Column ประจำ
Sponsor

“จากฟันยิ้มสู่ข้าวอร่อย...”

โดย : รองศาสตราจารย์ ทันตแพทย์ ดร.ปฐวี คงขุนเทียน ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางทันตกรรมรากเทียม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Tags : รองศาสตราจารย์ ทันตแพทย์ ดร.ปฐวี คงขุนเทียน , ศูนย์ความเป็นเลิศทางทันตกรรมรากเทียม , คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , โครงการฟันยิ้มม โครงการข้าวอร่อย

ช่วงก่อนปี 2547 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้รับการถวายการรักษาด้วยทันตกรรมรากเทียม พระองค์พอพระทัยเป็นอันมาก ทรงมีพระกระแสรับสั่งกับทีมทันตแพทย์ที่ถวายการรักษาเป็นต้นว่า “มีไททาเนียมแล้วหรือยัง?” “สามสิบบาทรักษาได้หรือไม่?” ทรงปรารภถึงสมเด็จย่าว่า “หากพระองค์ท่านยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ อยากจะให้ได้รับการฝังรากเทียม” และทรงคิดถึงพสกนิกรของพระองค์ท่าน ด้วยพระราชปณิธานที่อยากให้ราษฎรได้อยู่ดีกินดี

สำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัย 3 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมหิดล และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการวิจัยและพัฒนาระบบรากเทียมของประเทศไทยขึ้นเป็นครั้งแรก

ตอนนั้นผมไปให้ความเห็นในฐานะนักวิจัย และได้ทราบภายหลังว่า เรื่องการวิจัยและพัฒนารากเทียมนี้มาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่จะมีโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะได้ทำงานถวายพระองค์ท่าน และถือเป็นมงคลแห่งชีวิตที่จะมีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถในการที่จะทำงานถวาย

งานวิจัยเพื่อพัฒนารากเทียมเป็นเรื่องใหม่ ในช่วงนั้น หลายคนมีคำถามว่า “ทำไปทำไม? ซื้อจากต่างประเทศไม่ง่ายกว่าหรือ?” กว่าจะพัฒนาให้ทัดเทียมกับต่างประเทศต้องใช้เวลาและความอดทน ตอนนั้นทีมงานที่ทำก็จะไม่สามารถพูดได้ว่างานวิจัยพัฒนารากเทียมนี้มาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องจากงานยังไม่สำเร็จ

ผมได้รับมอบหมายให้ทดลองในสัตว์ทดลอง ได้ขอห้องผ่าตัดจากคณะแพทยศาสตร์ และได้รับความช่วยเหลือในเรื่องการวางยาสลบและเลี้ยงสัตว์ทดลองจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สัตว์ทดลองคือหมู เนื่องจากมีระยะเวลาการหายและขบวนการหายของกระดูกใกล้เคียงกับคนมาก

ขณะนั้นการทำการวิเคราะห์เนื้อเยื่อกระดูกกับรากเทียมประเทศไทยยังทำเองไม่ได้ เมื่อเราเอกซ์เรย์แล้วพบว่ารากเทียมติดกับกระดูกขากรรไกรได้จริงๆ ต้องส่งชิ้นส่วนกระดูกขากรรไกรหมูที่มีรากเทียมไปให้กับอาจารย์ที่เบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี (Prof.Dr.Peter A Reichart) เพื่อตัดและอ่านผลให้ พบว่ามีการเชื่อมยึดติดระหว่างกระดูกและรากเทียม (Osseointegation) เป็นอย่างดีเมื่อเทียบกับรากเทียมควบคุม (Control) ที่เป็นของต่างประเทศ เราทุกคนดีใจมาก หลังจากนั้นจึงเขียนโครงการการวิจัยเพื่อทำการทดสอบในคน ได้รับความกรุณาจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พิจารณาและรับรองให้ ซึ่งได้ผลทางคลินิกเป็นอย่างดี

ในตอนต้นความยากของงานวิจัยและพัฒนาขาดเครื่องมือและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย แต่ความท้าทายหลังจากนั้น คือ การทำระบบมาตรฐาน ISO 13485 และ CE-Marking ซึ่งเป็นกระบวนการผลิต ผมต้องไปช่วยดูกระบวนการผลิตและกระบวนการขอการรับรองซึ่งต้องให้หน่วยงานมาตรฐาน (TUEV Rheinland) มาตรวจกระบวนการวิจัยและทดสอบหลายๆ อย่าง รวมทั้งกระบวนการหีบห่อ ต้องปรับกระบวนการใหม่เกือบทั้งหมด ทุกคนแทบหมดกำลังใจ

