Column ประจำ
Sponsor

การควบคุมการติดเชื้อทางทันตกรรมกับวัณโรคและโรคติดเชื้อทางอากาศ

โดย : ทญ. ศศิธร สุธนรักษ์
Tags : ทญ. ศศิธร สุธนรักษ์ , การควบคุมการติดเชื้อทางทันตกรรม , วัณโรค , โรคติดเชื้อทางอากาศ

มาตรการควบคุมการติดเชื้อทางทันตกรรม

ในอดีตที่ผ่านมาจะมุ่งเน้นไปที่การป้องกันการติดเชิ้อที่ติดต่อกันทางเลือดระหว่างทันตบุคลากร และผู้ป่วย โดยใช้มาตรการที่เรียกว่า Universal Precautions ด้วยหลักคิดที่ว่า เลือดและของเหลว ในร่างกายที่ปนเปื้อนสารติดเชื้อ ผู้ป่วยที่เป็นโรคติดต่อทางเลือดอาจไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรค เนื่อง จากไม่มีอาการแสดงของโรค หรือรู้ว่าเป็นโรค แต่ไม่ต้องการเปิดเผย แนวทางป้องกันก็จะมุ่งเน้นที่ การลดการสัมผัสกับเลือดโดยเฉพาะทางผิวหนัง โดยการใช้ของมีคมอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ถูกของมี คมบาด การใช้แผ่นยางกันน้ำลาย เพื่อป้องกันการกระเด็นของเลือด การล้างมือการสวมอุปกรณ์ป้อง กันตนเอง (ถุงมือ แมสค์ แว่นป้องกัน เสื้อกาวน์) เมื่อพิจารณาวิธีการแพร่เชื้อของจุลินทรีย์เชื่อมโยง กับมาตรการของ Universal Precautions ในปี 1996 CDC (Centers for Disease Control and Prevention ของสหรัฐอเมริกา) ได้ขยายขอบเขตของมาตรการ Universal Precautionsออกไปและ ได้กำหนดมาตรการใหม่ที่เรียกว่า Standard Precautions เพื่อป้องกันบุคลากรทางสาธารณสุขและ ผู้ป่วยจากการติดเชื้อที่ผ่านทางเลือด ของเหลวในร่างกาย สารคัดหลั่ง (excretion and secretion) ดังนี้แล้วมาตรการของ Standard Precautions จะครอบคลุมถึงการสัมผัสกับเลือด ของเหลวในร่าง กาย สารคัดหลั่ง(ยกเว้นเหงื่อ) ไม่ว่าจะมีเลือดปนหรือไม่ก็ตาม ผิวหนังที่ฉีกขาด (non intact skin) เยื่อบุต่างๆ (mucous membrane) ซึ่งในทางทันตกรรมมักจะถือว่า นำลายเป้นสาาติดเชื้ออยู่แล้ว

ดังนั้นในทางทันตกรรมจึงไม่มีความแตกต่างกันระหว่างแนวทางปฎิบัติของ Universal Precautions และ Standard Precautions ซึงเป็นมาตรการพื้นฐานในการป้องกันการติดเชื้อขณะให้การ รักษาผู้ป่วยทุกราย ไม่ว่าจะเป็นโรคติดต่อหรือไม่ก็ตาม แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อหรือสงสัยว่า จะเป็นโรคติดต่อก็จะต้องมีมาตรการปฎิบัติเพิ่มเติมเพื่อให้การควบคุมการติดเชื้อได้ผลสมบูณณ์ ไม่ว่า โรคนั้นๆจะติดต่อกันทางการสัมผัส (contact) ทางละออง (droplet) หรือทางอากาศ(airbonrne) ก็ ตามมาตรการที่เพิ่มเติมขึ้นมานอกเหนือจาก Standard Precautions เรียกว่า Transmission-based Precautions เมื่อนำ Standard Precautions มารวมกับ Transmission-based Precautions รวมเรียก ว่า Isolate Precautions ตัวอย่างของโรคติดต่อถึงกันทางอากาศ เช่น วัญโรค ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัด สายพันธุ์ใหม่ H5N1 ซึ่งโรคที่ติดต่อกันทางอากาศไม่ว่าจะชนิดใดก็ตาม มาตรการหลักๆที่ต้องปฎิบัติ ก็ไม่ค่อยแตกต่างกันดังนี้แล้วก็จะขอนำเรื่องของวัณโรคมาเป้นตัวอย่างในการควบคุมและป้องกันการ แพร่เชื้อ

