Column ประจำ
Sponsor

ล้างให้หมด Episode 1 : Sodium hypochlorite "ตัวเดียว"... เอาอยู่?

โดย : อาจารย์ทันตแพทย์หญิง ฐิตารีย์ จิรธัญญาณัฎ และกองบรรณาธิการ

Sodium hypochlorite (NaOCl) ที่ใช้ล้างคลองรากฟันอยู่นั้น ยัง ‘ใช่’ หรือไม่ , EDTA คืออะไร แล้ว chlorhexidine ที่ใช้บ้วนปากเอามาล้างคลองรากฟันได้ด้วยหรือ...

กอง บก. ได้รับเกียรติจาก อาจารย์ทันตแพทย์หญิง ฐิตารีย์ จิรธัญญาณัฎ อาจารย์ประจำภาควิชาทันตกรรมหัตถการและวิทยาเอ็นโดดอนต์ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มา update ทุกเรื่องเด่นประเด็นร้อนเกี่ยวกับน้ำยาล้างคลองรากฟัน ให้ได้ทราบกัน

Q
ในปัจจุบัน มีการใช้ Rotary instruments ในการขยายคลองรากฟัน ซึ่งมีประสิทธิภาพในการ กำจัด infected dentin ได้ดีมากกว่าเดิม การล้าง คลองรากฟัน ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ครับ
 
 

ยังคงจำเป็นค่ะ เพราะคลองรากฟันนั้น ไม่ได้ตรงไปตรง มาเหมือนหลอดกาแฟ แต่ระบบคลองรากฟัน (root canal system) มีความซับซ้อน มีการแตกแขนงของคลองรากฟันหลักออกเป็นคลอง รากฟันย่อยๆเหมือนรากของต้นไม้ รวมถึงมีการเชื่อมรวมกันของ คลองรากฟันระดับต่างๆทำให้เกิดครีบหรือซอกหลืบ นอกจากนี้ยัง มีท่อเนื้อฟันมาเปิดสู่ผนังคลองรากฟันจำนวนมาก ซึ่งเป็นบริเวณที่ เราไม่สามารถใช้ไฟล์ไปทำความสะอาดได้

ที่สำคัญที่สุด คงไม่ลืมว่าโรคของ pulp และ periapical tissue นั้นมีสาเหตุมาจากแบคทีเรีย เมื่อเกิดการติดเชื้อในระบบคลองรากฟัน จึงเป็นการยากที่จะกำจัดเชื้อแบคทีเรีย อีกทั้งสารพิษ (toxin) และ สารที่ผลิตจากเชื้อแบคทีเรีย(bacterial by-products)

ดังนั้นน้ำยาล้างคลองรากฟันจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งใน การทำให้คลองรากฟันสะอาดและปราศจากเชื้อ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ ผู้ทำการรักษาไม่ควรละเลย เพื่อนำไปสู่ผลการรักษาที่สำเร็จ

A
 
 
Q
ทำไม NaOCl จึงครองความนิยม และใช้ กันแพร่หลายทั้งในประเทศไทย และทั่วโลก
 
 

NaOCl มีคุณสมบัติที่ดีสำหรับใช้ล้างคลองรากฟัน คือ

  1. มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ยีสต์และไวรัส ได้กว้างและมี ประสิทธิภาพสูง แต่อย่างไรก็ตามมีการศึกษาส่วนใหญ่ที่มีแนว โน้มแสดงให้เห็นว่า E. faecalis สามารถทนต่อฤทธิ์ของ NaOCl ได้ มากกว่าเชื้ออื่นๆ
  2. มีคุณสมบัติในการละลายเนื้อเยื่อและอินทรีย สาร ซึ่งช่วยละลายเนื้อเยื่อโพรงประสาทฟันที่หลงเหลืออยู่ในคลอง รากฟัน
  3. ช่วยหล่อลื่นขณะขยายคลองรากฟันได้
  4. มีฤทธิ์ ในการห้ามเลือดและการฟอกสีฟัน
A
 
 
Q
สับสนมาก บางที่เรียก NaOCl ว่า Dakin บางที่ก็เรียกว่า Clorox ตกลงมันเป็นอย่างไรกันแน่
 
 

NaOCl มีหลายความเข้มข้นคือ 5.25%, 2.5%, 1.25% และเจือจางที่สุด คือ 0.5% ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า สารละลาย เดกินส์ (Dakin’s solution) เป็นสารที่ถูกนำมาใช้เป็นสารต้านเชื้อ (Antiseptics) เพื่อชะล้างแผลในสมัยสงครามโลกครั้งที่1 ส่วน Clorox เป็นชื่อทางการค้าของ NaOCl ความเข้มข้น 5.25%

A
 
 
Q
แล้วความเข้มข้นเท่าไร ที่เหมาะสมที่สุด
 
 

ในเรื่องความเข้มข้นที่แนะนำให้ใช้ในการล้างคลองรากฟัน ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ถึงแม้จะมีรายงานว่าประสิทธิภาพในการ ฆ่าเชื้อและละลายเนื้อเยื่อของ NaOCl จะเพิ่มตามความเข้มข้นที่สูง ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม Siqueira และคณะ ในปี 2000 ไม่พบความ แตกต่างของประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อของ NaOCl ที่ความเข้ม ข้น 1% 2.5% หรือ 5.25%

ส่วนในแง่การละลายเนื้อเยื่อนั้น Okino และคณะ ในปี 2004 พบว่าความเข้มข้น 2.5 % สามารถละลายเนื้อเยื่อได้เท่ากับความ เข้มข้น 5.25% นอกจากนี้ Moorer และคณะ ในปี 1982 พบว่า ความถี่ของการล้างอาจมีความสำคัญมากกว่าความเข้มข้นของ NaOCl เนื่องจากคุณสมบัติการละลายเนื้อเยื่อของ NaOCl ขึ้นอยู่ กับปริมาณ free chlorine ที่แตกตัวออกมา ซึ่งการเปลี่ยนน้ำยา บ่อยๆจะเป็นการเพิ่มปริมาณ free chlorine

