Column ประจำ
Sponsor

เกาะกระแส : การปฏิรูปสิทธิการรักษาทางทันตกรรมในระบบประกันสังคม ความเปลี่ยนแปลงระลอกสอง “จากโทรศัพท์สู่เวบไซด์” โครงการทำฟันโดยไม่ต้องสำรองจ่าย

โดย : ทพ. ธีรวัฒน์ ทัศนะภิรมย์ ภาควิชาทันตกรรมชุมชน คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
Tags : การปฏิรูปสิทธิการรักษาทางทันตกรรม , ระบบประกันสังคม , ทพ. ธีรวัฒน์ ทัศนะภิรมย์ , ภาควิชาทันตกรรมชุมชน คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ในการขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูปสิทธิทางทันตกรรมของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมโดยมีเป้าหมายให้ผู้ประกันตนมีการเข้าถึงบริการทางทันตกรรมพื้นฐานตามความจำเป็นโดยไม่ถูกจำกัดด้วยวงเงินเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและมีความเท่าเทียมกับระบบสวัสดิการอื่นๆ นั้น หนึ่งในประเด็นสำคัญของการปฏิรูปคือการผลักดันให้เกิดระบบการเบิกจ่ายค่าบริการตามสิทธิโดยที่ผู้ประกันตนไม่ต้องสำรองจ่าย เนื่องจากการที่ผู้ประกันตนต้องสำรองจ่ายค่าบริการก่อนแล้วจึงค่อยนำเอกสารไปเบิกเงินจากสำนักงานประกันสังคมนั้นเป็นภาระแก่ผู้ประกันตนอย่างมาก ทั้งตัวเงินที่ต้องสำรองจ่ายและต้นทุนในการดำเนินการเบิกเงิน(เวลา ค่าเดินทาง เป็นต้น) ซึ่งภาระค่าใช้จ่ายนี้ทำให้ผู้ประกันตนส่วนหนึ่งไม่ได้ใช้สิทธิที่ตนมี โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่มีเงินที่จะสำรองจ่ายค่าบริการไปก่อน

หลังจากที่ทางเครือข่ายฟ.ฟันสร้างสุข กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ และเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) (โดยได้รับความสนับสนุนจากทันตแพทยสภา)ได้เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการปฏิรูปสิทธิการรักษาทางทันตกรรมของผู้ประกันตนตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 นั้น นอกจากที่ทางสำนักงานประกันสังคมได้ปรับเพิ่มสิทธิการรักษาทางทันตกรรมของผู้ประกันตนบางส่วน(เพิ่มสิทธิการเบิกเป็นปีละ 900 บาท)ในเดือนสิงหาคม 2559 ดังที่ผมได้เล่าในบทความก่อนหน้านี้แล้ว

ในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2559 ทางสำนักงานประกันสังคมยังได้ทดลองโครงการการเบิกค่าบริการทางทันตกรรมตามสิทธิโดยไม่ต้องสำรองจ่ายในสถานพยาบาลนำร่องทั้งของรัฐและเอกชนจำนวน 78 แห่งทั่วประเทศ ในการใช้ระบบนี้ครั้งแรกนั้นพบปัญหาความไม่พร้อมในหลายๆ ด้าน ทั้งการเปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการที่สั้น ขาดการประชาสัมพันธ์ ระบบการใช้สิทธิที่ยุ่งยากซ้ำซ้อน สถานพยาบาลต้องโทรศัพท์ไปที่สายด่วนประกันสังคมก่อนใช้สิทธิ คีย์ข้อมูลลงระบบคอมพิวเตอร์และส่งเอกสารการเบิกค่าบริการไปที่สำนักงานประกันสังคม รวมถึงระบบการตรวจเช็คการใช้สิทธิ/สิทธิที่คงเหลือของผู้ประกันตนที่ล่าช้า ด้วยความไม่พร้อมและปัญหาหลายๆ ด้านของระบบนี้ทำให้สถานพยาบาลหลายแห่งโดยเฉพาะคลินิกทันตกรรมจำนวนมากลังเลที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งทางเครือข่ายฯ ก็ได้รวบรวมข้อมูลของปัญหาของโครงการทำฟันโดยไม่ต้องสำรองจ่ายของสำนักงานประกันสังคมนี้รวมทั้งข้อเสนอแนวทางในการแก้ไขยื่นต่อนพ.สุรเดช วลีอิทธิกุลเลขาธิการประกันสังคมในวันที่ 26 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งท่านเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมก็รับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและรับข้อเสนอไปพิจารณาในการปรับปรุงระบบ

