Column ประจำ
Sponsor

การทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับปากีสถาน

โดย : ศาสตราจารย์พิเศษ พลโท ทันตแพทย์ พิศาล เทพสิทธา
Tags : ตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับปากีสถาน , พิศาล เทพสิทธา , การค้าเสรี , ไทย ปากีสถาน

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2558 และ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (มูลนิธิ สวค.) ได้จัดการสัมมนารับฟังความคิดเห็น ให้สาธารณชนได้แสดงความคิดเห็น การศึกษาอันเป็นประโยชน์ในด้าน การค้าในสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน ของไทย กับ ปากีสถาน โดยผู้จัดการสัมมนาได้เชิญทันตแพทยสภา ให้ส่งผู้แทนเข้าร่วม ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนทันตแพทยสภา ให้เข้าร่วมการสัมมนาครั้งนี้ จึงนำมาเสนอเพื่อพิจารณาและทราบทั่วกันในวงวิชาชีพทันตแพทย์

ในระยะเวลาที่ผ่านมา ไทยต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้า กว่าร้อยละ 70 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) กับตลาดดั้งเดิม ได้แก่ ภูมิภาคเอเชีย เช่น จีน ภูมิภาคยุโรป หรือยูโรโซน และสหรัฐอเมริกา โดยตลาดดั้งเดิมดังกล่าว ต่างก็มีปัญหาการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าที่คาดหมายไว้ จึงมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ทำให้การส่งออกของไทยไปตลาดดั้งเดิมเหล่านั้นลดต่ำลง ไทยจึงต้องหาแนวทางปรับตัวและเพิ่มช่องทางการส่งออกและช่องทางการค้าไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ หนึ่งในตลาดที่น่าสนใจ คือ ปากีสถาน เนื่องจาก ปากีสถาน มีประชากรมากกว่า 180 ล้านคน มีความต้องการบริโภคสินค้าและบริการสูง

การค้าเสรีระหว่างไทย กับ ปากีสถาน กล่าวโดยสรุป ประกอบด้วย

  • 1. การค้าในสินค้า ได้แก่ การส่งออก และนำเข้าสินค้า
  • 2. การค้าบริการ เช่น การท่องเที่ยว และสุขภาพ เป็นต้น
  • 3. การลงทุนโดยตรง (Foreign Direct Investment) การนำเงินไปลงทุน ตั้งสถานประกอบการ เช่น โรงพยาบาลในปากีสถาน

ในเอกสารนี้ ผู้เขียนจะเน้นเฉพาะ การค้าบริการ โดยเฉพาะด้านสุขภาพ รวมทั้งการให้บริการทางการแพทย์ การส่งเสริมสุขภาพ และบริการทันตกรรม เป็นส่วนใหญ่ ส่วนการลงทุนโดยตรง จะกล่าวถึงบ้างในส่วนที่เกี่ยวข้องและรวบรวมได้

ปัจจุบัน ไทย ยังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับ ปากีสถาน แต่ก็ปรากฏว่า ขณะนี้ ประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่น มาเลเซีย จีน ศรีลังกา และอินโดนีเซีย ได้มีข้อตกลงการค้าเสรีกับปากีสถานแล้ว

การสัมมนาครั้งนี้ จึงมุ่งประเด็นเพื่อพิจารณาว่า ไทย จะได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ อย่างใดหรือไม่ ถ้าไทยทำ หรือไม่ทำความตกลงการค้าเสรี กับ ปากีสถาน อย่างที่บางประเทศดังกล่าว ได้ความตกลงการค้าเสรีกับปากีสถานไปแล้ว

