Column ประจำ
Sponsor

มอง 20 ปี อนาคต กับบทบาททันตบุคลากร!!!

โดย : สาระไทย
Tags : ทันตแพทย์ , ทันตาภิบาล , ทันตบุคลากร , สาระไทย , กำลังคน , ทันตบุคลากร ในอนาคต

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาคณะทำงานแผนกำลังคน ภายใต้ทันตแพทย์สภาได้จัดประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อทำประชาพิจารณ์ต่อร่างแผนพัฒนากำลังคนด้านทันตสุขภาพ ใน 20 ปี ข้างหน้า (พ.ศ.2557 - 2576) ขึ้นที่ทันตแพทยสภา มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 60 คน นอกจากกรรมการทันตแพทยสภาแล้ว ผู้เข้าร่วมประชุมอื่นๆ ได้แก่ คณบดีหรือผู้แทนคณะทันตแพทยศาสตร์ ตัวแทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สถาบันทันตกรรม สถาบันพระบรมราชนก วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร ทันตแพทย์ และ ทันตาภิบาลจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ชมรมทันตภูธร สมาคมทันตาภิบาล ผู้บริหารคลินิกเอกชน และ โรงพยาบาลเอกชน โดยผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านจะได้มีโอกาสศึกษาข้อมูลแผนกำลังคนฯมาก่อนจากเอกสาร

แผนที่มองไปในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า

ในภาคแรกของการประชุม เป็นการนำเสนอผลงานของคณะทำงาน เริ่มจากแนวคิดในการจัดทำแผนว่าเป็นแผนที่มองไปในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า โดยนำภาพอนาคตมาเป็นตัวตั้ง มีการทำนายสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นใน 20 ปีข้างหน้า จากหลักฐานต่างๆที่มีในปัจจุบัน ทั้งเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ โรคในช่องปาก เศรษฐกิจสังคม การเมือง และโดยแผนจะยึดถือประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ความมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลเป็นหลัก

ใน 20 ปีข้างหน้าประชากรไทยจะมีจำนวนประชากรเท่าๆกับปัจจุบัน แต่โครงสร้างประชากรจะเปลี่ยนไป โดยมีผู้สูงอายุในสัดส่วนมากขึ้น ถึง 1 ใน 5 จำนวนผู้ทุพพลภาพจะมีมากกว่าเด็กเกิดใหม่ (8แสน : 6แสนคน) ซึ่งผู้สูงอายุ และผู้ทุพพลภาพเหล่านี้จะเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังเสียเป็นส่วนใหญ่ โรคในช่องปากในประชากรกลุ่มนี้จะสัมพันธ์กับโรคทางกายอย่างชนิดแยกกันไม่ออก เด็กเมื่อเกิดน้อยก็จะเกิดจากพ่อแม่ที่พร้อมที่จะมีลูก พ่อแม่จะดูแลลูกอย่างใกล้ชิด และทำได้ดีในทุกๆด้าน ทำให้ได้เด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ แน่นอนสุขภาพในช่องปากก็จะดีขึ้นด้วยปัญหาโรคในช่องปากของกลุ่มเด็กก็จะไม่ซับซ้อนยากเย็นอีกต่อไป

กรุงเทพมหานครไม่อาจเติบโตไปได้มากกว่าปัจจุบันแล้ว ประชากรในเขตเมืองจะเพิ่มจาก 4 ใน 10เป็น 6 ใน 10คน ความเจริญจะย้ายไปยังเมืองใหญ่ๆในภูมิภาคที่มีรถไฟผ่านและเมืองชายแดนแทน ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมจะเติบโตได้อีกไม่มาก เศรษฐกิจในภาคบริการจะเป็นภาคเศรษฐกิจที่เติบโตมากที่สุด มีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้น ราชการส่วนท้องถิ่นจะเติบโตจนเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของสังคมราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจะมีขนาดเล็กลง

