Column ประจำ
Sponsor

ทันตแพทย์จบใหม่กับการใช้ทุนในชนบท

โดย : ทพ.ดร.วีระศักดิ์ พุทธาศรี สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ
Tags : จับสลาก ใช้ทุน , ทันตแพทย์ใช้ทุน , ทันตแพทย์จบใหม่ , การใช้ทุนในชนบท , วีระศักดิ์ พุทธาศรี , สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ

แว่วเสียง เฮ..ดังๆ สลับกับเสียง โฮ..เบาๆ ลอดผ่านออกมาจากห้องจับสลากเป็นระยะ ประหนึ่งเหมือนการฟังผลตัดสินชี้ชะตาชีวิต ที่ผมกำลังพูดถึงนี่ไม่ใช่การจับสลากเกณฑ์ทหารนะครับ แต่มันคือมหกรรมจับสลากเลือกพื้นที่ประจำปีของน้องๆ บัณฑิตทันตแพทย์เรานั่นเอง ผมคงไม่อาจเล่าภาพความประทับใจนี้ได้เหมือนกับที่ตาเห็นได้ทั้งหมด หน้าห้องมีกองทัพขนาดย่อมของพี่ๆ ทันตแพทย์จากจังหวัดต่างๆ ที่มาประชาสัมพันธ์โชว์ภาพความอบอุ่นยินดีต้อนรับ และพร้อมจัดเต็มโปรโมชันลดแลกแจกแถม (แกมแย่งตัว) ยิ่งกว่าการขายของตามตลาดจตุจักรหรือห้างใหญ่ตอนมีซัมเมอร์เซลซะอีก .... โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงดึงดูดด้วยสารพัดของแถมจากบูธบัตรเครดิตที่มีให้เลือกเยอะจัด น่าจะเป็นที่เดียวที่บัตรเครดิตมาแจก (แกมขอร้อง) ให้ช่วยใช้บัตรเขาหน่อยแบบฟรีกันตลอดชีพไปเลย โดยที่ไม่ต้องโชว์สลิปเงินเดือน แหม..ก็เพราะยังไม่มีใครได้เริ่มทำงานกันสักคนเลยนิ

สิ่งสำคัญที่อยากมาเล่าสู่กันฟังวันนี้ว่าน้องๆ ทันตแพทย์หน้าใหม่กลุ่มนี้เขาคิดยังไงกันบ้างเกี่ยวกับการใช้ทุน การทำงานในโรงพยาบาลชุมชน รวมทั้งการวางแผนอนาคตคร่าวๆ ไว้อย่างไรบ้าง ซึ่งในปี พ.ศ.2558 นี้ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ และสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกันสำรวจความคิดเห็นจากน้องๆ จำนวน 545 คน ผลการประมวลความเห็นเบื้องต้นเอาแบบสรุปง่ายๆ เพื่อชวนคิดนะครับ และไม่ต้องมีค่า p-value มาตีความให้วุ่นวาย ส่วนนักวิชาการที่ต้องการไว้อ้างอิงคงต้องรองานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอีกครั้งนะครับ

ทัศนคติดีและพร้อมสำหรับการไปใช้ชีวิต
และทำงานในชนบท

น้องๆ ร้อยละ 93 เขามีทัศนคติเชิงบวกต่อการเป็นอยู่และทำงานชนบทหรือชุมชน (วัดจากคนที่มีคะแนนเฉลี่ยมากกว่า 3.0 จาก 5 คะแนนเต็ม ครอบคลุมใน 4 ประเด็นคือเห็นว่าการทำงานในชนบทมีโอกาสให้ใช้ทักษะในหลายๆ ด้าน มีอิสระในการทำงาน สังคมมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และประชาชนในชนบทมีความเป็นกันเองสูง) ทัศนคติแบบนี้ไม่ค่อยต่างกันมากนักหากเปรียบเทียบเพศ (ชาย-หญิง) ที่ตั้งคณะที่จบ (ในกรุงเทพฯ-ส่วนภูมิภาค) รวมทั้งประเภทของการสอบเข้าเรียน (รับตรงโดยมหาวิทยาลัย-สอบระดับประเทศ-โควต้าแพทย์ชนบท)

ขณะเดียวกันน้องๆ ร้อยละ 46 มีทัศนะเชิงความกังวลหากไปทำงานในชนบทด้วยค่าเฉลี่ยคะแนนของเรื่อง โอกาสพบปะกับเพื่อนร่วมวิชาชีพทันตแพทย์น้อย (แบบว่าติดเพื่อน) ต้องโดดเดี่ยวจากเพื่อน/ครอบครัว(สงสัยจะขี้เหงา) สิ่งอำนวยความสะดวก/ความบันเทิงน้อย (แม้ว่ารุ่นพี่จะบอกว่ามีร้านสะดวกซื้อในอำเภอกันแล้ว) และโอกาสในการพัฒนาศักยภาพวิชาการน้อย

