Column ประจำ
Sponsor

เส้นทางสู่การเป็นทันตแพทย์ไทยในเยอรมัน


Tags : ทันตแพทย์ , เยอรมัน , เข้าถ้ำเสือ

เมื่อต้นปีนี้ดิฉันได้มีโอกาสเดินทางไปเมืองไทย ขณะที่กำลังนอนพักผ่อนอยู่ที่เกาะหมาก คุณหมอแพร จิตตินันท์ได้โทรมาแนะนำตัวและพูดคุยถึงความคิดและความสนุกสนานในการทำวารสารทันตแพทย์ ทั้งนี้คุณหมอแพรได้ขอร้องให้ดิฉันช่วยเขียนเล่าเรื่องเกี่ยวกับเส้นทางสู่อาชีพทันตแพทย์และประสบการณ์การทำงานในประเทศเยอรมันนี

เอาล่ะค่ะล้อมวงกันเข้ามาฟังนะคะ อย่าลืมหยิบหมอนกันมาคนละใบสองใบ จะหลับก็ไม่ว่ากันค่ะ

ตัวดิฉันเองจบจากทันตแพทยศาสตร์รั้วจามจุรีรุ่น ๔๓ รหัส ๒๔ ในสมัยที่มือถือยังไม่เอิกเกริกเหมือนทุกวันนี้ หลังเรียนจบแล้วสอบได้ทุน DAAD ไปเรียนต่อที่ประเทศเยอรมันนี ณ มหาวิทยาลัย Ludwig Maximilian University ซึ่งมีอายุเก่าแก่เกือบ ๕๐๐ ปี ที่เมืองมิวนิค เมืองหลวงของแคว้น Bavaria ที่สวยงามในเทือกเขาแอลป์ทางตอนใต้ติดกับชายแดนประเทศออสเตรีย

ระหว่างที่เรียนโชคชะตาเล่นตลกกับดิฉันทำให้ได้พบกับสามีซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์ ที่ดิฉันไปเรียนต่อ หลังจากจบการศึกษาได้รับปริญญา "Dr.med.dent." จึงตัดสินใจแต่งงานสร้างครอบครัวตั้งรกรากอยู่ที่ประเทศเยอรมันนี และเริ่มเข้าสู่เส้นทางการประกอบอาชีพทันตแพทย์อย่างจริงๆจังๆ ในต่างแดนที่เยอรมันค่ะ

ฟังดูแล้วไม่น่าจะยากเย็นอะไร แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่สำคัญมากๆและเป็นกุญแจนำไปสู่ความสำเร็จคือภาษานี่แหละค่ะ นักศึกษาต่างชาติทุกคนที่จะลงทะเบียนเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยจะต้องสอบผ่านภาษาที่เรียกว่า "PNDS" ซึ่งค่อนข้างโหดอยู่เอาการ เมื่อผ่านด่านนี้ไปได้แล้วนักศึกษาก็พอจะมีทักษะทางภาษาพอเพียงที่จะพูดคุยติดต่อสื่อสารกับคนไข้้ ผู้ช่วย เจ้าหน้าที่ประจำแล็ปได้บ้าง ซึ่งบางทีต้องใช้ความละเอียดอ่อน เช่นการสอบถามอาการปวดฟัน คุณภาพและปริมาณในการปวดเป็นต้น คนที่นี่ส่วนใหญ่จะใช้ภาษาเยอรมันเท่านั้น นอกจากนั้นความรู้ภาษาเยอรมันยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการค้นคว้าหาข้อมูลและทำวิจัย ตลอดจนการเขียนและสอบวิทยานิพนธ์ในขั้นต่อไป

การเรียนภาษาไม่ง่ายนะคะ แต่ก็ไม่ยากจนเกินความพยายามค่ะ สำหรับท่านใดมีลูกหลานที่สนใจมาเรียนต่อที่ประเทศเยอรมันนี ขอแนะนำให้เริ่มต้นเรียนภาษาด่วนค่ะ