ในเดือนมกราคม 2560 ทางสำนักงานประกันสังคมได้เริ่มโครงการทำฟันโดยไม่ต้องสำรองจ่ายในระลอกที่สอง โดยมีการปรับปรุงระบบให้มีความสะดวกมากขึ้น ในเบื้องต้นมีคลินิกทันตกรรมเอกชนเข้าร่วม 534 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจากการที่ทางเครือข่ายฯ ได้รวมรวมข้อมูลจากคลินิกที่เข้าร่วมโครงการกับทางสำนักงานประกันสังคมในครั้งนี้ พบว่าระบบได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมาก ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ทั้งสถานพยาบาลและผู้รับบริการ ซึ่งผมได้รวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์มานำเสนอในบทความชิ้นนี้ เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของเพื่อนๆ ทันตแพทย์ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมโครงการนี้หรือไม่ต่อไปครับ

ระบบเดิมของโครงการทำฟันโดยไม่ต้องสำรองจ่ายของสำนักงานประกันสังคมนั้น เมื่อมีผู้ประกันตนมาใช้บริการ ทางสถานพยาบาลต้องโทรศัพท์ไปที่สายด่วนประกันสังคมก่อนเพื่อล็อคสิทธิของผู้ประกันตน โดยที่การโทรศัพท์นั้นมีความยุ่งยากและกินเวลากว่า 15-20 นาที เป็นภาระแก่สถานพยาบาลอย่างมาก

ในระบบใหม่ การใช้สิทธิของผู้ประกันตนจะใช้ระบบเวบไซต์เป็นหลัก โดยเมื่อทางสถานพยาบาลทำสัญญาเข้าร่วมโครงการกับทางสำนักงานประกันสังคมแล้วจะได้รับยูสเซอร์เนมและรหัสผ่าน (username and password) สำหรับเข้าโปรแกรมการใช้สิทธิทางทันตกรรมของทางสำนักงานประกันสังคม เมื่อมีผู้ประกันตนมารับบริการทางคลินิกเพียงแค่ล็อคอินที่ http://wa1.sso.go.th/edent และกรอกหมายเลขบัตรประชาชนของผู้ประกันตนเข้าไปก็สามารถดำเนินการใช้สิทธิของผู้ประกันตนได้ทันที ซึ่งหน้าเวบของระบบออกแบบมาให้ใช้งานได้ไม่ยาก เข้าไปใช้ครั้งแรกก็จะสามารถเข้าใจได้ทันที ซึ่งระบบนี้สามารถลดภาระทั้งด้านเวลาและกำลังคนในการดำเนินการเพื่อใช้สิทธิของสถานพยาบาลได้มากทีเดียว

ความกังวลข้อหนึ่งของทางสถานพยาบาลก็คือเมื่อมีผู้ประกันตนมาใช้สิทธิ ทางสถานพยาบาลจะสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ว่าผู้ประกันตนท่านนั้นใช้สิทธิไปหรือยัง ใช้ไปแล้วเท่าไร เพราะหากตรวจสอบไม่ได้อาจมีการวนใช้สิทธิตามคลินิกต่างๆ ทำให้คลินิกไม่สามารถเบิกค่าบริการจากสำนักงานประกันสังคมได้