ได้มีการคาดประมาณจำนวนทันตแพทย์ใน 20 ปีข้างหน้าโดยคำนวณจากกำลังการผลิตของคณะทันตแพทยศาสตร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน (ปีการศึกษา 2557) คณะต่างๆจะมีกำลังผลิตทันตแพทย์รวมกันได้ปีละ ประมาณ 1,000 คน จะทำให้ปี 2576 ประเทศไทยจะมีทันตแพทย์ถึง 33,000 คิดเป็นอัตราส่วนทันตแพทย์ต่อประชากร ประมาณ 1: 2,500 ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น ประเทศไทยก็คงไม่ขาดแคลนทันตแพทย์อีกต่อไปแล้ว ทันตแพทย์นอกจากจะยังกระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ ก็คงจะไปกระจุกอยู่ตามเมืองใหญ่ๆในภูมิภาค และเมืองชายแดนที่มีเศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

เมื่อประเทศไม่มีความขาดแคลนทันตแพทย์แล้ว บทบาทในเรื่องการรักษาโรคในช่องปากส่วนใหญ่ก็ควรจะอยู่ที่ทันตแพทย์ แล้วทันตาภิบาลจะยังมีความจำเป็นต้องมีอีกหรือไม่ ความเห็นที่มีต่อประเด็นนี้ก็หลากหลาย

ความคิดเห็นเกี่ยวกับทันตาภิบาล #1

กลุ่มแรกเห็นด้วยว่าถ้ามีทันตาภิบาลมาทำงานในภาคเอกชนจะได้มีคนมาช่วยทำงานด้านส่งเสริมป้องกันในภาคเอกชน ที่ทันตแพทย์ภาคเอกชนไม่ค่อยอยากทำ (และที่สำคัญทำไม่ค่อยเป็นกันเสียด้วย) กลุ่มนี้ถ้าถามจะได้รับอิทธิพลจากญี่ปุ่น ออสเตรเลีย(เมืองต้นแบบทันตาภิบาล) เหมือน Dental Hygienist ในญี่ปุ่นที่ทำงานร่วมกับหมอฟันในคลินิกดูแลทันตสุขภาพคนไข้อย่างต่อเนื่อง ให้ความเอาใจใส่ต่อคนไข้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้คนไข้มีทันตสุขภาพที่สมบูรณ์

ความคิดเห็นเกี่ยวกับทันตาภิบาล #2

กลุ่มคัดค้านหัวชนฝาว่าไม่เห็นด้วยให้ทันตาภิบาลมา ทำภาคเอกชน “ถ้าทันตาภิบาลทำเอกชนได้ ทันตแพทย์เตรียมตกงานได้เลย ค่าจ้างทันตาภิบาลต้องถูกกว่าทันตแพทย์แน่ แล้วใครที่ไหนจะจ้างทันตแพทย์” บางกลุ่มห่วงในเรื่องคุณภาพของบริการที่คนไข้จะได้รับ “ทันตาเรียนมาแค่ 2 ปีจะทำงานมีคุณภาพเท่าทันตแพทย์ได้อย่างไร อย่าลืมนะว่าพวกเราต้องเรียนเยอะแค่ไหน ต้องฝึกฝนเท่าไรกว่าจะจบมาได้”

ส่วนความคิดเห็นจากโรงพยาบาลชุมชนกังวลว่า “แล้วงานสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนที่ทันตาภิบาลทำกันเก่งๆล่ะจะมีใครทำ” ถ้าทันตาภิบาลสามารถออกไปทำงานเอกชนได้

มีการนำเสนอบทบาททันตาภิบาลพันธุ์ใหม่ว่าบทบาทที่โดดเด่นของทันตาภิบาลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่บทบาทในการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน ก็ยังควรจะเป็นบทบาทที่โดดเด่นของทันตาภิบาลต่อไปในอนาคต ส่วนบทบาททางด้านการการรักษาที่ไม่ซับซ้อน พวก non invasive care และการดูแลทันตสุขภาพในระยะของ maintenance phase ทันตาภิบาลน่าจะช่วยได้

นอกจากนี้งานทันตกรรมป้องกันระดับบุคคล และระดับครอบครัว ก็ยังมีความจำเป็นที่ต้องมีคนมาช่วยทันตแพทย์ดูแลเพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการป้องกันอย่างสมบูรณ์ จะต้องมีการประเมินความเสี่ยงและมีการจัดโปรแกรมทันตกรรมป้องกันให้เหมาะสมกับบุคคล และครอบครัว ตลอดจนมีการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ การที่มีคนช่วยทันตแพทย์ทำงานในส่วนนี้ทำให้ทันตแพทย์ได้ใช้เวลาในการรักษาที่จะมีความซับซ้อนมากขึ้นในอนาคตได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการผลิตทันตาภิบาล(พันธุ์ใหม่) แม้จะเป็นการศึกษาในระดับปริญญาตรี 4 ปี ก็ยังมีการลงทุนที่ต่ำกว่าการลงทุนเพื่อผลิตทันตแพทย์มาก และเมื่อออกมาทำงานก็ไม่ต้องใช้เครื่องมือที่ซับซ้อนมีราคาแพง