ช่วงนั้นผมอ่านพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” ทำให้เกิดแรงบันดาลใจและปลุกปลอบใจตัวเองให้ทำงานต่อ หลังจากนั้นผลิตภัณฑ์รากเทียมของไทยได้รับรอง CE-Mark จากสหภาพยุโรป ถือเป็นประเทศที่สองในทวีปเอเชียที่ได้รับการรับรอง ต่อจากประเทศเกาหลีใต้ ตอนที่ได้ใบ Certificate พวกเราภูมิใจเป็นอย่างมาก และได้ฝากให้กับทีมทันตแพทย์ที่ถวายการรักษาพระองค์ท่านนำไปถวาย ทราบว่าพระองค์ทรงพอพระทัยเป็นอันมาก เพียงเท่านี้เราก็รู้สึกมีความสุข หัวใจพองโต

หมายเหตุ: คลิ๊กเพื่อดูรูปขนาดใหญ่

พระองค์ท่านได้พระราชทานชื่อรากเทียมชุดแรกว่า “ฟันยิ้ม” รากฟันเทียมระบบแรกนี้ นำไปใช้โครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ช่วงปี 2550 ต่อมาโครงการนี้ถูกเรียกง่ายๆ ว่า “โครงการฟันยิ้ม” ทำในผู้ป่วย 10,000 ราย ซึ่งในตอนนั้นรากเทียมเป็นเรื่องใหม่ เราต้องทำความเข้าใจทั้งกับทันตแพทย์ที่ร่วมโครงการและผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการ ผ่านการอบรม ประชาสัมพันธ์ สถาบันทันตกรรม กระทรวงสาธารณสุข ทีมงานที่เข้ามาร่วมและมีส่วนผลักดันจนบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ช่วงนั้น ผมขึ้นเหนือ ล่องใต้ ไปหลายจังหวัด

ในขณะที่โครงการฟันยิ้มดำเนินไป ผมก็มีโอกาสได้ร่วมกับทางบริษัทเอกชน (พีดับบลิวพลัส) ที่จะดำเนินการวิจัยและพัฒนารากเทียมอีกระบบที่นำมาใช้ได้ทุกกรณีการรักษาและให้ทัดเทียมกับระบบรากเทียมชั้นนำของต่างประเทศ ใช้เวลาถึง 8 เดือน จนผ่านมาตรฐานได้ CE-Mark เป็นระบบที่สองจาก TUEV SUED

เมื่อเราพัฒนารากเทียมระบบนี้เสร็จ (PW Plus) อ.ท่านผู้หญิง เพ็ชรา เตชะกัมพุช ก็ได้นำความกราบบังคมทูล ทรงพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ทางทีม ได้แก่ ผู้วิจัย ตัวแทนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และทีมวิศวกรจากบริษัท พีดับบลิวพลัส เข้าเฝ้าเพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายงานตลอดจน ถวายรากเทียมรุ่นใหม่จำนวน 999 ชุดเพื่อใช้ตามพระราชอัธยาศัยในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2553

ตอนที่เข้าเฝ้า ผมรู้สึกถึงพระเมตตาที่แผ่มาถึงทุกคน โดยเฉพาะช่วงกล่าวถวายรายงาน ท่านค่อยๆทอดพระเนตรทีละคนอย่างช้าๆ ผมเชื่อว่าพระองค์คงจะจดจำทุกคนได้ เราได้กราบพระบาทพระองค์ท่าน และเปิดวิดีทัศน์ถวายรายงาน พระองค์ท่านทรงทอดพระเนตรอย่างตั้งพระทัย และรับสั่งว่า

“ขอบใจทุกคนที่ช่วยกันทำงาน รู้ว่ามีความยากลำบาก แต่เป็นประโยชน์”

ณ วินาทีนั้น ผมเข้าใจถึงคำว่า “ประโยชน์” ของพระองค์ท่าน ซึ่งหมายถึงการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า การพัฒนาตนเองและประโยชน์ที่ตกกับประชาชน พสกนิกรที่ท่านทรงห่วงใยและอยากให้อยู่ดีกินดี หลังจากนั้นทรงมีพระราชดำรัสเรื่องทั่วๆ ไป จนสมควรแก่เวลาพวกเราจึงถวายบังคมลากลับ ได้ทราบจากผู้ใหญ่ภายหลังว่าพระองค์ท่านยังคงประทับอยู่ในห้องนั้นพร้อมกับยังทรงถือกล่องรากเทียมและทรงพินิจพิจารณาอยู่อีกนาน