วัณโรค

ในคลินิกทันตกรรมการติดเชื้อทางอากาศมักเกิดขึ้นเมื่อระบบการถ่ายเทอากาศไม่ดี เช่นการ ปล่อยในอากาศที่ปนเปื้อนหมุนเวียนกลับเข้ามาในระบบ พบว่าหลังจากที่มีเชื้อวัณโรคที่ดื้อยาเกิดขึ้น ปัญหาในการรักษาและควบคุมวัณโรคมีเพิ่มขึ้น การติดเชื้อวัณโรคซึ่งติดต่อกันทางอากาศในคลินิก ทันตกรรมแม้จะมีความเสี่ยงต่ำ แต่ก็มีเอกสารยืนยันว่ามีการแพร่เชื้อจริง เช่นในประเทศอังกฤษพบว่า มีผู้ป่วยติดเชื้อวัณโรคจากทันตแพทย์ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าการติดเชื้อระหว่างบุคคลด้วยกันเอง และการติดเชื้อของทันตบุคลากรจากผู้ป่วย โดยเฉพาะทันตบุคลากรที่ทำงานในโรงพยาบาลสำหรับ ประเทศไทย ในเดือนมิถุนายน 2557 นพ.วินัย สวัสดิวรเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่ง ชาติ (สปสช.) กล่าวว่า

“วัณโรคนับเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทย จากรายงานขององค์กรอนามัย โรคปี 2555 ประเทศไทยถูกจัดอยู่ใน 22 ประเทศที่มีจำนวนผู้ป่วยวัณโรคสูงสุดในโลก โดย พบว่าผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ 80,000 รายต่อปี หรือ 119 คนต่อประชากรแสนคน แม้ว่าแนว โน้มผู้ป่วยจะลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปี ปัจจุบันมีผู้ป่วยขึ้นทะเบียนรักษา 60,000 ราย และอัตรารักษาสำเร็จอยู่ที่ร้อยละ 85 แต่สถานการณ์วัณโรคของไทยก็ยังน่าเป็นห่วง ทั้งปัญหา วัณโรคจากกลุ่มประชากรข้ามชาติ(ต่างด้าว) และปัญหาการดื้อยาจากการกินยาที่ไม่ต่อเนื่อง จึงต้องติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์โรคอย่างใกล้ชิด”

ดังนี้แล้วการติดเชื้อผ่านางอากาศในคลินิกทันตกรรมจึงนับเป็นสิ่งที่พึงต้องระวังอย่างยิ่งและการ ทราบเกี่ยวกับการติดต่อของวัณโรคก็จะช่วยให้สามารถดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม

การติดต่อ

วัณโรคและโรคติดเชื้อทางอากาศติดต่อถึงกันได้จากการสูดละอองที่มีเชื้อวัณโรคที่เกิดจากการ ไอ จาม หรือพูดของผู้ป่วยวัณโรค เชื้อวัณโรคมีขนาด 1-5 ไมครอน สามารถลอยอยู่ในอากาศได้เป็น เวลาหลายชั่วโมง เมื่อผู้ติดเชื้อสูดละอองที่มีเชื้อวัณโรคเข้าไป เชื้อก็จะไปฝังตัวอยู่ที่ถุงลมภายในปอด หลังจากได้รับเชื้อ 2-12 สัปดาห์ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะทำงานเพื่อมิให้เชื้อเหล่านี้แพร่ขยาย ต่อไป สำหรับการติดเชื้อวัณโรคจะต้องได้รับเชื้ออย่างน้อย 1-5 Bacilli และมีโอกาสประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่สัมผัสกับเชื้อจะติดเชื้อเป็นผู้ป่วยวัณโรค โดยในจำนวนผู้ที่ติดเชื้อประมาณร้อยละ 90 จะเป็นวัณโรคแฝง (latent TB) โดยตลอดชั่วชีวิตจะไม่แสดงอาการ ส่วนอีกร้อยละ 5 หากไม่ได้ รับการดูแลรักษา วัณโรคแฝงจะพัฒนาไปเป็นวัณโรค (active TB) ภายในเวลา 1-2 ปี และอีกร้อยละ 5 มักจะเป็นวัณโรคในระยะต่อมาของชีวิตที่เหลือ แม้ว่าทั้งผู้ที่เป็นวัณโรค และวัณโรคแฝงจะถือว่า เป็นวัณโรค แต่การแพร่เชื้อจะเกิดจากผู้ที่เป็นวัณโรค (active TB) เท่านั้น

เชื้อวัณโรคสามารถอยู่ในร่างกายได้เป็นเวลานานหลายปี โดยไม่แสดงอาการของวัณโรคหรือ อาการเจ็บป่วยใดๆ และไม่สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น แม้ผลการตรวจ tuberculosis skin test จะให้ ผลเป็นบวกก็ตาม วัณโรคแฝงพร้อมที่จะพัฒนาไปเป็นวัณโรคได้เมื่อร่ายกายอ่อนแอลงตลอดช่วงเวลา ของชีวิตที่เหลืออยู่โดยไม่สามารถทำนายได้ว่าใครบ้างที่จะพัฒนาไปเป็นวัณโรคและจะเกิดขึ้นเมื่อใด โดยปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการพัฒนาไปเป็นวัณโรคในระยะต่อมา ได้แก่ ระบบภูมิคุ้มกันของร่ายกาย อ่อนแอลง โรคเบาหวาน โรคอ้วน การติดเชื้อ HIV ร่วมด้วย นอกจากนี้ก็ได้แก่การเป็นโรคสุราเรื้อรัง การขาดอาหาร เป็นต้น

อาการแสดง

อาการแสดงของผู้ที่เป็นวัณโรคได้แก่ ไอมีเสมหะ (productive cough) และอาการไอมักต่อเนื่อง นานเกิน 3 สัปดาห์ มีเหงื่อออกในเวลากลางคืน รู้สึกไม่สบายและอ่อนเพลีย มีไข้ และน้ำหนักลดโดย ไม่มีสาเหตุ ในผู้ที่ติดเชื้อ HIV หากได้รับเชื้อวัณโรคจะทำให้โรคพัฒนาไปเป็นวัณโรคหรือ active TB ได้รวดเร็ว ดังนั้นแม้ว่าความเสี่ยงที่ผู้ให้บริการทางการแพทย์จะติดเชื้อวัณโรคจะต่ำ แต่ในบางภาวะ การณ์ก็อาจทำให้ผู้ให้การรักษาทางทันตกรรมมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อวัณโรคได้สูง

การควบคุมการติดเชื้อที่ติดต่อทางอากาศ

เนื่องจากแมสค์ (surgical mask) ไม่สามารถป้องกันการสุดเอาเชื้อวัณโรค หรือโรคที่ติดต่อ กันทางอากาศเข้าสู่ร่างกายได้ ดังนั้น มาตรการที่เรียกว่า Standard Precautions จึงไม่เพียงพอที่จะ ป้องกันการติดเชื้อวัณโรคได้ จำเป็นต้องใช้ Transmission-based Precautions ร่วมกับ Standard Precautions เพื่อป้องกันมิให้เชื้อเข้าสู่่ร่างกายได้ ไม่ว่าจะจากการสัมผัส ทางละออง หรือทางอากาศ ในการป้องกันการแพร่เชื้อวัณโรคและโรคติดต่อทางอากาศจะต้องประกอบด้วยมาตรการหลักๆ 3 ประการคือ การบริหารจัดการ การควบคุมสิ่งแวดล้อม และการใช้เครื่องป้องกันตนเอง