ข้อเสนอนี้เห็นว่าทันตแพทย์ และทันตาภิบาลในรูปแบบใหม่นี้จะต้องทำงานเป็นทีม ต่างคนต่างมีความสำคัญในบทบาทของตนเอง ประกอบกับในอนาคตประชากรในเขตเมืองจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังที่ทราบกันแล้วว่าประชากรในเขตเมืองนิยมไปรับบริการจากภาคเอกชน ซึ่งในปัจจุบันยังไม่เคยมีการให้บริการสร้างเสริมสุขภาพช่องปากในชุมชนจากภาคเอกชนเลย (อาจเนื่องด้วยกฎหมายไม่เปิดให้สามารถทำได้) การไม่มีบริการส่งเสริมป้องกันในชุมชนในเขตเมืองนี้นับเป็นหลุมดำของระบบบริการเลยทีเดียว ทางคณะทำงานจึงมีข้อเสนอให้ทันตาภิบาล(พันธุ์ใหม่)นี้สามารถทำงานในภาคเอกชนได้ โดยมีการทำงานเป็นทีมร่วมกับทันตแพทย์ทำได้ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และภายใต้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ส่วนทันตแพทย์ก็ต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรให้มีความรู้ความสามารถทางด้านการแพทย์ที่ลึกซึ้งขึ้น เนื่องจากต้องรักษาโรคในช่องปากที่มีความสัมพันธ์กับโรคทางระบบของประชากรสูงวัย การรักษาทางทันตกรรมจะมีเทคนิคที่ยุ่งยากซับซ้อนขึ้น อย่างไรก็ตามทันตแพทย์ไทยยังต้องเข้าใจวัฒนธรรมของชุมชนและมีทักษะการสื่อสารกับผู้ป่วยเป็นอย่างดี เพื่อให้การรักษาที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด และในอีกด้านทันตแพทย์ไทยต้องเป็นผู้นำทีมสุขภาพช่องปาก มีความรู้ด้านทันตสาธารณสุขมากขึ้นกว่าเดิม มีทักษะในการขับเคลื่อนสังคม และทำงานร่วมเป็นสหสาขาวิชาชีพในระดับอำเภอได้

ในอนาคตจะมี “ทันตแพทย์ครอบครัว” และ “ทันตแพทย์เฉพาะทาง” ที่กำหนดบทบาทระหว่างกันอย่างชัดเจน โดยทันตแพทย์ครอบครัวจะดูแล ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยแต่ละคนอย่างต่อเนื่อง เป็นทันตแพทย์ประจำครอบครัว ถ้าเป็นการรักษาที่ยุ่งยากเกินความสามารถก็สามารถส่งต่อการรักษาให้ทันตแพทย์เฉพาะทางรวมทั้งติดตามผลการรักษาต่อจากทันตแพทย์เฉพาะทางด้วย

บรรยากาศในที่ประชุมวันนั้นดูเหมือนทุกคนจะคล้อยตามข้อเสนอของคณะทำงานกล่าวคือไม่มีใครคัดค้านในเรื่องบทบาทของทั้งทันตแพทย์ ทันตาภิบาลในอนาคต ทุกท่านที่เข้าร่วมประชุมล้วนให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ทั้งสิ้น สิ่งที่ห่วงกังวลคงมีแต่เรื่องกลวิธี และแผนงานโดยละเอียดที่จะทำให้สิ่งที่นำเสนอเป็นจริงตามแผนที่วางไว้

ท่านผู้อ่านทั้งหลายล่ะคะ ได้อ่านเข้าใจเหตุผลต่างๆครบถ้วนแล้ว ท่านมีความเห็นต่อร่างแผนกำลังคนทางทันตสุขภาพนี้อย่างไร ส่งความเห็นท่านๆมาแลกเปลี่ยนกันนะคะ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com