Column ประจำ
Sponsor

"สัดส่วนการผลิตในปัจจุบันได้ตามเป้า 1:5,000 แล้ว ถ้าใช้กำลังการผลิตปกติ ไม่มีอัตราเพิ่ม 200 คนต่อปี จะพอดีทดแทนการสูญเสียที่เกิดจากการเสียชีวิต การออกจากการประกอบวิชาชีพ อบทท.เห็นว่าสัดส่วนนี้ยังคงพัฒนาได้อีก จะปรับเป็น 1:3,000 จึงคิดจะเพิ่มทันตแพทย์ต่อเป็นระยะที่สอง"

"น่าจะใช้สัดส่วนทันตแพทย์ ต่อประชากร ซึ่งในปัจจุบัน อยู่ที่ 1:5,000 ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกันในหลายๆประเทศ ในเขตอาเซียน เรานับว่าอยู่ในระดับกลางๆ ส่วนตัวมองว่าจำนวนทันตแพทย์ปัจจุบันยังขาดแคลนอยู่มากในพื้นที่ต่างจังหวัดห่างไกล"

"การผลิตทันตแพทย์เพิ่มขึ้นนั้นคงต้องเป็นทิศทางที่จำเป็น และหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะปัจจุบันมีคณะทันตแพทย์เพิ่มมากขึ้นอย่างมาก ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ และเอกชน ซึ่งเท่าที่ทราบการจะเปิดคณะทันตแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ นั้น เป็นเรื่องของ demand –supply ที่มหาวิทยาลัยต่างๆ วิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ แล้วคิดว่า จำเป็น คุ้มค่า หรือเป็นโอกาสทางการศึกษา จึงเปิดการเรียนการสอน"

"การมีอัตราส่วนระหว่างผู้ให้บริการ กับผู้รับบริการที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นแนวโน้มที่การเข้าถึงบริการในบริการนั้นๆจะดีขึ้น ดังนั้นการที่มีอัตราส่วนลักษณะนี้ในวิชาชีพทันตแพทย์ ก็น่าจะแสดงว่าการเข้าถึงบริการสุขภาพช่องปากที่จัดบริการโดยทันตแพทย์ของประชาชนไทย น่าจะทำได้ง่ายกว่าในปัจจุบัน"

"ต้องคำนึงด้วยว่าการใช้สัดส่วนตัวเลขทันตแพทย์ต่อประชากรในประเทศพัฒนาแล้วนั้น เป็นการพิจารณาบนพื้นฐานของสถานการณ์ อัตราการกระจายตัวของทันตแพทย์ที่ดีกว่าประเทศไทย ด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ สังคมของประชากรที่สูงกว่าหรือไม่ต่างกันมากนักระหว่างคนรวย คนทำงานและคนจน การเข้าถึงบริการทันตกรรมหรือความสามารถในการจ่ายค่าบริการสาธารณสุขที่สูงกว่าประเทศไทย อัตราการเกิดโรคฟันผุ โรคปริทันต์ที่ต่ำกว่า ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจในหมู่ประเทศพัฒนาแล้ว"

"แต่… ความท้าทายอยู่ที่การกระจาย เพราะหากผลิตเพิ่มยังไม่สามารถกระจายการเข้าถึงบริการก็ยังไม่ดีขึ้น การแก้ปัญหาแต่เรื่องการกระจายนั้นทันตแพทย์กันเองแก้ปัญหาไม่ได้ น่าจะเป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะต้องสร้างความเท่าเทียมกันของสังคมให้ได้ จึงจะทำให้ทันตแพทย์ยอมไปทำงาน เพราะความแตกต่างระหว่างเมือง/ชนบทยังมีมาก จะไปบังคับคนให้ไปอยู่ต่างจังหวัดคงทำไม่ได้"