A
 
 
Q
NaOCl เวลาสัมผัสกับเนื้อเยื่อ เช่น เหงือก กระพุ้งแก้ม ริมฝีปาก จะแสบร้อน แถม ยังมีกลิ่นฉุน จนแสบจมูก กลัวจะมีปัญหากับคนไข้ เราเปลี่ยนมาใช้น้ำเกลือล้างคลองรากแทนได้ไหม ครับ
 
 

ข้อดีของน้ำเกลือ (normal saline) คือ ไม่ระคายเคืองต่อ เนื้อเยื่อใดๆ รวมทั้งหาได้ง่ายราคาถูก แต่มันมีคุณสมบัติแค่ชะล้าง ไม่ได้มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อหรือละลายเนื่อเยื่อโพรงประสาทฟัน แต่อย่างใด

อย่าลืมว่าโรคของ pulp และ periapical tissue มีสาเหตุมาจาก แบคทีเรีย ดังนั้นยังจำเป็นต้องใช้น้ำยาล้างคลองรากที่มีคุณสมบัติ ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียอยู่นั่นเอง

A
 
 
Q
ถ้าอย่างนั้น มีข้อควรระวังหรือข้อแนะนำอย่างไรบ้างครับ
 
 

ข้อควรระวังที่สำคัญ คือ ความเป็นพิษต่อเซลล์และ ระคายเคืองเนื้อเยื่อ ดังนั้นต้องระวังการรั่วของน้ำยาออกไปจาก โพรงฟัน การใส่แผ่นยางกั้นน้ำลาย (rubber dam) ทุกครั้งขณะ รักษาคลองรากฟัน มีการ seal รอบคอฟันให้ดี ร่วมกับการใช้ high power suction จ่อให้ติดขอบโพรงฟันจะช่วยป้องกันได้ รวมทั้งต้อง ระวังไม่ล้างด้วยแรงที่มากเกินไป เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้น้ำยาไหล เกินออกไปนอกปลายรากฟันไประคายเคืองต่อเนื้อเยื่อรอบปลาย รากฟัน ทำให้มีอาการปวดหลังการรักษา

ข้อต่อมาคือ เนื่องจากมีฤทธิ์ในการฟอกขาว จึงต้องใส่เข็มให้ แน่นทุกครั้ง ระวังไม่ให้หยดใส่เสื้อผ้า และที่ต้องระวังที่สุด คือ ไม่ ให้กระเด็นใส่ดวงตาผู้ป่วย อาจให้คนไข้สวมแว่น Goggles ป้องกัน หรือตัวทันตแพทย์ก็ควรสวมแว่น หรือใส่ faceshield ป้องกันด้วย เช่นกัน

นอกจากนี้ NaOCl ยังมีฤทธิ์ในการกัดกร่อนเครื่องมือที่เป็น carbon steel รวมถึงในผู้ป่วยบางรายอาจมีการแพ้ได้ ดังนั้นจึง ต้องซักประวัติผู้ป่วยให้ดีเสียก่อน

A
 
 

แค่เพิ่มความระมัดระวังในการใช้ที่กล่าวมาข้างต้น ก็จะช่วย ให้เราใช้ NaOCl ได้อย่างปลอดภัยและให้ผลการรักษาที่ “เป๊ะ” มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม NaOCl ตัวเดียว อาจ เอาไม่อยู่ แต่จะเป็น เพราะอะไร และจะมีน้ำยาล้างคลองรากฟันทางเลือกใหม่อะไร บ้าง ต้องติดตามต่อฉบับหน้าครับ.

References

  1. Bahrain B and Haapasalo M. Update on endodontic irrigating solutions. Endod Topics. 2012:27:74-102.
  2. Liqueurs JF, Rocas IN, Favieri A, Lima KC. Chemomechanical reduction of the bacterial population in the root canal after instrumentation and irrigation with 1% 2.5% and 5.25% sodium hydrochloride. J Endod 2000;26(6):331-4.
  3. Domino LA, Siqueira EL, Santos M, Bombana AC. Dissolution of pulp tissue by aqueous solution of chlorhexidine diglucanate and chlorhexidine diglucanate gel. Int Endod J 2004:37:38-41.
  4. Moorer WE, Wesselink OR. Factors promoting the tissue dissolving capability of sodium hypochlorite. Int Endod J 1982;15(4):187-96.
  5. Gomes BP, Ferraz CC, Vianna ME, Berber VB, Teixeira FB, Souza-Filho FJ. In vitro antimicrobial activity of several concentrations of sodium hypochlorite and chlorhexidine gluconate in the elimination of Enterococcus travails. Int Endod J 2001;34(6):424-8.

FDI Dental Practice Committee: Oral health workforce planning for developed countries. Int Dent J 2005;55:42-44. Dreesch N, Dolea C, Dal Poz MR, Goubarev A, Adams O, Aregawi M, Bergstorm K, Fogstad H, Sheratt D, Linkins J, Schrpbeir R, Fox YM: An approach to estimating human resource requirements to achieve the millinnium development goals. Health Policy Planning 2005;20:267-276. WHO/ FDI Joint Working Group : Health through oral health: Guidelines for planning and monitoring for oral health. London, Quintessence Publishing Company, 1989. Hornby P, Ray D, Shipp P, Hall T: Guidelines for health manpower planning; in. Geneva, 1980.

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com