การบริหารจัดการ

การควบคุมการแพร่เชื้อวัณโรคที่สำคัญได้แก่ การตรวจวินิจฉัยผู้ที่เป็นวัณโรคได้อย่างรวดเร็ว ทันท่วงที และแยกผู้ป่วยออกจากผู้ป่วยรายอื่นๆ ดังนี้แล้วจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ให้การรักษาจะ ต้องได้รับการฝึกฝนอบรม ให้ทราบถึงอาการแสดงของโรควัณโรค เพื่อจะได้ตรวจพบโรคได้เร็วทัน ท่วงที โดยในซักประวัติผู้ป่วยทุกครั้ง ควรมีการสอบถามผู้ป่วยว่า เคยเป็นวัณโรคหรือมีอาการแสดง ที่เกี่ยวกับวัณโรคหรือไม่ ถ้ามี ควรส่งต่อผู้ป่วยไปปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคให้แน่ชัด ส่วนการรักษา ทางทันตกรรมควรตรวจประเมิณสภาพในช่องปากเท่านั้น การรักษาที่ไม่จำเป็นหรือไม่ฉุกเฉิน ควร เลื่อนออกไปก่อน จนกว่าผู้ป่วยจะได้รับการยืนยันจากแพทย์ว่าไม่เป็นวัณโรค และควรให้ผู้ป่วยสวม แมสค์ ขณะอยู่ในคลินิก แนะนำให้ปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชู่ ขณะไอหรือจาม หลังจากทิ้ง กระดาษทิชชู่ในถังขยะแล้ว ควรให้ผู้ป่วยล้างมือให้สะอาด

ส่วนผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่เป้นวัณโรคไม่ควรกลับเข้าทำงานจนกว่าจะได้รับการยืนยันว่า ไม่เป็นวัณโรค หรือหากได้รับการรักษาก้ต้องได้รับการยืนยันจากแพทย์ ว่าไม่อยู่ในระยะแพร่เชื้อ

การควบคุมสิ่งแวดล้อม

เป็นขั้นตอนที่มีความจำเป็นและสำคัญรองลงมาจากเรื่องของการจัดการที่กล่าวมาแล้ว การลด การสัมผัสกับเชื้อ สามารถทำได้โดยการควบคุมสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ณ จุดเริ่มต้นของการ แพร่เชื้อ (เช่น การไอ จามของผู้ป่วย) ทั้งนี้การควบคุมแหล่งแพร่เชื้อที่สำคัญและได้ผลดีได้แก่ การ ดักจับเชื้อทันทีที่เชื้อถูกแพร่ออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่ผู้ป่วยไอ จาม หรือเมื่อมีการทำหัตถ การที่ทำให้เกิดละอองฝอยให้กับผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคในระยะแพร่เชื้อ แต่หากไม่ทราบว่าผู้ป่วยเป็น วัณโรค การควบคุมแหล่งแพร่เชื้อย่อมไม่เกิดขึ้น หรือไม่มีการปฎิบัติดังนั้นการถ่ายเทอากาศ และการ ฟอกอากาศ ก็จะสามารถบรรเทาปัญหาเหล่านี้ลงได้ ซึ่งทำได้หลายวิธีดังต่อไปนี้