"แต่… ไม่ว่าสัดส่วนดังกล่าวในภาพของประเทศจะดีขึ้นเพียงใด ปัญหาการกระจายและการขาดแคลนของทันตแพทย์ในบางพื้นที่ก็คงยังจะคงอยู่ เพราะว่าทันตแพทย์ส่วนใหญ่จะมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ๆ เนื่องจากการคัดเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์ในปัจจุบันยังคงเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา ในส่วนประชาชนจะมีโอกาสเข้าถึงบริการด้านทันตสุขภาพมากขึ้น แต่ยังจะพบปัญหาความเท่าเทียมในการใช้บริการทันตสุขภาพ ทันตแพทย์ที่กระจุกตัวในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ๆ บางส่วนจะมุ่งให้บริการทันตกรรมที่เกี่ยวกับการเสริมความงาม"

"แต่… ปัญหาจำนวนทันตแพทย์นั้นยังไม่รุนแรงเท่ากับการกระจายตัวของทันตแพทย์ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน จึงปฎิเสธไม่ได้ว่าด้วยนโยบายค่าตอบแทน เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายให้แก่วิชาชีพสาธารณสุขต่างๆ รวมทั้งทันตแพทย์ด้วย เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีทันตแพทย์คงอยู่ในระบบราชการ อยู่ได้เป็นจำนวนมาก"

"แต่… เพียงแต่ว่าการเข้าถึงบริการ ไม่ได้เป็นปัจจัยที่แสดงว่ามีความ ”เหมาะสม” เพียงอย่างเดียว การมีกำลังคนอยู่มากมาย อาจทำให้ตัวเลขภาระงาน หรือประชาชนในความรับผิดชอบในภาพรวมมีจำนวนที่ไม่สร้างความหนักใจ (หรือถอดใจ) ให้กับทันตแพทย์ แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะเหมาะสมในมุมมองของประชาชนเสมอไป ขึ้นอยู่กับลักษณะการบริการ ความคาดหวังของประชาชน ขอบเขตบริการตามกฎหมายในเวลานั้นๆ ฯลฯ นอกจากนี้ อัตราส่วนที่เพิ่มขึ้น เป็นตัวเลขภาพรวม ที่ไม่ได้สะท้อนการกระจายตัวของทันตแพทย์ “ความเหมาะสม” ในแต่ละพื้นที่ก็อาจเกิดขึ้นไม่เท่ากัน"

"แต่… จำนวนทันตแพทย์ที่เพิ่มขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะกระจายตัวในภาคเอกชนมากขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าหากภาครัฐบาลยังไม่ปรับระบบการบริการให้รองรับความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที เพราะความคาดหวังในการรักษาก็เปลี่ยนไป ผลกระทบก็ตกมาเต็มๆกับผู้ให้การรักษา นั่นก็คือทันตแพทย์นั่นเอง ซึ่งก็หมายถึง การรักษาคนไข้นั้น นอกจากคุณสมบัติของทันตแพทย์เอง ที่จะต้อง ให้การรักษาตามมาตรฐาน ปฏิบัติถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว ยังต้องเป็นผู้ให้บริการที่ดีด้วย ดังนั้น จะเกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นในการให้บริการในภาคส่วนนั้นๆ  อีกทั้งมีศูนย์การรักษาเฉพาะทางเกิดขึ้นเพื่อเป็นการระดมรวมทันตแพทย์เก่งๆ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อถือและมั่นใจ ซึ่งแน่นอนสิ่งที่ตามมาก็ต้องใช้กลยุทธ์ทางการตลาดต่างๆ เช่นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ สื่อออนไลน์ ดาวเทียมหรือ สื่ออื่นๆที่ทันสมัยรวดเร็ว ฉับไวกว่าในปัจจุบัน เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงและทันที ดังนั้นวิชาชีพทันตกรรมในอีก 20 ปีข้างหน้า อาจมีอุณหภูมิของการแข่งขันที่ดุเดือด มากกว่าอบอุ่น เช่นปัจจุบัน"

"แต่… การที่วิชาชีพทันตแพทย์ก็อาจถูกถอดออกจากบัญชี “วิชาชีพขาดแคลน” ที่เป็นคาถาสำคัญที่มักทำให้พวกเราได้รับสิทธิพิเศษ สวัสดิการพิเศษไม่น้อยในอดีต นอกจากนี้เชื่อว่า หากทันตแพทย์มีจำนวนมากขึ้นความคาดหวังที่จะให้รับผิดชอบการรักษาทันตกรรมทั้งระบบก็จะตามมา จึงน่าจะทำให้การจัดบริการสุขภาพช่องปากของทันตแพทย์และทันตาภิบาลมีความชัดเจนมากขึ้น"

