Column ประจำ
Sponsor

โรงเรียนทันตแพทย์ในฮ่องกง 34ปี สู่ความเป็นที่สองของโลก

โดย : ดวงพร ดวงทิพย์
Tags : ดวงพร ดวงทิพย์ , The University of Hong Kong

เปิด AEC เต็มตัวแล้วปี2559 นี้ ระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนทันตแพทย์ของไทย ก็คงต้องปรับเนื้อหา หลักสูตรและวิธีการสอน วิธีการประเมินผล เพื่อเตรียมพร้อมให้ทันตแพทย์รุ่นใหม่ สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วแบบไร้พรมแดนของโลก โดยหลักสูตรที่ปรับเปลี่ยนนั้นควรให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับนานาชาติ แต่ก็ยังคงสามารถให้การบริการผู้ป่วยในบริบทของสังคมและวัฒนธรรมไทยด้วยเช่นกัน ขอเล่าประสบการณ์ตรงจากการเรียนและทำงานที่โรงเรียนทันตแพทย์ฮ่องกงมาชวนผู้อ่านคิดกันค่ะ

จากผลการประเมินอันดับโรงเรียนทันตแพทย์ทั่วโลกปีล่าสุด โดย The QS World University Rankings by Subject ปี 2015 พบว่า มีโรงเรียนทันตแพทย์ในเอเชียเพียง 3 แห่งที่ติด 20 อันดับแรก คือ The University of Hong Kong อันดับ 2 Tokyu Medical Dental School (TMDU) อันดับ 6และ Peking Universityอันดับ 17 สิ่งที่น่าสนใจคือ โรงเรียนทันตแพทย์ที่ The University of Hong Kong นั้นมีอายุไม่นาน ประมาณ 30 ปีเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถเปรียบเทียบกับโรงเรียนในประเทศยุโรปหรืออเมริกาที่มีอายุนับร้อยปี สิ่งใดที่ทำให้ที่ทำให้โรงเรียนสามารถพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วกลายเป็นโรงเรียนทันตแพทย์ชั้นนำที่มีมาตรฐานสากลนั้น มีข้อน่าสนใจหลายประเด็น

ประเด็นแรกคงเป็นเรื่องการให้การสนับสนุนเรื่องของงานวิจัย โดยพบว่าค่าเล่าเรียน ในส่วนของหลักสูตรที่เน้นเรื่องของงานวิจัย Master of Philosophy (MPhil)และ Doctor of Philosophy(PhD) มีค่าเล่าเรียนต่ำกว่า หลักสูตรปริญญาโทและหลักสูตรต่อเนื่องที่เน้นเรื่องการเพิ่มทักษะทางคลินิกมากถึงประมาณ 4-5 เท่า นักศึกษาส่วนใหญ่ที่มาเรียนหลักสูตรที่เน้นงานวิจัย(MPhil และ PhD) จะสามารถขอทุนของมหาวิทยาลัยได้เป็นส่วนมากหากมีคุณสมบัติเหมาะสม ซึ่งทุนดังกล่าวสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนตัวและค่าเล่าเรียนตลอดหลักสูตร และเป็นทุนที่ไม่ผูกพันหลังจบการศึกษา ประมาณเดือนละ 70,000 บาท ตลอดหลักสูตร ซึ่งการให้ทุนลักษณะนี้สามารถดึงดูดนักศึกษาต่างชาติเข้ามาสมัครศึกษา และเกิดขบวนการแข็งขันและคัดเลือกผู้ที่มีศักยภาพและมีความสามารถตั้งแต่ก่อนเริ่มการศึกษา

ในรายละเอียดเรื่องของทุนของนักศึกษานั้น ส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณของมหาวิทยาลัยอีกส่วนหนึ่งจะมาจากทุนวิจัย (research grant)ของอาจารย์ที่ปรึกษาที่รับนักศึกษาที่เข้ามาเรียน ดังนั้น อาจารย์ที่สามารถจะรับนักศึกษา MPhil หรือ PhD ได้นั้นจะต้องเป็นอาจารย์ที่ active และมีหัวข้อเรื่องวิจัย และมีเงินทุนวิจัยของตนเองมากพอจ่ายสมทบกับมหาวิทยาลัยในการจ่ายสนับสนุนให้ลูกศิษย์ที่ปรึกษา หากไม่มีทุนวิจัยอาจารย์ก็จะไม่สามารถรับนักศึกษาได้