ข้อมูล ไทย ปากีสถาน
ขนาดพื้นที่ของประเทศ
(ตารางกิโลเมตร)
513,120 796,095
ประชากร
(ล้านคน)
64 180
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
(พันล้านเหรียญสหรัฐ)
387 232
รายได้เฉลี่ยต่อคน
(เหรียญสหรัฐ)
13,510 4,920
ดุลการค้า
(ล้านเหรียญสหรัฐ)
ได้เปรียบ 841.12 เสียเปรียบ
บริการด้านการแพทย์ ได้มาตรฐานสากล ต่ำกว่ามาตรฐานสากล
บริการด้านทันตกรรม ได้มาตรฐานสากล ต่ำกว่ามาตรฐานสากล
  • 1. เขตเศรษฐกิจพิเศษ และ เมืองที่สำคัญของปากีสถาน ได้แก่
    • 1.1 Isalamabad เมืองหลวง ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศ
    • 1.2 Lahore ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ
    • 1.3 Karachi ตั้งอยู่ตอนใต้ของประเทศ ใกล้ทะเล
  • 2. โรงพยาบาลชั้นนำ กระจุกตัวอยู่ในเมืองสำคัญ ทั้ง 3 เมือง คือ Isalamabad, Lahore และ Karachi
  • 3. ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ คิดเป็นร้อยละ 3.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
  • 4. บุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ ปี พ.ศ. 2556 มีดังนี้
    • 4.1 แพทย์ มีจำนวน 25,638  คน
    • 4.2 ทันตแพทย์ มีจำนวน 6,108  คน
    • 4.3 เภสัชกร มีจำนวน 10,174  คน
    • 4.4 พยาบาลวิชาชีพ มีจำนวน 128,399  คน
  • 5. องค์กรควบคุมการประกอบวิชาชีพ
    • 5.1 Pakistan Medical and Dental Council ควบคุมการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมและทันตกรรม ให้แก่ แพทย์ และทันตแพทย์
    • 5.2 Pakistan Nursing Council ควบคุมการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาล ให้แก่พยาบาล
    • 5.3 Pakistan Pharmaceutical Council ควบคุมการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ให้แก่เภสัชกร
  • 6. ระดับจังหวัด เป็นผู้รับผิดชอบในการดูแลให้บริการสุขภาพ การจะเปิดโรงพยาบาล จะต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด
  • 7. โดยภาพรวม ปากีสถานขาดประสบการณ์ และทรัพยากร ในการให้บริการสุขภาพ
  • 8. ประชากรเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ที่สามารถเข้าถึงบริการสุขอนามัยที่ปลอดภัย
  • 9. อัตราการตายของทารกแรกเกิด ยังอยู่ในอัตราสูง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว
  • 10. การกำหนดสัดส่วน เพดานการถือหุ้น โดยชาวต่างชาติในสาขาสุขภาพ เป็นไปตามนโยบายการลงทุน ประจำปี 2556 ของปากีสถาน โดยส่งเสริมให้มีการลงทุนอย่างเสรี
  • 11. การเปิดกิจการ หรือลงทุนในด้านสุขภาพในปากีสถาน กระทำได้เฉพาะการเปิดโรงพยาบาลเท่านั้น โดยไม่กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำ จึงอาจกล่าวได้ว่า การเข้าไปลงทุนเพื่อให้บริการทางการแพทย์ ต้องเป็นการลงทุนขนาดใหญ่เท่านั้น คือ ระดับโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลขนาดใหญ่ ทราบว่าได้มีผู้ลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในปากีสถาน ตามกฎหมายการลงทุนของปากีสถาน เช่น
    • 11.1 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลกรุงเทพ
    • 11.2 คลินิกเสริมความงาม ได้แก่ วุฒิศักดิ์คลินิก นิติพลคลินิก (ระหว่างดำเนินการ)
    • 11.3 สปา ได้แก่ สยามเวสเนสกรุ๊ป บมจ.ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท

รูปแบบการค้าบริการ เท่าที่ทราบกันดีแล้ว จะเป็นดังนี้

  • Mode 1 : การบริการข้ามพรมแดน เช่น การให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต การศึกษาผ่านทางไกล บริการผ่านสื่อสารโทรคมนาคม
  • Mode 2 : การบริโภคในต่างประเทศ ได้แก่ การให้บริการที่เกิดขึ้นในพรมแดนของประเทศผู้ให้บริการ
  • Mode 3 : การจัดตั้งธุรกิจเพื่อให้บริการ ได้แก่ เข้าไปลงทุน จัดตั้งธุรกิจ เช่น โรงพยาบาล เพื่อให้บริการในประเทศลูกค้า
  • Mode 4 : การเคลื่อนย้ายบุคลากรวิชาชีพ เช่น ทันตแพทย์ เข้าไปทำงานประกอบวิชาชีพทันตกรรม เป็นการชั่วคราวในปากีสถาน

ข้อตกลงการค้าเสรีด้านบริการสุขภาพที่ปากีสถานทำกับ จีน และมาเลเซีย

Mode 1 การให้บริการข้ามพรมแดน และ Mode 2 การบริโภคในต่างประเทศ ปากีสถานเปิดบริการอย่างเสรี ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขไว้

Mode 3 ผูกพันเฉพาะ บริการทางการแพทย์ และทันตกรรม ในโรงพยาบาลเท่านั้น จะเปิดคลินิกเวชกรรม หรือคลินิกทันตกรรมโดยเฉพาะเป็นเอกเทศไม่ได้ การจัดตั้งโรงพยาบาล ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 60

Mode 4 มีข้อจำกัดแก่ผู้ประกอบวิชาชีพชาวต่างประเทศ นั่นคือ มีการกีดกันผู้ประกอบวิชาชีพชาวต่างประเทศ ที่จะเข้าไปประกอบวิชาชีพ ในปากีสถาน ไม่ว่าวิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม และพยาบาล

กฎระเบียบด้านสุขภาพของปากีสถานกับประเทศอื่นๆ รวมทั้งไทย

Mode 1 การให้บริการข้ามพรมแดน และ Mode 2 การบริโภคในต่างประเทศ ปากีสถานเปิดบริการอย่างเสรี ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขไว้