"ผลกระทบในการทำงานที่คาดว่าจะมีตามมาแน่ๆ คือ สำหรับในอีก 10 ปีข้างหน้า แนวโน้มทันตแพทย์ที่เพิ่มมากขึ้น แต่ว่าทันตแพทย์เหล่านี้จะอยู่ในภาครัฐ หรือไม่? หรือภาครัฐเตรียมการรองรับทันตแพทย์เหล่านี้ไว้อย่างไร? (อันนี้ขอโยนถามกลับนะคะ อิอิอิ)ตราบใดที่ปัญหาสุขภาพช่องปากยังไม่สามารถแก้ไขได้ครอบคลุม การพัฒนาการเข้าถึงระบบบริการทันตกรรมยังต้องเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อไป จึงโยงไปถึงการคิดภาระงาน เพื่อนำไปสู่อัตรากำลังของทันตแพทย์ที่ควรจะมีในพื้นที่ เพื่อการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพช่องปากสำหรับประชาชนอย่างปลอดภัย มีคุณภาพ และให้ประชาชนเข้าถึงบริการทันตกรรมได้ทั่วถึง"

"ผลกระทบในการทำงานที่คาดว่าจะมีตามมาแน่ๆ คือ ควรมีการขยายกรอบตำแหน่งทันตแพทย์ให้ลงบรรจุทำงานใน รพ.สต. ขนาดใหญ่ ได้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ถ้าตรงนี้เกิดขึ้นจริง จึงจะทำให้การเข้าถึงบริการทันตกรรมที่ให้บริการโดยทันตแพทย์ มีมากขึ้น"

"น่าจะเป็นบทบาททันตแพทยสภาที่จะต้องควบคุมเพราะจะต้องทำหน้าที่ประเมินก่อนให้ใบประกอบโรคศิลป์ การตั้งเกณฑ์ข้อสอบ และสภาต้องควบคุมคุณภาพแหล่งผลิตด้วย เพราะก่อนสถาบันจะขอเปิดต้องขออนุญาตสภาก่อนและหากเปิดแล้วสภาจะต้องเข้าไปควบคุมคุณภาพทุก 5 ปี ถ้าไม่มั่นใจในส่วนนี้เราอาจต้องมีกระบวนการ relicense"

"จากการสังเกตการฟ้องร้องทางด้านจรรยาบรรณทันตแพทย์ที่ผ่านมา แม้จะพบว่าการฟ้องร้องมักจะเกิดกับทันตแพทย์ที่ปฏิบัติงานในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ แต่หากคิดเป็นอัตราส่วนต่อทันตแพทย์แล้วกลับพบว่าพอๆ กัน ดังนั้นการทำงานกันหนาแน่นในบางพื้นที่จึงไม่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดปัญหา โดยเฉพาะการฟ้องร้องทางด้านจรรยาบรรณของทันตแพทย์ แต่กลับพบว่าการฟ้องร้องด้านจรรยาบรรณของทันตแพทย์มักจะมีเหตุมาจากงานบริการฯ ที่มีค่าบริการสูง เช่นงานทันตกรรมจัดฟัน การใส่ฟันปลอม เป็นต้น "

"ทันตแพทย์จะต้องรักษามาตรฐานของวิชาชีพ คุณภาพงานบริการ ตลอดจนพัฒนาความรู้ วิชาการ เทคโนโลยี ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต การศึกษาและปฏิบัติตาม “แนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางทันตกรรม: Dental Safty Goals & Guildelines 2015” นำไปพัฒนาระบบบริการทางทันตกรรมให้มีคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย และทันตแพทย์ที่ให้บริการเอง"

"คุณภาพของทันตแพทย์ที่ผลิตมานั้น เบื้องต้นควบคุมคุณภาพโดยการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรม จากทันตแพทยสภามาแล้ว นั่นคือไม่ว่าจะจบจากสถาบันการศึกษาของรัฐ หรือเอกชน ก็จะมีคุณภาพเหมือนกัน ในความรู้สึกเชื่อมั่นของประชาชนผู้รับบริการ"