การใช้เครื่องดูดอากาศ

นับเป็นวิธีที่ได้ผลมากที่สุดในการกำจัดสิ่งปนเปื้อนในอากาศ ไม่ให้แพร่กระจายออกไปอุปกรณ์ ที่ใช้อาจจะติดตั้งมากับห้องหรือสามารถย้ายที่ได้ ซึ่งหากเป็นอย่างหลัง ก็ควรวางอยู่ใกล้กับผู้ป่วยโดย หันเข้าหาผู้ป่วยและมีอัตราการดูดอากาศในบริเวณที่ผู้ป่วยหายใจ 200 ฟุตต่อนาที เพื่อให้แน่ใจว่า สามารถดูดจับละอองฝอยได้ หากไม่สามารถให้การรักษาทีทำให้เกิดละอองฝอยโดยมีเครื่องดูดอากาศ มรามีประสิทธิภาพติดตั้งอยู่ได้ ก็ควรให้การรักษาในห้องที่มีความดันเป็นลบ (airborne infection isolation (AII) room) ซึ่งอากาศสะอาดจากบริเวณใกล้เคียงจะเคลื่อนเข้ามาในห้อง การทำให้เกิด แรงดันเป็นลบสามารถทำได้โดยการดูดอากาศปริมาณมากในอัตราเร็วกว่าปริมาตรอากาศที่จะเคลื่อนเข้าไปทดแทน

การจัดระบบถ่ายเทอากาศ

อัตราการถ่ายเทอากาศในหนึ่งชั่วโมง (ACH-air change rates) สำหรับสถานพยาบาล ซึ่งได้แก่อัตราส่วนปริมาตรอากาศที่เคลื่อนเข้าไปในห้องในหนึ่งนาที (Q) ต่อปริมาตรของห้อง (V) คูณด้วย 60 หรือเขียนเป็นสมการได้ว่า

ACH = (Q/V) X 60

ทิศทางการเคลื่อนที่ของอากาศทั่วไป
ในสถานพยาบาล

ควรเคลื่อนจากที่ที่มีอากาศสะอาดหรือปนเปื้อนน้อยไปยังที่ที่มีการปนเปื้อนมาก เช้น อากาศจาก ระเบียง เคลื่อนไปยังห้องที่มีแรงดันเป็นลบ (All room) เป็นต้น

การควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของอากาศ
ภายในห้อง

ควรให้อากาศเคลื่อนที่จากบริเวณที่สะอาด ไปยังบริเวณที่สกปรก หรือสะอาดน้อยกว่า เช่น ให้ อากาศเคลื่อนผ่านจากตัวบุคลากรผู้ให้การรักษาไป ยังแหล่งกำเนิดเชื้อหรือผุ้ป่วยแล้วจึงไปยังช่องทางที่อากาศออก บุคลากรผู้ให้การรักษาต้องไม่อยู่ ระหว่างแหล่งกำเนิดเชื้อและช่องทางอากาศออก หรือจัดให้อากาศเข้าด้านที่ตรงข้ามกับผู้ป่วยและ ให้อากาศออกจากห้องด้านเดียวกับผู้ป่วย แต่ถ้า อากาศที่เข้ามามีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิห้องก็ควร ให้อากาศผ่านเข้ามาใกล้กับฝ้าเพดาน และออก บริเวณที่ใกล้กับพื้น

 

แต่ทั้งนี้ก็ต้องระมัดระวังมิให้มี เฟอร์นิเจอร์หรืออุปกรณ์ใดๆมาขวางทางออกที่อยู่ด้านล่างในกรณีที่มีการเคลื่อนตัวอของอากาศที่ไม่ ดีพอหรือมีอากาศนิ่งอยู่กับที่เช่นอากาศที่ผ่านเข้ามาเคลื่อนตัวลัดออกไปทางช่องระลายอากาศทันที จะทำให้การปนเปื้อนมีการสะสมตัวมากขึ้น เรื่อยๆ ก็ควรใช้พัดลมติดเหนือฝ้าเพดาน หรือวาง ไว้ในห้องเข้าช่วยเพื่อให้มีการผสมกันของอากาศ ที่มีอยู่เดิมกับอากาศที่เคลื่อนเข้ามาใหม่ที่มากพอ หรือแก้ไขโดยทำช่องอากาศเข้าและช่องอากาศ ออกเพิ่มขึ้นอีก