คณะทันตแพทยศาสตร์ที่นี่มีหลักสูตรปริญญาตรีที่ใช้เวลาเรียนทั้งหมด ๑๑ ภาคการศึกษา ประมาณ ๕ ปีครึ่ง คะแนนที่ใช้พิจารณาในการสอบเข้าสูงพอๆกับคณะแพทย์ โดยเฉลี่ยแล้วมีจำนวนนักศึกษาเพศหญิงมากกว่า ๙๐% ที่เหลีอเป็นเพศชาย การเรียนการสอนประกอบด้วย ๔ สาขาภาควิชาใหญ่ คือ

  • ภาควิชาศัลยศาสตร์
  • ภาควิชาทันตกรรมหัตถการ (ซึ่งแบ่งย่อยเป็นทันตกรรมเด็ก ปริทันต์ ทันตกรรมอุดฟัน ทันตกรรมรากฟัน ทันตกรรมชุมชนและป้องกัน)
  • ภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์ซึ่งรวมถึงวิชาการฟื้นฟูบูรณะและเสริมอวัยวะบริเวณใบหน้าและลำคอหลังจากการรักษาโรคมะเร็งแและอุบัติเหตุ (Epithetics)
  • ภาควิชาสุดท้ายคือทันตกรรมจัดฟัน

ช่วงแรกประมาณ ๒ ปีครึ่งเป็นการเรียนวิชาพรีคลีนิค เมื่อสอบ "Physikum"ผ่านนักศึกษาจึงข้ามมาขึ้นคลีนิคเริ่มทำงานกับคนไข้อีก ๓ ปี ก่อนที่จะสอบไล่ใหญ่ที่เรียกว่า "Staatsexamen" จากนั้นบัณฑิตทันตแพทย์ใหม่จะต้องผ่านการฝึกงานอีก ๒ ปีจึงจะมีสิทธิ์ที่จะรักษาคนไข้ประกันสุขภาพได้ทุกประเภท

ตัวดิฉันเองเมื่อมาเข้าเรียนต่อหลักสูตรปริญญาเอก จึงโชคดีที่ไม่ต้องผ่านขั้นตอนการศึกษาดังกล่าวข้างต้นนี้้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดจะประกอบอาชีพหมอฟันเป็นการถาวรที่นี่จึงมีความจำเป็นจะต้องสอบใบประกอบโรคศิลป์ ขั้นตอนนี้ค่อนข้างจะมีความยุ่งยากพอสมควร
เริ่มจากที่ดิฉันจะต้องสอบเพื่อเป็นพลเมืองของประเทศนี้เสียก่อน นอกจะสอบภาษา(อีกแล้ว) ยังจะมีสอบความรู้รอบตัวทั่วๆไปเกี่ยวกับประเทศเยอรมันนีด้วย เช่นโครงสร้างทางสังคมและความรู้พื้นฐานทางกฏหมายทั่วๆไป
จากนั้นขั้นตอนต่อไปคือการสอบใบประกอบโรคศิลป์ซึ่งยากมากมีทั้งภาคทฤษฎีข้อเขียนและสอบปากเปล่า และภาคปฏิบัติ กว่าจะผ่านมาไดก็้เรียกว่าหืดขึ้นคอกันเลยทีเดียว จุดประสงค์แอบแฝงของการสอบอย่างเอาเป็นเอาตายนี้ก็คือการกลั่นกรองและสงวนอาชีพนี้ไว้ไห้คนเยอรมันด้วยกันเอง
แต่โชคดีค่ะที่ปัจจุบันการสอบแบบโหดๆนี้ได้ทุเลาลงไปถูกปรับให้ง่ายขึ้นเพื่อรับกับโลกยุคไร้พรมแดนและสอดคล้องกับนโยบายการรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสหพันธภาพยุโรป
อย่างไรก็ตามคนไข้ชาวเยอรมันน่ารักไม่แพ้คนไข้ไทยเราเลยค่ะ ยิ่งถ้าเป็นคนเฒ่าคนแก่แล้วจะเอ็นดูหมอไทยเป็นพิเศษ บางทีมีการหิ้วช็อกโกแลตติดไม้ติดมือมาฝากหมอ ยิ่งถ้าเป็นหน้าเทศกาลหมอและผู้ช่วยก็จะอ้วนท้วนกันเป็นพิเศษ ตอนบ่ายๆจะต้องจุดไฟต้มกาแฟกันมือเป็นระวิงค่ะ เพื่อที่จะได้ไม่เลี่ยนเกินไปในการทานเค็กอย่างเดียว