ถ้าเอาความต่างคะแนนทัศนะเชิงบวกและความกังวลของการทำงานในชนบทมาพิจารณา คำนวณโดยเอาคะแนนค่าทัศนคติเชิงบวกตั้งลบด้วยทัศนคติความกังวล ถ้าบุคคลใดได้ผลลัพธ์มากกว่าศูนย์แล้วในที่นี้เราจะเรียกว่ากลุ่มคนนี้ว่าเป็นคนที่มีความโน้มเอียงที่ดีให้กับการไปทำงานในชนบท (จะเรียกสั้นว่ากลุ่ม pro-rural แล้วกัน) ซึ่งร้อยละ 76 ของน้องทันตแพทย์จัดเป็นพวก pro-rural ซึ่งนับว่ามีไม่น้อยเลย ทั้งนี้ทันตแพทย์หญิง และคนที่ผ่านเข้าเรียนด้วยระบบรับตรง มีร้อยละของคน pro-rural สูงกว่าเล็กน้อยโดยเปรียบเทียบ .. ข้อมูลเหล่านี้ได้ยืนยันว่าทันตแพทย์เราไม่ว่าจะเป็นเพศใด เรียนจบที่ใด เข้ามหาวิทยาลัยด้วยระบบใด ต่างก็มีทัศนะคติที่ดีต่อการไปทำงานในชนบทได้

บทบาทของโรงเรียนในการเตรียมทักษะความพร้อมด้านทันตสาธารณสุข

หนึ่งวันก่อนเลือกพื้นที่จริง ผู้จัดงานเชิญวิทยากรทั้งจากส่วนกลางและพื้นที่มาปลอบประโลม เสริมกำลังใจ แถมชักชวนจูงใจ (ไม่ใช่ล่อลวง) ว่าการทำงานในชนบทเป็นเรื่องท้าทายนะและไม่ลำบากเหมือนที่คิดเลย (ส่วนว่าใครจะเจอลำบากมากกว่าหรือน้อยกว่าที่คิดนั้น ให้ตามไปถามเป็นรายบุคคลกันเองนะครับ)

แล้วมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนทันตแพทย์ล่ะมีบทบาทกับการเตรียมความพร้อมของบัณฑิตใหม่ในการทำงานในระดับชุมชนมากน้อยแค่ไหน นอกเหนือจากทักษะทางคลินิกและการรักษาผู้ป่วยที่ทุกคนต้องมีในการประกอบวิชาชีพทันตแพทย์ที่ทีมได้เก็บข้อมูลแล้ว เรายังได้เลือกถามความมั่นใจในศักยภาพตนเองในทักษะที่สำคัญพร้อมในการไปทำงานในชนบทที่สำคัญ คือ ทักษะในการทำงานทันตกรรมชุมชน ทักษะการสื่อสาร และการทำงานร่วมกับบุคลากรอื่นๆ ในทีมสุขภาพ

ทันตแพทย์รุ่นใหม่มั่นใจในศักยภาพของตนว่าสามารถไปทำงานในชนบทได้

มีน้องๆ ร้อยละ 82 แสดงความมั่นใจหรือมีคะแนนเฉลี่ยทักษะทั้ง 3 ด้านข้างต้นเกิน 3.0 จากเต็ม 5 คะแนน นอกจากนี้น้องๆ ร้อยละ 79 เขาเห็นว่าหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์ได้เตรียมความพร้อมที่จะไปแก้ไขปัญหาสุขภาพช่องปากในการทำงานระดับโรงพยาบาลชุมชนได้ แถมท้ายอีกร้อยละ 61 ยังระบุว่าหลักสูตรและการเรียนในโรงเรียนได้มีส่วนทำให้ตนเองอยากจะไปทำงานในชนบทอีกด้วย ความเห็นของน้องๆ กลุ่มนี้คง อยากจะฝากขอบคุณไปยังครูบาอาจารย์ที่ให้ลับฝีมือติดอาวุธทางปัญญาเพื่อให้ก้าวเดินไปทำงานได้อย่างมั่นใจ (นอกเหนือจากให้ฝึกความอดทนและทนอดในตอนต้องทำแลบและขึ้นคลินิก)

แต่ ...คงจะดีไม่น้อยถ้าได้ปฏิบัติงานในพื้นที่ใกล้บ้านเกิด

แม้ว่ารุ่นพี่ๆ จะยกทีมจังหวัดมาตีกลองร้องเป่าเชียร์กันแบบจัดเต็มที่หน้าห้องก็ตาม แต่การตัดสินเลือกพื้นที่ของน้องๆ เขาให้ความสำคัญกับการได้ทำงานใกล้บ้านเกิดตัวเองมากสุด รองลงมาเป็นการเลือกพื้นที่เหมาะในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงาน พื้นที่ที่มีจำนวนเพื่อนๆ แย่งน้อย (คงประมาณขี้เกียจลุ้นหวยปิงปองหลายรอบ)

