Column ประจำ
Sponsor

ชีวิตอ่อนหวาน : อ่อนหวาน...อาหารว่าง

โดย : ทญ. ปิยะดา ประเสริฐสม, ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน
Tags : ชีวิตอ่อนหวาน , อ่อนหวาน อาหารว่าง , ปิยะดา ประเสริฐสม , เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน , น้ำตาล

ในแต่ละวันเราแทบจะหลบเลี่ยงน้ำตาลไม่พ้น (ไม่นับหลายคนที่เติมความหวานให้ตัวเองทั้งวัน) นับตั้งแต่ ตื่นเช้า รับประทานอาหารเช้า หลายคนบอกว่า กาแฟ แก้วเดียว พอ แต่กาแฟ แก้วเดียวที่ว่านั้น คงเป็นกาแฟเย็น หวาน มัน จากร้านกาแฟเจ้าประจำ หรือ จากร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน หลายคนอาจจะเพิ่ม ขนมปัง ขนมครก เค้ก ฯลฯ เป็นอาหารเช้า อาหารเหล่านี้ส่วนประกอบหลักที่หลายคนบอกว่าทำให้อร่อย คือ น้ำตาล และเมื่อเริ่มทำงาน ก็จะมีมื้ออาหารว่าง เช้า บ่าย นอกเหนือจากอาหารหลักเพิ่มมาอีก และแน่นอนอาหารว่างที่มักเสิร์ฟกัน ก็คือ เครื่องดื่ม ชากาแฟ หรือ น้ำหวาน น้ำผลไม้ ร่วมกับ ขนมหวาน หรือ เบเกอรี

เมื่อหลายคนมีวิถีชีวิตและรับประทานอาหารวันละ 5 มื้อเช่นนี้ และเคยชินกับการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลจนเป็นนิสัย จนกระทั่งดื่มน้ำเปล่าธรรมดากันแทบจะไม่เป็น หากเราสังเกตกันสักนิด เราจะเห็นว่า ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เราจะเจอคนอ้วนมากขึ้นเรื่อยๆ และอาหารการกินทั้งหลายก็มีการดัดแปลงและมีการปรุงแต่งมามากเสียจนเราไม่สามารถรู้ได้ว่า ได้รับประทานอะไรเข้าไปบ้างในแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนทำงาน เวลาในแต่ละวันที่จะสนใจระวังต่อเรื่องอาหารการกิน จะมีน้อย หลายคนบอกว่า มีเวลากินก็ดีแล้ว ขอกินให้อร่อยหน่อย หรือ เขาให้อะไรมาก็กินไม่ได้สนใจเท่าใด

อาหารว่าง ด้วยชื่อของมันบอกอยู่แล้วว่าเป็นมื้ออาหารที่เรารับประทานในช่วงว่าง คือ ช่วงที่ระหว่างมื้ออาหารหลัก โดยทั่วไป ถ้าเป็นการประชุม เขาเจตนา เพื่อทำให้ผู้ประชุม ได้มีโอกาสขยับตัว หรือ ได้เครื่องดื่มเพื่อทำให้รู้สึกสดชื่นจากความล้าที่เกิดจากการประชุม จึงอาจเห็นในบางการประชุมเขาจะเขียนว่า เป็นช่วงเวลา refreshment หากแต่การจัดการประชุมในบางครั้งมีเวลาน้อย การพูดคุยกำลังต่อเนื่องเข้มข้น ก็จะให้เสริฟอาหารว่างในห้องประชุม นั่นหมายถึง การที่ผู้เข้าประชุมจะนั่งนิ่งนานเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง และรับประทาน ขนม ซี่งบางครั้งเป็นขนมเค้กก้อนโตๆ กับพายอีกชิ้น พร้อมดื่มกาแฟ หรือชา ซึ่งส่วนใหญ่จะวางน้ำตาลให้ 1 ซองและครีมเทียมอีก 1 ซอง บางที่ประชุมที่ใจดีวางให้อย่างละ 2 ซองเลย

คุณเคยอยู่ในสถานการณ์นี้บ้างไหม แล้วคุณใส่น้ำตาลหมดซอง ครีมเทียมหมดซอง มา 1 ซอง ใส่ 1 ซอง มา 2 ซองใส่ 2 ซอง หรือเปล่า คะ