การฟอกอากาศ (Air-cleaning Methods)

มีอุปกรณ์ที่นำมาใช้หลายวิธีด้วยกัน เช่น High-Efficiency Particulate Air (HEPA) Filter ซึ่ง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้กรองอนุภาคและเชื้อจากอากาศ ซึ่งจะใช้เมื่ออากาศที่ปนเปื้อนจะมีการหมุนเวียนกลับ เข้าไปในห้องใกล้เคียง เรามักจะใช้เมื่อระบบการถ่ายเทอากาศที่มีอยู่ไม่สามารถทำให้มีการถ่ายเทที่ ดีพอ สำหรับการวางตำแหน่งของเครื่องฟอกอากาศ (air cleaner)ที่ดีที่าุดควรอยู่ฝั่งเดียวกับผู้ป่วย และใกล้ไปทางศีรษะ (ดังรูป)

รูปแสดงแผนผังการวางตำแหน่งเครื่องอากาศ ในคลินิกทันตกรรม กรอบสี่เหลี่ยมสีเทาเป้นขอบ เขตบริเวณที่ให้การรักษาทางทันตกรรม แนวลูกศรคือทิศทางของการเคลื่อนที่ของอากาศจากเครื่อง ฟอกอากาศ จากประสบการณ์การทำงานทางทันตกรรมของผู้วิจัยพบว่าหากเครื่องฟอกอากาศอยู่ ห่างจากพื้นที่ในการทำงาน 1 เมตร จะไม่ขัดขวางการทำงานของบุคลากร ตำแหน่งที่ 1 และ 2 เป็น ตำแหน่งที่ขัดขวางการทำงานของบุคลากร ตำแหน่งที่เหมาะสมของเครื่องฟอกอากาศต้องทำให้ อากาศเคลื่อนที่ผ่านผู้ให้การรักษาเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงเคลื่อนผ่านแหล่งแพร่เชื้อ(ผู้ป่วย)จากนั้น จึงเคลื่อนมาที่เครื่องฟอกอากาศ และที่ดีกว่านั้นคือต้องป้องกันไม่ให้ละอองหรือละอองฝอยเข้าถึง หรือสัมผัสร่างกาย และ breathing zone ของผู้ให้การรักษา จากภาพจำลองจะเห็นว่า ตำแหน่งที่ 2 4 และ 5 เครื่องฟอกอากาศจะสามารถควบคุมการกระจายตัวของละอองและละอองฝอยที่เกิดขึ้นได้ ดี และเมื่อนำมาผนวกกับข้อแนะนำข้างต้น จะพบว่าตำแหน่งที่เป็นรูปดาวเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดในการ วางเครื่องฟอกอากาศ จาก J R Soc Interface. 2010 Jul 6;7(48):1105-18. doi: 10.1098/rsif .2009.0516. Epub 2009 Dec 23)

อุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งที่นำมาใช้ในการฟอกอากาศได้แก่ UVGI (Ultraviolet Germicidal Irradiation) ซึ่งเหมาะสำหรับการฆ่าเชื้อในอากาศที่อยู่ด้านบนของห้อง หรือติดตั้งอุปกรณ์ในท่อเพื่อฆ่า เชื้อให้กับอากาศที่จะต้องหมุนเวียนกลับเข้ามาในระบบอีกหรือที่จะระบายออกไปภายนอกโดยให้อากาศไหลผ่านท่อที่ติดตั้งอุปกรณ์นี้ ทำให้สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายเทอากาศได้

สถานพยาบาลที่ต้องให้บริการประชากรที่เป้นวัณโรคจำนวนมาก จำเป็นต้องมีการจัดระบบการ ถ่ายเทอากาศโดนทั่วไปได้ดีและต้องใช้เครื่องฟอกอากาศร่วมด้วย