ประเด็นที่สองด้านบุคลากร สัดส่วนของนักศึกษาหลังปริญญา (post-graduate)มีสัดส่วนที่เท่ากับนักศึกษาในระดับปริญญาตรี (under-graduate) อาจารย์เกือบทั้งหมดมีวุฒิปริญญาเอก หรือ/และวุฒิบัตรทางคลินิก เพื่อมุ่งสอนระดับปริญญาโทและเอก และการที่มหาวิทยาลัยฮ่องกงใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ทำให้ง่ายต่อการเปิดรับอาจารย์ที่มีคุณวุฒิทั่วโลกเข้ามาทำงาน นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังมีนโยบายเรื่องของการรักษาสัดส่วนของอาจารย์ต่างชาติต่ออาจารย์ฮ่องกงที่เหมาะสม เพื่อรักษาความเป็นนานาชาติและเกิดการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์และทักษะ ไม่มีการปิดกั้นโดยเชื้อชาติ สัญชาติและสีผิวในการทำงานร่วมกัน

ในปัจจุบันประมาณครึ่งหนึ่งเป็นอาจารย์ชาวต่างชาติ สิ่งสำคัญคือ มหาวิทยาลัยได้ลงทุนในส่วนของค่าตอบแทนของอาจารย์ทันตแพทย์ เทียบได้เท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้วจึงทำให้มีอาจารย์ที่มีชื่อเสียงและมีความสามารถเข้ามาทำงานและอยู่ในระบบอย่างต่อเนื่องนอกจากส่วนของอาจารย์และนักศึกษาแล้ว พบว่าจำนวนของเจ้าหน้าที่ที่สนับสนุนฝั่งงานวิจัยวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ นักวิจัย ผู้ช่วยวิจัย นักสถิติ นั้นมีสัดส่วนเท่ากับจำนวนเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในคลินิกทันตกรรม

การให้บริการทางทันตกรรมทั่วไปให้กับผู้ป่วยนั้น จะมีทันตแพทย์สายสนับสนุนทำงานเป็นหลัก ซึ่งจะให้การบริการผู้ป่วยทั่วไปไม่มากนัก ในส่วนที่เหลือจะเป็นคลินิกที่เป็นการเรียนการสอนเกือบทั้งหมด การทำให้นักศึกษามีเคสผู้ป่วยทำอย่างเพียงพอ ดึงดูดผู้ป่วยเข้ามารักษาที่คณะโดยกำหนด ค่ารักษาต่ำกว่าปกติ แต่คงมาตรฐานงานสูง มหาวิทยาลัยมีงบประมาณสนับสนุนพร้อมทั้งงานวิจัยและงานคลินิก ทำให้เกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดดได้

ประเด็นด้านการจัดระบบการศึกษาระบบการเรียนการสอนของระดับปริญญาตรีทันตแพทยศาสตร์ของฮ่องกง นั้นไม่ได้ใช้การบรรยายเป็นหลัก (didactic teaching) แต่มุ่งเน้นการใช้ระบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (problem based learning) มุ่งเน้นให้บัณฑิตเกิดความสนใจ ใฝ่รู้ และเพิ่มทักษะในการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ (systematic thinking) และมีความคิดเชิงวิพากย์ (critical appraisal) และมีทักษะในการหาความรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning or self-motivated learning)

ในส่วนของนักศึกษาหลังปริญญานั้น วิชาจริยธรรมการวิจัย(research ethics) ถือเป็นวิชาบังคับที่ทุกคนต้องเข้าและสอบให้ผ่านจึงจะจบหลักสูตร นอกเหนือจากวิชาเฉพาะตามสาขา ดังนั้นในเรื่องของวิชาการแล้ว เรื่องของจริยธรรมก็เป็นอีกเรื่องที่เน้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง research integrity และ plagiarism ถือเป็นเรื่องหลักที่ไม่สามารถมองข้ามได้เลย