บางคน ตอบว่า ใช่เลย เขาวางมาให้แค่ไหนก็ใส่แค่นั้น (เพราะเขาคงคิดมาเผื่อเราแล้วว่าเท่านี้อร่อย จะคิดมากทำไม ใส่ลงไปแล้วดื่มก็อร่อยดี)

บางคน ตอบว่า ไม่หรอก ฉันกินกาแฟดำ ไม่ใส่ครีมเดี๋ยวอ้วน (ว่าแล้วก็เทน้ำตาลลงในกาแฟหมดซองที่เขาให้มา)

บางคน ตอบว่า ฉันไม่กินหวานนะ เทน้ำตาลหมดซอง หวานไป เหลือไว้ ในซองทุกที น่าเสียดายเหมือนกัน

ไม่ว่าจะตอบอย่างไร สิ่งที่น่าแปลกใจ คือ ไม่เคยมีใครรู้ หรือ สนใจอยากรู้ว่า น้ำตาลซองที่เขาวางให้เรานั้น มันมีน้ำหนักเท่าใด หรือมันเท่ากับกี่ช้อนกันนะ

การศึกษาของ อย. ร่วมกับเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน พบว่า คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่า น้ำตาลซองที่ตัวเองใส่ลงไปในแต่ละครั้งหนักเท่าใด ซึ่งในความเป็นจริง คือ น้ำตาลซองที่วางมาพร้อมกับกาแฟหรือชานั้น จะเป็นน้ำตาลซองขนาด 6 กรัมและ 8 กรัม ซึ่ง เท่ากับ 1.5 ช้อนชา และ 2 ช้อนชา ตามลำดับ (น้ำตาล 1 ช้อนชา = 4 กรัม) ดังนั้น หากเราเพียงเปลี่ยน น้ำตาลซอง ให้เป็นขนาด 4 กรัม เราก็จะสามารถลดการกินน้ำตาลลงได้ ถึง 25- 50%

ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ น้ำตาลซองขนาด 4 กรัมนั้นมีจำหน่ายในท้องตลาดเพียง 1-2 ยี่ห้อ เท่านั้น ดังนั้น หากมีการเรียกหาจากผู้บริโภค น้ำตาลขนาดนี้จะเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

แต่หากคุณไม่ใช่นักประชุม คุณทำงานอื่นๆ แน่นอน นั่นยิ่งเป็นโอกาสที่คุณจะกำหนดชีวิตคุณเองให้อ่อนหวานได้ ด้วยการเตือนตัวเองทุกครั้งว่า จะเติมน้ำตาล 1 ช้อนชา เท่านั้นในเครื่องดื่มร้อนแต่ละแก้ว (พยายามเลี่ยง/ลด การดื่มเครื่องดื่มเย็นนะคะ เพราะในเครื่องดื่มเย็นจะต้องใช้น้ำตาลและครีมเทียมมากกว่าเครื่องดื่มร้อนเป็นเท่าตัว)

เริ่มต้นชีวิตอ่อนหวานง่ายๆ เพียงใส่ใจเครื่องดื่มที่คุณดื่มเป็นประจำทุกวัน เติมน้ำตาลให้น้อยลง เพียงครึ่งหนึ่งในแต่ละแก้ว ก็สามารถ ลดการกินน้ำตาลได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ 1-2 ช้อนชาทีเดียว แถมด้วยการเปลี่ยนจากเค้ก หรือ พาย เป็น ขนมไทย ชิ้นเล็กๆซัก 2 ชิ้น ตามด้วยผลไม้ซัก 2-3 ชิ้น แค่นี้ มื้ออาหารว่างของคุณก็จะเป็นมื้ออาหารที่ดีต่อสุขภาพ ทำให้คุณสดชื่นขึ้น พร้อมจะทำงานต่อไป ที่สำคัญจะไม่เพิ่มน้ำหนักส่วนเกินให้คุณ จนคุณอาจจะอ้วนโดยไม่รู้ตัว

ได้เวลาอาหารว่างแล้ว แล้วพบกันใหม่ สำหรับ ชีวิตอ่อนหวาน ค่ะ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com