การสวมเครื่องป้องกันตนเอง

หากจำเป้นต้องให้การรักษาฉุกเฉินทางทันตกรรมแก่ผู้ป่วยที่เป็นหรือสงสัยว่าจะเป็นวัณโรค ควรเลือกให้การรักษาเป็นรายสุดท้ายของวัน และให้การรักษาในห้องที่มีการถ่ายเทอากาศที่ดี หรือห้องที่มีความดันเป็นลบ (AII room) โดยผู้ให้การรักาาควรสวมหน้ากากอนามัยชนิด N95 (หรือสูงกว่า) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกรองจุลินทรีย์ขนาดไม่เกิน 0.3 ไมครอน ได้อย่างน้อยร้อยละ 95 และต้องตรวจสอบประสิทธิภาพการแนบของหน้ากากอนามันกับใบหน้าก่อนใช้งานทุกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าอากาศที่สูดหายใจเข้าไปผ่านการกรองแล้วทั้งหมด

การทดสอบความแนบของหน้ากากอนามัย N95

ภาพที่ 1 ให้วางฝ่ามือคลุมไปบนส่วนของหน้ากากอนามัย ทั้งหมด และสูดหายใจออกมาแรงๆเพื่อตรวจสอบดูว่ามีลมรั่วออก มาทางขอบของหน้ากากอนามัยหรือไม่

ภาพที่ 2 ถ้ามีลมรั่วบริเวณด้านข้างของสันจมูก ให้ใช้นิ้ว กดบริเวณแกนโลหะเพื่อให้หน้ากากอนามัยแนบสนิทกับสันจมูกทั้ง สองข้างมากขึ้น

ภาพที่ 3 แต่หากพบว่ามีลมรั่วออกมาบริเวณด้านข้างและ ด้านล่างโดยรอบหน้ากากอนามัย ให้ปรับสายของหน้ากากอนามัย แนบชิดกับใบหน้ามากยิ่งขึ้น

หมายเหตุ: ภาพที่จัดแสดงมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อแสดงการสวมหน้ากากอนามัยเท่านั้น มิได้จำลองมาจาก สถานการณ์ที่ใช้งานจริง

ควรสวมหน้ากากอนามัย N 95 ก่อนที่จะเข้าไปในห้องที่ให้การรักษา และถอดออกหลังจาก ออกจากห้องที่ให้การรักาาแล้ว ในการรักาาที่คาดว่าจะมีละอองฝอยเกิดขึ้น ผู้ให้การรักาาควรสวมเสื้อ กาวน์ แว่นป้องกัน เครื่องป้องกันใบหน้าและถุงมือร่วมด้วย

เมื่อผู้ป่วยออกจากห้องไปแล้ว ควรปล่อยให้ห้องว่างไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง ดดยไม่มีผู้ใดเข้าไป แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการถ่ายเทอากาศภายในห้องด้วย เพราะถ้ามีการถ่ายเทอากาศไม่ดี ก็อาจต้องใช้ เวลามากกว่านั้น ดังได้อธิบายแล้วข้างต้น ในระหว่างรอให้มีการถ่ายเทอากาศ หากทันตบุคลากรหรือ เจ้าหน้าที่จำเป็นเข้าไปภายในห้องที่ผ่านการใช้งานไปแล้ว ก็จำเป็นต้องสวมเครื่องป้องกันตนเองและ หน้ากากอนามัย N 95

ภายหลังการรักษา ควรทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบนพื้นผิวให้ทั่ว ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการรัก ษา หากจะนำกลับมาใช้งานใหม่ ให้นำไปทำความสะอาดและฆ่าเชื้อตามปกติ

ผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคแฝง (latentTB) เป็นผู้ที่มิได้อยู่ในภาวะที่จะแพร่เชื้อ ดังนั้นจึงสามารถให้ การรักษาทางทันตกรรมได้ตามปกติเหมือนผู้ป่วยทั่วไป แต่เนื่องจากผู้ที่มีประวัติเป็นวัณโรคแฝง สามารถพัฒนาเป็นวัณโรคเมื่อใดก็ได้ ดังนั้นก่อนให้การรักษาควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าผู้ป่วยมิได้เป็น วัณโรคในระยะติดต่อ ส่วนผู้ป่วยเป็นวัณโรคที่อยู่ในระหว่างรับการรักษา หากได้รับการยืนยันจากแพทย์ ว่าไม่อยู่ในระยะติดต่อก็สามารถให้การรักษาทางทันตกรรมได้ตามปกติ

การประเมินความเสี่ยง

CDC ของอเมริกาแนะนำให้คลินิกทันตกรรมทำการประเมินความเสี่ยงประจำปีเกี่ยวกับวัณโรคดังนี้

  1. การจัดกลุ่มตามระดับความเสี่ยงโดยพิจารณาจากจำนวนผู้ป่วยวัณโรคที่เข้ามารับการรักษา ในคลินิก CDC กำหนดว่าหากมีจำนวนผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคระยะติดต่อเข้ามารับการรักาาอย่างน้อย 3 คนต่อปี ให้จัดอยู่ในกลุ่มคลินิกที่มีความเสี่ยงต่ำ ถ้ามีผู้ป่วยวัณโรคมารับการรักษาจำนวน 3 คนหรือ มากกว่าในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ให้จัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงปานกลาง ถ้าคลินิกใดมีประวัติว่า เคยทำให้ผู้ป่วยเกิดการติดเชื้อวัณโรค ให้จัดอยู่ในกลุ่มคลินิกที่มีแนวโน้มเกิดการติดเชื้อวัณโรค เป็น เวลาชั่วคราว (temporarily)
  2. ควรมีการประเมินสภาพของชุมชนว่ามีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคมากน้อยเพียงใดโดย อาจขอข้อมูลจำนวนผู้ติดเชื้อวัณโรคในพื้นที่นั้นๆ จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข การมีผู้ป่วยวัณโรคในชุมชน มาก มิได้แปลว่าคลินิกทันตกรรมนั้นจะมีความเสี่ยงทำให้เกิดการติดเชื้อได้สูง แต่เป็นตัวช่วยจัดกลุ่ม ระดับความเสี่ยงของคลินิกเอง ซึ่งระดับความเสี่ยงของคลินิก จะทำให้คลินิกทราบว่าควรมีการบริหาร จัดการในคลินิกทันตกรรม การดูแลสิ่งแวดล้อม และการสวมเครื่องป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดิน หายใจในระดับใด การประเมินความเสี่ยงเป็นประจำทุกปีของคลินิก จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยประเมิน คุณภาพในการควบคุมการติดเชื้อวัณโรค ทำให้สามารถประเมินได้ว่าควรมีการพัฒนามาตรการในส่วน ใดเพิ่มเติมอีกบ้าง

จากการที่ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีผู้ป่วยวัณโรคเป็นจำนวนมากที่สุดในโลก ประเทศหนึ่ง การให้การรักษาผู้ป่วยทางทันตกรรม ซึ่งมักจะมีการทำให้เกิดละอองฝอยที่ สามารถแพร่กระจายไปในอากาศ ย่อมเป็นความเสี่ยงกับทั้งผู้ให้และผู้รับการรักษาในการ ติดเชื้อเหล่านี้ ดังนี้แล้วการควบคุมและป้องกันโรคติดเชื้อทางอากาศ จึงนับว่าจำเป็นสำหรับ คลินิก และสถานพยาบาลทางทันตกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้เขียนจึงหวังว่าบทความข้าง ต้นจะเป้นประโยชน์กับสมาชิกที่อ่านทุกท่านไม่มากก็น้อยนะคะ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com