จากการถอดบทเรียนของโรงเรียนทันตแพทย์ฮ่องกง ที่ประสบความสำเร็จมีมาตรฐานในระดับโลก จากประเทศในเอเชียที่เริ่มก่อตั้งคณะทันตแพทย์ได้ไม่นานนัก คงจะสามารถสรุปได้ดังนี้ เพื่อเป็นมุมมองให้โรงเรียนทันตแพทย์ในไทยได้นำมาพัฒนาให้มหาวิทยาลัยของไทยมีมาตรฐานชั้นนำของเอเชียได้ อย่างแรกคงเป็นความได้เปรียบและความโชคดีของวงการทันตแพทย์ในไทยที่ได้นักศึกษาที่มาเข้าเรียน (input) เป็นระดับนักเรียนเกรดเอ หรือหัวกะทิ ซึ่งหลายๆประเทศนักเรียนเก่งๆไม่ได้เลือกเรียนแพทย์ ทันตแพทย์อีกต่อไป ดังนั้นเรื่องของ input นั้น ประเทศไทยไม่ได้ต่ำกว่าประเทศชั้นนำเลย

นอกจากนี้มาตรฐานการทำงานภาคคลินิกของไทยก็ถือได้ว่าดีมาก หลายๆประเทศนักศึกษาปริญญาตรีจะไม่ได้รับการฝึกทางคลินิกเท่ากับในไทยและหวังว่าเมื่อเปิดเวทีโลกแล้ว รัฐบาลไทยจะให้ความสำคัญกับการศึกษาและการวิจัยที่จริงจังโดยการลงทุนในเรื่องของ ทรัพยากรมนุษย์ โดยมีค่าตอบแทนของครู อาจารย์ ในภาครัฐที่เหมาะสม นอกจากนี้ ควรเพิ่มสัดส่วนงบประมาณในเรื่องของวิจัยและพัฒนา (research and development) ให้มากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดการสร้างผลงานวิชาการ งานวิจัยอย่างเป็นลูกโซ่ต่อมา

ด้านภาษานั้น ถึงแม้ประเทศไทยจะมีภาษาไทยใช้เป็นภาษาราชการ การเพิ่มทักษะความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในภาพรวมของอาจารย์ เจ้าหน้าที่และนักศึกษาก็ควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน นอกเหนือสิ่งอื่นใดสิ่งสำคัญที่สุดในการที่จะพัฒนาระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของไทยให้ก้าวไกล คือเรื่องวัฒนธรรมองค์กรในเรื่องของการเพิ่มความโปร่งใสและการยุติธรรมในการบริหารจัดการและเรื่องของการกำจัดหรือลดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย

การเปิดหลักสูตรนานาชาตินั้นที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสอน (English as a medium of instruction) มหาวิทยาลัยคงจะต้องเตรียมความพร้อมของอาจารย์ และบุคคลากรส่วนสนับสนุน ซึ่งไม่ใช่แค่การใช้ภาษาในการสอนในห้องเรียน หรือการออกข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษ แต่จะต้องคลุมรวมไปถึงการบริหารจัดการ เอกสาร การติดต่อสื่อสารในองค์กร ระหว่าง อาจารย์ ผู้ช่วยทันตแพทย์ บุคลากร และนักศึกษาด้วย ที่ใช้ทั้งหมดด้วย

เพื่อคงความเป็นนานาชาติไว้ก็น่าจะต้องมี จำนวนอาจารย์ต่างชาติ และนักศึกษาต่างชาติ พอสมควร หากมีแต่นักศึกษาไทยและอาจารย์ไทย ก็คงจะดำรงการใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนได้ยาก การที่จะมีนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนร่วมนั้น คงขึ้นกับมาตรฐานและชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย ค่าเล่าเรียน และค่าใช้จ่ายอื่นๆตลอดหลักสูตร เป็นปัจจัยในการตัดสินใจของนักศึกษานานาชาติ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ขอให้กำลังใจให้มหาวิทยาลัยที่กำลังจะเปิดหรือกำลังเริ่มหลักสูตรทันตแพทย์นานาชาติ พัฒนาระบบการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้นกันต่อไปค่ะ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com