จะว่าไปแล้วหมอฟันที่นี่ทำงานสบ๊าย สบายค่ะ เสาร์ อาทิตย์ ทุกคลีนิคจะปิดทำงาน ยกเว้นคลีนิคที่มีเวรเปิดรับรักษาคนไข้ฉุกเฉิน ตอนเย็นพอหกโมงตรงปุ๊ปปิดคลีนิค ถ้าหน้าร้อนอากาศดีๆมืดช้า เลิกงานแล้วเก็บข้าวของหาเสื่อสาดอาหารการกินไปปิคนิคที่ริมทะเลสาบ สนุกไปอีกแบบ

เมื่อคนไข้มารับการรักษาเรียบร้อย ก็ไม่ต้องมานั่งคิดตังค์ค่ารักษากันเดี๋ยวนั้น ถ้าเป็นคนไข้ประกันสุขภาพจากรัฐบาล ทางหมอก็สามารถเก็บค่ารักษาโดยตรงกับบริษัทประกันโดยตรง คนไข้และหมอต่างก็แฮปปี้ ส่วนคนไข้มีประกันส่วนตัว ก็ค่อยส่งบิลไปเก็บกันวันหลัง

อย่างไรก็ตามในปีหนึ่งๆ ทันตแพทย์ทุกคนจะมีเวรรักษาคนไข้ฉุกเฉินอยู่โยงกันในวันหยุดราชการ และเสาร์อาทิตย์ปีหนึ่งประมาณ ๓-๔ รอบแล้วแต่ขนาดชุมชนที่หมอประกอบอาชีพและจำนวนทันตแพทย์ในเขตนั้นๆ

อาชีพทันตแพทย์ในประเทศเยอรมัน ยังคงมีเกียรติภูมิและภาพพจน์ที่ดี ดังคำเปรียบที่ว่า "Gott in Weiß" หรือพ่อ/แม่พระในเสื้อกาวน์ การฟ้องร้องหมอที่รักษาผิดพลาดยังมีไม่มากนักเช่นในประเทศอื่นๆเช่นที่อเมริกา

โดยส่วนตัวแล้วดิฉันยึดหลักประกอบอาชีพอย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทำให้ยังพอมีเวลาเหลือสำหรับงานอดิเรก เล่นกีฬา ท่องเที่ยว (เมืองไทยบ้านเกิด) และช่วยเหลืองานของทางมหาวิทยาลัยที่มิวนิคได้เป็นครั้งคราว โดยเฉพาะเมื่อมหาวิทยาลัยมีอาคันตุกะมาเยือนจากเมืองไทย

ท้ายที่สุดดิฉันต้องขอกราบขอบพระคุณคณะทันตแพทย์จุฬาและคณาจารย์ที่ช่วยประสิทธ์ประศาสตร์วิชาความรู้ ความสามารถให้กับดิฉันได้มาใช้ในการรักษาคนไข้ชาวเมืองเยอรมันหาเลี้ยงชีพตนเองได้จนทุกวันนี้ และต้องขอขอบพระคุณเมืองไทยที่ให้ความเป็น "คนไทย" ซึ่งประกอบไปด้วยความอ่อนโยน มีเมตตา กรุณาและรักและรักษาคนไข้ด้วยใจอย่าง "ไทยๆ" ค่ะ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com