"แต่ ...การทำงานในพื้นที่ ที่มีทันตแพทย์ทำงานกันหนาแน่นนั้น เราไม่อาจควบคุมคุณภาพได้แบบมีอาจารย์ควบคุมดูแลในสมัยเรียน แต่ผลของการปฎิบัติงานทางคลินิก (Clinical Result) ก็จะแสดงคุณภาพการทำงานได้ เพราะในปัจจุบันข้อกำหนดมาตรฐานการรักษาทั้งในประเทศ หรือต่างประเทศ เช่น HA JCI ก็มีตัวชี้วัดผลการทำงานของทันตแพทย์ ทั้งในภาครัฐ เอกชน ไม่ว่าจะเป็นรพ. หรือ คลินิก ซึ่งตัวชี้วัดนี้จะมีผลต่อการทำงานของทันตแพทย์ได้ระดับหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งทันตแพทยสภาน่าจะมีบทบาทเข้ามาดูแลทันตแพทย์ด้วย น่าจะดีกว่าให้มีปัญหาแล้วให้องค์กร ทางกฎหมายภายนอกเข้ามาดูแล"

"มีปัจจัยเสริมหลายอย่างที่เชื่อว่าส่งเสริมให้ทันตแพทย์ทำงานอย่างมีคุณภาพมากขึ้น จากกลไกที่เกิดขึ้นในระดับโครงสร้างของวิชาชีพทันตกรรมเอง เรามีราชวิทยาลัยทันตแพทย์ ที่รองรับการ training ยกระดับให้ทันตแพทย์มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่เพิ่มมากขึ้น ช่วยเพิ่มศักยภาพในการักษาทางทันตกรรมแก่ทันตแพทย์ มีทันตแพทย์ที่ได้รับการ training จากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตก็คือ ความต้องการในการศึกษาต่อของทันตแพทย์ที่เพิ่มมากขึ้น"

"ปัจจัยด้านผู้ป่วยที่มีอำนาจในการต่อรองสูงขึ้น จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยตรวจสอบในรูปของความกดดันให้ทันตแพทย์ต้องทำงานอย่างมีคุณภาพและตอบสนองต่อความพอใจของลูกค้าในหมู่ทันตแพทย์ ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้ติดตามข่าวสาร ความรู้ทันตกรรมเพิ่มมากขึ้นของคนไข้จากแหล่งข้อมูลที่เปิดกว้างอย่าง internet และปริมาณคนไข้ที่ยกระดับเป็นชนชั้นกลางที่มีสถานะทางเศรษฐกิจ สังคมดีขึ้น "

"ทำให้ทันตแพทย์ต้องระมัดระวังการถูกฟ้องร้องจากคนไข้เพิ่มขึ้นจากปัญหาการสื่อสารกับผู้ป่วย การมีส่วนร่วมของผู้ป่วยให้มีส่วนร่วมรับรู้และร่วมตัดสินใจ แทนที่ การบังคับให้ผู้ป่วยยอมรับแนวทางการรักษาของทันตแพทย์ (Coercion) และการละเลยผู้ป่วย (Negligence) ทั้งนี้เป็นการพิจารณาคุณภาพการรักษาในแง่ของการรักษาเพื่อตอบสนองต่อการสร้างความพึงพอใจต่อคนไข้"

"ต้องมีหลักสูตร มีสถานที่ฝึกนักศึกษา รวมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ อย่างมากมาย และอาจารย์ผู้มีคุณวุฒิ อย่างเพียงพอเหมาะสม ซึ่งมีทันตแพทยสภาเป็นผู้ดูแลอยู่แล้ว สำคัญที่เมื่อผลิตทันตแพทย์ออกมาแล้ว จะมีแนวทางอย่างไรที่ ให้คนเหล่านี้สามารถไปทำงานในพื้นที่ต่างจังหวัดได้อย่างมีความสุข สามารถใช้ความรู้ความสามารถที่ได้ฝึกฝนร่ำเรียนมา ให้บริการประชาชนที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการได้อย่างยั่งยืน การมีทันตแพทย์มากขึ้นแต่ยังกระจุกตัวในเมืองใหญ่ ก็คงไม่ต่างจากปัจจุบันที่เป็นปัญหาเรื้อรังมาหลายสิบปี ที่สำคัญมหาวิทยาลัยต้องมีหลักสูตรที่สร้างคนที่พร้อมที่จะเสียสละ ทำงานในพื้นที่ได้ อยู่ใกล้ชิดประชาชนได้ ผมมองว่าเรื่องเหล่านี้จำเป็น และสำคัญมากๆ ครับ มากกว่าค่าตอบแทนที่ได้รับนั่นเสียอีก"