Mode 3 และ Mode 4 มีข้อจำกัดแก่ชาวต่างชาติ โดยไม่ยอมผูกพันตามข้อตกลงการค้าเสรี นั่นคือ ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ จะไปเปิดโรงพยาบาล คลินิกทันตกรรมในปากีสถานไม่ได้ ตาม Mode 3 ทั้งมีการกีดกัน แพทย์ ทันตแพทย์ และพยาบาลไทย หรือต่างชาติอื่น ไม่ให้เข้าประกอบวิชาชีพแพทย์ ทันตแพทย์ และพยาบาลในปากีสถาน ตาม Mode 4

แม้ว่า ปากีสถานจะมีข้อจำกัดใน Mode 3 และ Mode 4 ต่อการลงทุนของไทย และกีดกันการเข้าไปประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพของไทยในปากีสถาน แต่ข้อจำกัดดังกล่าว ก็มิใช่ข้อพึงประสงค์ หรือ ความต้องการของผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านสุขภาพของไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม จะเข้าไปเปิดคลินิกทันตกรรมเป็นเอกเทศ ตาม Mode 3 ก็ไม่ได้ จะเคลื่อนย้ายเข้าไปประกอบวิชาชีพทันตกรรมในปากีสถานก็ไม่ได้ เพราะถูกกีดกันตาม Mode 4 ผู้เขียนเห็นว่า ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมไทย ไม่มีความจำเป็นต้องทำอย่างนั้น เนื่องจาก ปัจจุบันการประกอบวิชาชีพทันตกรรมในประเทศไทย มีความปลอดภัยกว่าในปากีสถาน เพราะในปากีสถานมีการรบกันภายในประเทศอยู่เนืองๆ ทั้งยังไม่มีความมั่นคงและมั่นใจในการประกอบวิชาชีพ เช่น อย่างในไทย ทั้งในไทยยังไม่มีปัญหาการศึกษาของบุตร และความปลอดภัยของครอบครัวของผู้ประกอบวิชาชีพไทย ตลอดจนการขออนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรมในปากีสถาน อาจมีความยุ่งยากมากกว่าในไทย

ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า เนื่องจาก ประเทศไทย มีจุดแข็งในด้านบริการทันตกรรม มีทันตแพทย์ ที่มีความรู้ความสามารถ มีห้องปฏิบัติการทางทันตกรรมที่มีประสิทธิภาพ มีนักวิชาการหรือวิทยากร ทางด้านทันตแพทยศาสตร์ที่มีคุณภาพ มีชื่อเสียงในระดับโลก ตลอดจนค่าบริการทันตกรรมของประเทศไทย อยู่ในราคาสมเหตุสมผล แม้ว่าไทยจะไม่ได้ทำข้อตกลงการค้าเสรีทางด้านบริการสุขภาพกับปากีสถานก็ตาม เนื่องจาก ในภาคบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การท่องเที่ยว มีความสัมพันธ์ หรือเกี่ยวกับด้านสุขภาพเป็นอันมาก เพราะผู้ที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยก็สามารถเข้ามารับบริการสุขภาพ รวมถึงการบริการทันตกรรมจากทันตแพทย์ไทย ตามช่องทาง Mode 2 ได้ หรือผู้เข้ามาท่องเที่ยว ที่เป็นทันตแพทย์ชาวต่างประเทศ อาจเข้ามาร่วมประชุม สัมมนา ทางวิชาการที่ทันสมัย ที่หน่วยงานทางด้านทันตแพทยศาสตร์ไทยจัดให้มีขึ้น อาจเป็นการประชุมวิชาการระดับโลกก็ได้ เช่น ในปี 2558 ทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ได้รับมอบหมายจาก World Dental Federation ให้จัด World Dental Congress Bangkok 2015 ระหว่างวันที่ 22-25 กันยายน 2558 ที่ BITEC บางนา หรือ องค์กร International Standard Organization (ISO) คณะที่ 106 มาตรฐานทันตแพทยศาสตร์ มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ ทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมขึ้นในประเทศไทยที่ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 27 กันยายน ถึง 3 ตุลาคม 2558 ก็จะมีชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาประเทศไทยได้ เป็นจำนวนมาก ตาม Mode 2

ดังนั้น ถ้าหากหน่วยราชการไทยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (TCEB) (องค์การมหาชน) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศ ตลอดจนหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สนับสนุน อำนวยความสะดวกให้ชาวต่างประเทศ เข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และสนับสนุน ช่วยเหลือให้สมาคม หรือองค์การวิชาชีพไทยสามารถได้รับมอบหมายจากองค์การวิชาชีพระดับโลก สามารถเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตาม Mode 2 ก็จะเป็นประโยชน์แก่การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยมากยิ่งขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com