ท่านพระราชทานรากเทียมรุ่นที่ 2 จำนวน 999 ชุดให้กับหน่วยทันตกรรมพระราชทานเพื่อไปให้การรักษากับผู้ป่วยและเป็นที่มาของโครงการรากฟันเทียมและฟันเทียมพระราชทาน 999 ชุด เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 โดยเป้าหมายบริการให้ผู้ป่วย 8,400 ราย ทรงพระราชทานชื่อรากเทียมว่า “ข้าวอร่อย” เราจึงเรียกโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบว่า “โครงการข้าวอร่อย”

ในปี 2554 ผมได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกครั้ง ในครั้งนี้มีพระบรมราโชวาทในเรื่องความเพียร และยังรับสั่งให้ “ค้นคว้า ปฏิบัติ พัฒนา” หลังจากนั้นผมได้กลับมาทำงานที่คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจัดตั้ง “ศูนย์ความเป็นเลิศทางทันตกรรมรากเทียม”ขึ้นเพื่อทำตามพระราชดำริในเรื่องของ “ค้นคว้า ปฏิบัติ พัฒนา”

ทางศูนย์ฯ ได้มีโครงการวิจัยร่วมกับบริษัท พี ดับ บลิว พลัส ในการวิจัยและพัฒนา “รากฟันเทียมขนาดเล็กเพื่อช่วยยึดฟันเทียมแบบถอดได้”ซึ่งรากฟันเทียมชนิดนี้ได้ถูกพัฒนาจากปัญหาต่างจากโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติฯ เดิม กล่าวคือรากฟันเทียมขนาดเล็กสามารถที่จะฝังโดยไม่เปิดเหงือก ใช้ยึดได้ทันที โดยไม่ต้องรอ 3 เดือนเหมือนกับที่เคยปฏิบัติมา ในปี พ.ศ. 2558 รากฟันเทียมขนาดเล็กดังกล่าวได้รับรางวัลชนะเลิศนวัตกรรมแห่งชาติด้านสังคม

ปัจจุบัน สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการขยายผลโดยนำรากฟันเทียมขนาดเล็กดังกล่าวจำนวน 1,000 ชุด เพื่อไปให้บริการผู้ป่วย ดำเนินโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ครองราชย์ 70 ปี

จากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทั้งในเรื่อง “ค้นคว้า ปฏิบัติ พัฒนา” และการพึ่งพาตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ปัจจุบันรากเทียมของไทยได้ถูกนำไปใช้ทั่วไปและมีการส่งออกไปใช้ยังประเทศต่างๆ ตลอดจนมีผลงานตีพิมพ์ในระดับนานาชาติมากกว่า 10 เรื่อง แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในระดับนานาชาติ

ปัจจุบัน ศูนย์ความเป็นเลิศทางทันตกรรมรากเทียมได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาระบบรากฟันเทียมที่จะนำมาใช้ทดแทนฟันซี่เดี่ยวๆ ตามความต้องการของสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำมาดำเนินการในโครงการ อันที่จะได้ทำให้ ประชาชนได้เข้าถึงการรักษาของทันตกรรมรากเทียม ตามพระราชปณิธาน “สามสิบบาท รักษาได้หรือไม่”

ศูนย์ฯรากเทียมได้มีการพัฒนาไปอย่างมาก โดยภารกิจหลักเป็นเรื่องของการวิจัยพัฒนา เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ มีผลงานวิชาการที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติมากมาย และเป็นศูนย์ฯเดียวในประเทศไทยที่ใช้รากเทียมไทยอย่างเดียวในการให้การบริการผู้ป่วย ตลอดจนดำเนินการวิจัยและพัฒนาร่วมกับ สวทช. ในเรื่องของเครื่องเอกซ์เรย์ 3 มิติ (Cone Beam CT) ปัจจุบันเครื่องเอกซ์เรย์ 3 มิติ (CBCT) และรากเทียมของไทยได้ถูกบรรจุอยู่ในบัญชีนวัตกรรมแห่งชาติ

ผมโชคดีที่ได้เกิดใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระองค์ท่าน ได้ฟังพระบรมราโชวาทในเรื่องของการพึ่งพาตนเอง การค้นคว้า ปฏิบัติ พัฒนา การได้โอกาสทำงานตามแนวพระราชดำริเป็นมงคลสูงสุดกับชีวิต พระองค์ท่านไม่จากไปไหน ยังคงประทับอยู่รอบตัวเราตลอดเวลาในทุกๆ ที่ ทุกๆ งาน ทุกๆ โครงการ ที่ท่านมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานมาให้

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com