ในระบบใหม่ของโครงการนี้ เมื่อกรอกเลขบัตรประชาชนของผู้ประกันตนเข้าไปแล้ว ข้อมูลการใช้สิทธิของผู้ประกันตนจะปรากฏในหน้าเวบทันทีทำให้ทางสถานพยาบาลทราบได้ว่าผู้ประกันตนท่านนั้นเหลือสิทธิที่จะเบิกได้เป็นจำนวนเงินเท่าไร และที่สำคัญเมื่อสถานพยาบาลบันทึกข้อมูลการใช้สิทธิของผู้ประกันตนเข้าไปในระบบแล้ว ระบบจะอัพเดทข้อมูลทันที ทำให้ผู้ประกันตนไม่มีโอกาสที่จะใช้สิทธิซ้ำซ้อนได้

เมื่อผู้ประกันตนไม่ต้องสำรองจ่ายค่าบริการตามสิทธิ คลินิกที่เข้าโครงการหลายแห่งพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าผู้ประกันตนพอใจมาก และทำให้ตัดสินใจรับบริการง่ายขึ้น เช่น เมื่อตรวจพบว่ามีความจำเป็นที่จะต้องรักษาทางทันตกรรม เมื่อรู้ว่าสามารถใช้สิทธิได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย ผู้ประกันตนจะตัดสินใจรับบริการทันที รวมถึงผู้ประกันตนที่ไม่เคยใช้สิทธิมาก่อนก็มาเข้ารับบริการมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์กับคนไข้แล้วยังเป็นประโยชน์กับสถานพยาบาลอีกด้วยเนื่องจากคนไข้มีความพึงพอใจในตัวสถานบริการและสามารถเพิ่มฐานคนไข้แก่ทางคลินิกได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่ปรับปรุงจากโครงการในระยะแรกคือการโอนเงินค่าบริการตามสิทธิของผู้ประกันตนให้กับสถานพยาบาล ทางสำนักงานประกันสังคมจะโอนค่าบริการที่สถานพยาบาลตั้งเบิกให้ทุกสัปดาห์ ซึ่งนับว่ารวดเร็วและสร้างความสะดวกให้สถานพยาบาลมาก แม้จะมีบางจุดที่เป็นข้อจำกัดของระบบอยู่บ้าง เช่น การที่ระบบเปิดให้ล็อคอินเข้าใช้ได้ถึง 20.00 น.เท่านั้น ซึ่งสถานพยาบาลบางแห่งที่มีเวลาปิดทำการช้าจะไม่สามารถดำเนินการใช้สิทธิให้ผู้ประกันตนได้ รวมถึงทางสถานพยาบาลยังต้องส่งเอกสารที่เป็นกระดาษเพื่อยืนยันการใช้สิทธิต่างๆ ให้กับทางสำนักงานประกันสังคมอยู่ เป็นต้น แต่ในภาพรวมแล้ว โครงการนี้ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นประโยชน์กับผู้ประกันตนและสถานพยาบาลต่อไป