"เมื่อมีคนทำงานมาก ย่อมมีปัญหาในการควบคุมคุณภาพงานมากขึ้นเสมอ โดยเฉพาะงานบริการ ซึ่งถือว่าเป็นงานที่ไม่สามารถตรวจสอบคุณภาพก่อนการส่งมอบให้ลูกค้าได้ การควบคุมคุณภาพในกรณีนี้น่าจะทำได้ 2 วิธี 1. ต้องมีหน่วยงานหรือระบบที่ทำหน้าที่ควบคุมและกำกับคุณภาพงานบริการสุขภาพช่องปากของทันตแพทย์ที่ชัดเจน มีกรอบและประเด็นในการควบคุมคุณภาพที่เหมาะสม ไม่ล้าสมัย วิธีการติดตามประเมินมีประสิทธิภาพ 2. ต้องมีการเน้นจริยธรรมและจรรณยาบรรณ หรือ Ethic ในการให้บริการ ในหลักสูตรการเรียนการสอนนักศึกษาทันตแพทย์ เนื่องจากสิ่งที่จะยั่งยืนที่สุดในการควบคุมคุณภาพงาน คือการมีคนทำงานที่เคารพการทำงานของตนเองและควบคุมคุณภาพงานของตนเองด้วยตนเอง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าเรื่องที่สองนี่แหละที่จะช่วยควบคุมคุณภาพการบริการได้อย่างแท้จริง"

"ทันตแพทย์จบใหม่ปัจจุบันจะมีความเชื่อ แนวคิดและมุมมองที่แตกต่างจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยจะมีความมั่นใจในตัวเองสูงมากๆ เป็นตัวของตัวเอง มีไอเดียใหม่ๆ นำมาใช้ในงานอยู่เสมอ ซึ่งก็เป็นส่วนที่ดีในการพัฒนาหน่วยงาน ชอบทำงานที่ตัวเองรักและถนัด"

"เมื่อหัวหน้ามอบหมายงานที่ถนัดให้ไป ก็ทำสำเร็จได้ด้วยดี ไม่มีปัญหา แต่….จะไม่สนใจช่วยงานอื่นๆของเพื่อนร่วมงานต่อ เพราะถือว่างานในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบทำเสร็จไปแล้ว"

"น้องๆรุ่นใหม่มักจะมีความอดทนค่อนข้างต่ำต่อสิ่งที่มากระทบ หรือรับไม่ได้ต่อข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เมื่อไม่พอใจสิ่งใดในองค์กร ก็คิดแต่เรื่องจะลาออก เพราะไม่ชอบกฎระเบียบที่ยุบยิบจนเกินไป"

"เรื่องการเข้าสังคมก็มักจะมีปัญหา น้องใหม่ๆ จะไม่ค่อยสนใจพี่ๆ ในโรงพยาบาลที่อาวุโสกว่า ไม่ค่อยทักทายทำความเคารพ ต้องคอยแนะนำอยู่ตลอด มักมีโลกส่วนตัวสูง"