มีโอกาสหารายได้จากแหล่งอื่นๆ เพิ่มเติมได้ ความอุ่นใจมีทันตแพทย์พี่เลี้ยง และมีโอกาสเรียนต่อเฉพาะทาง (คิดเป็นร้อยละ 63, 34, 22, 20, 19 และ 19 เท่ากันตามลำดับ) ... ผมว่าคนได้ทำงานใกล้บ้านเกิดก็โชคดีจะได้มีโอกาสกลับไปพบปะญาติพี่น้องและท้องถิ่นที่คุ้นเคยปรับตัวทำงานได้เร็ว ส่วนคนที่บังเอิญหรือตั้งใจจับสลากได้พื้นที่ไกลบ้านเกิดก็มีดีเหมือนกันนะ ในแง่การมีโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ซึ่งเป็นทางลัดสู่ความคิดความอ่านที่เป็นผู้ใหญ่และเป็นผู้นำด้วยซ้ำไป (มิน่าล่ะ น้องบางคนถึงกับบอกเราว่าปรารถนาอยากทำงานพื้นที่ที่ไหนๆ ก็ได้ แต่ขอให้ไกลบ้านเกิดตัวเองสุดๆ ก็น่าจะด้วยเหตุผลนี้เอง)

จิตใจที่เต็มเปี่ยมพร้อมลุยงานแก้ปัญหาสุขภาพช่องปาก

เป็นที่น่าชื่นใจว่าน้องๆ บัณฑิตทันตแพทย์กลุ่มนี้ยืนยันว่าแม้หากเลือกได้โดยไม่มีสัญญาใช้ทุนก็บอกว่ายังสนใจอยากทำงานในโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป (ร้อยละ 49 และ 27 ตามลำดับ) โดยมีเพียงร้อยละ 9 เท่านั้นที่สนใจอยากทำงานทันตกรรมในภาคเอกชนเลยทันที และเมื่อจับสลากได้พื้นที่แล้วน้องๆ ร้อยละ 64 ได้แสดงเจตจำนงค์ที่จะใช้ทุนให้ครบ 3 ปีตามสัญญา และร้อยละ 32 วางแผนจะลาออกก่อนใช้ทุนครบ ... นี่ถ้าเราเองมีระบบสนับสนุนที่ดีและเพียงพอ ก็พอจะอุ่นใจได้ว่าจะธำรงทันตแพทย์ไว้ในระบบครบใช้ทุนอย่างน้อยถึง 2ใน 3 เลย

การเพิ่มพูนทักษะในการเป็นทันตแพทย์

น้องๆ จำนวนมาก (ร้อยละ 68) บอกเราว่าได้คิดเกี่ยวกับการวางแผนเรียนต่อเฉพาะทางเหมือนกัน ซึ่งสาขาเฉพาะทางยอดนิยม 5 อันดับแรกคือ ทันตกรรมประดิษฐ์ ศัลยศาสตร์ช่องปาก ทันตกรรมจัดฟัน วิทยาเอนโดดอนท์ และ ทันตกรรมสำหรับเด็ก คิดเป็นร้อยละ 15, 15, 9, 8 และ 6 ตามลำดับ แต่เนื่องจากน้องๆ กลุ่มนี้ยังไม่มีประสบการณ์จากการทำงานจริง แสดงว่าประสบการณ์และแรงจูงใจตอนสมัยเรียนมีความสำคัญต่อการเลือกสาขาที่จะเรียนต่อ โดย 5 อันดับแรกที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสาขาที่เรียนมาจาก เป็นความชอบส่วนตัว(แบบว่าใจรักแบบไม่ต้องมีเหตุผลอ่ะ) ประทับใจและอยากเป็นแบบอาจารย์ที่สอนในสาขานั้น เป็นสาขาที่ตลาดต้องการสูง มีรายได้ดี และ สาขาที่ได้รับการยอมรับจากสังคมสูง คิดเป็นร้อยละ 60, 36, 18, 17 และ 14 ตามลำดับ นี่เป็นข้อมูลที่ชี้ว่าบทบาทและภาพลักษณ์ของอาจารย์ในโรงเรียนทันตแพทย์ก็สำคัญส่งผลต่ออนาคตและทางเดินชีวิตของลูกศิษย์ได้นะครับ สิ่งที่อยากชวนคิดต่อเหมือนกันว่าหลังจากที่น้องๆ ไปทำงานใช้ทุนแล้วจะมีการตัดสินใจตามนี้หรือไม่ .. นี่ก็หัวข้อวิจัยได้เรื่องหนึ่งเลยนะครับ

ท้ายสุดขอชื่นชมหัวใจน้องๆ ที่มีเจตนาแน่วแน่ในการไปทำงานชดใช้ทุนให้ครบในโรงพยาบาลของรัฐ โดยเฉพาะในเขตชนบทที่ยังคงมากด้วยปัญหาสุขภาพช่องปากและความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการทันตกรรม ไปกันเถอะครับ..อย่างน้อยถือว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตของเราที่จะได้ไปผจญภัยและทำงานตอบแทนคุณประเทศชาติ ไปกันเถอะครับ..คนในชนบทเขากำลังรอเจอหมอฟันวัยฝันแบบเรา ส่วนใครที่คิดว่าตนเองจะไม่ไหวก็มีพี่ๆ ทันตแพทย์และพี่ๆ น้องๆ ในทีมสุขภาพคอยเป็นกำลังใจและให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว ..... ด้วยความเชื่อมั่น

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com