เมื่อมีการขยายสิทธิการรับบริการทางทันตกรรมเป็น 900 บาทต่อคนต่อปีนั้น ความกังวลส่วนหนึ่งของผู้ประกันตนคือคำถามที่ว่าคลินิกทันตกรรมจะขึ้นราคาค่ารักษาตามไหม เพราะหากมีการขึ้นค่าบริการ แม้จะมีการเพิ่มวงเงินสิทธิแต่ผู้ประกันตนก็จะไม่ได้รับการรักษาที่มากขึ้น ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขก็ทราบถึงความกังวลนี้เช่นเดียวกัน ดังที่มีข่าวว่าอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้ให้การยืนยันกับสื่อมวลชนว่าจะดำเนินการตามกฏหมายหากมีผู้แจ้งว่าคลินิกทันตกรรมแห่งใดทำผิดพรบ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 โดยเฉพาะหากทางคลินิกไม่มีการเปิดให้ผู้ป่วยทราบอัตราค่าบริการก่อนตัดสินใจรับการรักษา หรือคิดค่าบริการเกินกว่าที่ติดไว้ ณ จุดสอบถามค่าบริการในส่วนของสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการใช้สิทธิทำฟันโดยไม่ต้องสำรองจ่ายกับสำนักงานประกันสังคมนั้น ในขั้นตอนของการสมัครเข้าโครงการ ทางคลินิกจะต้องส่งรายละเอียดอัตราค่าบริการการอุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินน้ำลาย และการผ่าฟันคุดให้กับทางสำนักงานประกันสังคมด้วย ซึ่งก็เป็นมาตรการหนึ่งที่สร้างขึ้นมาเป็นป้องกันการคิดค่าบริการเกินอัตราที่ได้แจ้งไว้ ในเรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นธรรมดาที่ประชาชนจะตั้งคำถามกับวิชาชีพของเราได้ แต่ผมก็เชื่อด้วยหัวใจว่าเพื่อนร่วมวิชาชีพของผมจะไม่ฉวยโอกาสนี้หาประโยชน์เพื่อตัวเองอย่างแน่นอนซึ่งหากเรามั่งคงในจุดยืนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพที่ให้บริการประชาชนอย่างเป็นธรรม และยืนยันจุดยืนนั้นด้วยการกระทำ ไม่นานคำถามนี้ก็จะเลือนหายไปเองครับ

กล่าวโดยสรุปโครงการทำฟันโดยไม่ต้องสำรองจ่ายนั้นแม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นทำให้มีข้อจำกัดและภาระด้านการบริหารจัดการที่ทางสถานพยาบาลต้องแบกรับอยู่บ้าง แต่โครงการนี้สามารถลดภาระด้านค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกันตนได้โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เป็นการเพิ่มการเข้าถึงบริการทางทันตกรรมในกลุ่มคนทำงานได้มากขึ้น ซึ่งก็เป็นเป้าหมายของวิชาชีพทันตแพทย์เราที่อยากเห็นประชนชนคนไทยได้รับบริการทางทันตกรรมตามความจำเป็นเพื่อที่จะมีสุขภาพช่องปากที่ดีต่อไป การเข้าร่วมโครงการนี้ก็นับเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้พี่ๆ น้องๆ ทันตแพทย์ไม่ว่าจะอยู่ในภาคส่วนใดสามารถนำพวกเราไปเข้าใกล้เป้าหมายนั้นได้มากขึ้นครับ

เพิ่มเติม

  1. หากท่านใดมีข้อสงสัยในการเข้าร่วมโครงการ สามารถโทรสอบถามได้ที่สายด่วนประกันสังคม 1506 หรือสอบถามที่สำนักงานประกันสังคมพื้นที่ได้เลยครับผม
  2. หากพี่ๆ น้องๆ ทันตแพทย์ท่านใดต้องการเข้าร่วมโครงการทำฟันโดยไม่ต้องสำรองจ่ายกับทางสำนักงานประกันสังคม ท่านสามารถดาวน์โหลดเอกสารการสมัคร (ซึ่งจะมีรายละเอียดขั้นตอนการเข้าร่วม และเอกสารที่ต้องใช้ในการสมัคร) ได้จากเวบไซด์ของสำนักงานประกันสังคม หรือสามารถดาวน์โหลดได้จากเฟซบุคแฟนเพจของเครือข่าย ฟ.ฟันสร้างสุข (เสริช “เครือข่าย ฟ.ฟันสร้างสุข)ได้ครับ
  3. ในเดือนมีนาคม 2560 ทางสำนักงานประกันสังคมจะทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานภาครัฐสองกระทรวงคือ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงกลาโหม เพื่อให้สถานพยาบาลในหน่วยงานทั้งสองแห่งเข้าร่วมโครงการทำฟันโดยไม่ต้องสำรองจ่ายต่อไป ความคืบหน้าเป็นอย่างไรจะนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไปครับ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com