"น้องรุ่นใหม่ๆ ส่วนใหญ่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีความมั่นใจ มีแนวคิดและทิศทางของตนเองค่อนข้างชัดเจน เป็นรุ่นที่เติบโตมากับเทคโนโลยีสารสนเทศ มีความฉับไวในการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นจุดที่แตกต่างที่สุด กับรุ่นพื่ๆ น้องๆ จะเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้รวดเร็ว สามารถสืบค้นข้อมูลทั้งที่เกี่ยวกับวิชาชีพได้อย่างมากมาย รวมทั้งสามารถมองหาสิ่งที่ตนเองต้องการ ตอบสนองความเป็นทันตแพทย์ในแบบที่ตนเองต้องการได้ในเวลาไม่นาน แต่อย่างไรก็ตามลักษณะแบบนี้อาจส่งผลให้บ่อยครั้งการต้องการผลที่รวดเร็วทันใจ เหมือนดั่งกับการใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ หรือมือถือและอุปกรณ์โมบายต่างๆ ทำให้น้อง อาจไม่อดทนรอผลงานที่มีลักษณะที่ต้องเก็บเกี่ยว ต้องค่อยเป็นค่อยไปได้มากนัก แต่ขณะที่อีกหลายๆ คนในรุ่นๆ เดียวกันที่ มีความมานะอดทนรอเก็บเกี่ยวผลงานมากกว่า ก็จะสามารถปรับตัวกับการทำงานทันตสาธารณสุขได้ สามารถที่จะอยู่ทำงานในโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างยาวนาน"

"ผมมั่นใจว่ามีผลมากนะครับ แต่ต้องมีลักษณะการรับนิสิตนักศึกษาโควต้าในพื้นที่ ดังโครงการต่างๆ เช่น โครงการ ODOD แน่นอนครับว่าไม่ว่าจะมีโครงการหรือไม่ ถ้านักศึกษาคนนั้นเมื่อจบมาแล้วไม่อยากที่จะรับราชการ ในระบบโรงพยาบาลรัฐ ก็ย่อมเป็นสิทธิของเขา แต่ผมก็เชื่อว่ายังมีแนวโน้มที่จะอยู่ในพื้นที่ เช่นเปิดคลินิกตนเอง ในจังหวัดบ้านเกิด แม้ไม่ได้อยู่ในระบบราชการ แต่อย่างน้อยก็ยังบริการประชาชนในพื้นที่นั้นได้ ซึ่งก็ขึ้นกับ demand-supply ในพื้นที่นั้นๆ และการที่มีคณะทันตแพทยศาสตร์ ในต่างจังหวัดเหล่านี้ ถ้าหลักสูตรมีการมุ่งเน้น บริบท ของชุมชนในจังหวัดที่ตั้งนั้นๆ มีความเชื่อมโยงการฝึกงานการปฎิบัติในชุมชน อย่างเข้มแข็ง ผมมองว่าเป็นโอกาสที่จะสร้างกำลังคนด้านทันตสุขภาพ ที่ใกล้ชิดประชาชนเสียด้วยซ้ำ"

"ส่วนหนึ่งของมหิดลที่ผลิตเพิ่มเราทำเพื่อรองรับประเทศเพื่อนบ้านเพราะหากดูประเทศรอบตัวเรายังมีความขาดแคลนมาก ในอนาคตสถาบันสามารถเปิดหลักสูตรช่วยผลิตทันตแพทย์ให้ประเทศเพื่อนบ้านได้ เพราะสถาบันเราพร้อมกว่าเขามาก"

"ขึ้นอยู่กับว่าผู้ผลิตสร้างผู้เรียนให้เป็น Independent dental students ที่มีความเชื่อมั่นตนเองว่า ได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะในการคิดที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งประกอบไปด้วย ความคิดในเชิงสร้างสรรค์ critical thinking skills ตลอดจนทักษะในการบริหารจัดการ และตระหนักว่า life long learning habits เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ทันตแพทย์สามารถแข่งขันได้มากน้อยแค่ไหน ประยุกต์ใช้ความรู้ในการพัฒนางานได้ และแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสมในสถานะการณ์ที่แตกต่างไปจากสภาพแวดล้อมด้านการศึกษาในโรงเรียนทันตแพทย์ของไทย"

"การไปทำงานต่างประเทศยังมีปัจจัยหลายอย่าง ความเป็นอยู่จะสะดวกสบายเหมือนบ้านเราหรือไม่ กฎหมายและระเบียบต่างๆ ภาษาในการสื่อสาร ค่าครองชีพ การยอมรับจากผู้รับบริการ แม้ว่าในอนาคตจะมีทันตแพทย์เพิ่มขึ้นมาก เชื่อว่าจะมีทันตแพทย์ไปทำงานในต่างประเทศไม่มากนัก เพียงแต่จะมีทันตแพทย์ส่วนหนึ่งจะมุ่งไปให้บริการเพื่อรองรับชาวต่างชาติที่เข้ามารับบริการทันตกรรมในประเทศไทย ตามนโยบาย Medical Hub ทั้งนี้เนื่องจากทันตแพทย์ไทยมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ และค่าบริการที่ถูกกว่า"

