอของทั้งสามหน่วยงานมีวัตถุประสงค์ และสมมุติฐานเบื้องต้นแตกต่างกัน ข้อมูลจึงยังไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้โดยตรง แต่ข้อมูลทั้งสามชุดก็มีคุณค่าและมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหากมีการศึกษาต่อยอดจากผลงานที่หน่วยงานทั้งสามได้ดำเนินการไว้แล้ว ก็จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อระบบกำลังคนทางสาธารณสุขของประเทศอย่างแน่นอน พวกเราคงต้องขอบคุณคณะทำงานทุกท่านของทุกหน่วยงานที่ได้ระดมสรรพกำลังในการได้มาซึ่งข้อมูลเหล่านั้นเพื่อประโยชน์ของประเทศเราครับ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com