"ปัจจุบันแม้ว่าคณะทันตแพทยศาสตร์จะมีการปรับหลักสูตรฯ โดยการเพิ่มวิชาด้านภาษาต่างประเทศ เน้นการสื่อสารในการประกอบวิชาชีพแล้วก็ตาม ทันตแพทย์ควรจะต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ รักษามาตรฐานวิชาชีพ คุณภาพงานบริการ เป็นสิ่งจำเป็น ตลอดจนการพัฒนาตนเองทางด้านภาษา เพื่อประโยชน์ในการสื่อสารกับชาวต่างประเทศที่มารับบริการ"

"คิดว่าปกติ การทำงานในต่างประเทศของทันตแพทย์ไทย จะต้องสอบขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรมของประเทศนั้นๆอยู่แล้ว ถ้ามีการผลิตจำนวนทันตแพทย์เพิ่มขึ้นในหลักสูตร International หรือ เรียนแบบ Bilingual ก็อาจจะสามารถรองรับการทำงานในต่างประเทศได้มากขึ้น ถ้าเทียบกับหลักสูตรปกติ ภาษาไทยค่ะ"

"ถ้ามีทันตแพทย์เพียงพอแล้ว ควรให้ทันตแพทย์ทำงานด้านบริหาร ด้านการรักษาทั้งหมด และให้ทันตาภิบาลทำงานเฉพาะด้านการส่งเสริมป้องกันเท่านั้น ไม่ต้องมายุ่งกับงานในคลินิกเลย และควรจัดอัตรากำลังให้มีทันตาภิบาลประจำทุกรพ.สต.ในพื้นที่ จะยิ่งดีมากๆ ในการทำงานส่งเสริมป้องกันของทันตาภิบาลที่จะดูแลสุขภาพช่องปากของประชาชนได้ครอบคลุมทุกกลุ่มอายุ เน้นพัฒนาศักยภาพทันตาภิบาลในการนำข้อมูลสุขภาพช่องปากมาวิเคราะห์ พัฒนางานส่งเสริมป้องกันในพื้นที่ของตนเอง"

"ทันตาภิบาลนั้นปัจจุบัน มีการผลิตเฉพาะระดับปริญญาตรีแล้ว ฉะนั้นบทบาทของทันตาภิบาลจะเริ่มเปลี่ยนไป เรื่อยๆ และชัดเจนขึ้นในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า และสอดรับกับการผลิตทันตแพทย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อบทบาททันตาภิบาลที่ชัดเจนขึ้น ในลักษณะที่มุ่งเน้นงานส่งเสริมป้องกัน ไม่มุ่งเน้นการรักษาที่ยุ่งยาก อาจจะยังคงมีการให้การรักษาในกรณีพื้นฐานง่ายๆ หรือไม่มีเลย ก็ตามนั้น ยังคงต้องทำงานเป็นทีมร่วมกับทันตแพทย์ในเครือข่ายโรงพยาบาล ทันตแพทย์ก็จะต้องมีบทบาทนำและแบ่งขอบเขตงานที่ชัดเจน เหมาะสมต่อจำนวนทันตแพทย์ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต รวมทั้งสอดรับต่อระดับวิชาชีพทันตาภิบาลที่จะมีความเป็นนักวิชาการสูงขึ้น สามารถวิเคราะห์ วางแผนการดำเนินงานและประเมินผลงานได้อย่างเข้มข้นในระดับนักวิชาการมากขึ้น เน้นกิจกรรมส่งเสริมป้องกัน และสมควรอย่างยิ่งที่ทันตาภิบาล จะต้องมีใบประกอบโรคศิลป์ของวิชาชีพตนเอง เพื่อคุ้มครองการปฏิบัติภายใต้ขอบเขตการให้บริการชองวิชาชีพตนเองได้"

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com