Column ประจำ
Sponsor

Hexa ceram

โดย : ทญ.หนึ่งฤทัย สมคำ
Tags : HEXA CERAM

เรื่อง ทญ.หนึ่งฤทัย สมคำ

เป็นครั้งแรกของผู้เขียนที่ได้มีโอกาสสัมภาษณ์แลบทันตกรรม โจทย์ที่ได้ครั้งนี้คือ สัมภาษณ์ เฮ็กซา ซีแลม แลบใหญ่ที่สุดของเชียงใหม่ และในภาคเหนือ ด้วยเป็นองค์กรที่ใหญ่ มีพนักงานสี่ร้อยกว่าคน ปัจจุบันได้มีการขยายสาขาไปจังหวัดเชียงราย และจังหวัดพิษณุโลก สิ่งสำคัญคือแลบทันตกรรมแห่งนี้สามารถเติบโตมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ไม่มีทันตแพทย์ดูแลแลบ

ช่วงแรกของการสัมภาษณ์ ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณอนุชา มีเกียรติชัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮ็กซา ซีแลม จำกัด ผู้ก่อตั้งบริษัท เฮ็กซา ซีแลม และคุณอภิชัย มีเกียรติชัยกุล ผู้จัดการทั่วไป เวลาเกือบสองชั่วโมงในการพูดคุยผ่านไปอย่างรวดเร็ว กับการนั่งจ้องตาที่เป็นประกายของคุณอนุชากับความภาคภูมิใจกับ Hexa ceram

 

ก่อนอื่นอยากทราบที่มาของชื่อ Hexa ceram ค่ะ

ผมเป็นนักกฎหมาย ที่จบกฎหมายจากประเทศฝรั่งเศส เพื่อนผมที่เริ่มก่อตั้งด้วยกันก็เป็นชาวฝรั่งเศส ถ้าดูจากแผนที่จะเห็นว่า แผนที่ประเทศฝรั่งเศส มีรูปร่างคล้ายหกเหลี่ยม และชาวฝรั่งเศสเองก็เรียกตัวเองว่า Hexagon จึงเป็นที่มาของชื่อ Hexa และCeram ก็คือ ceramic ครับ

 

อยากให้เล่าประวัติของ Hexa ceram ค่ะ

บริษัทนี้ผมเริ่มก่อตั้งมา 17 ปีจากพนักงานแค่คนสองคน จากไม่มีความรู้อะไรทางด้านทันตกรรม ผมเองลองทำดูเพราะขณะที่ผมเรียนกฏหมายอยู่ที่ฝรั่งเศส มีเพื่อนชาวฝรั่งเศสที่เป็นช่างทันตกรรม เขามีคน 10 คนในฝรั่งเศส เริ่มต้นเอาช่างจากฝรั่งเศสมาทำแต่ไปได้ไม่ดีเพราะว่ารูปร่างอะไรต่าง ๆ ช่างชาวฝรั่งเศสทำออกมาแล้วไม่ตรงกับที่หมอในประเทศเราทำ ตอนเริ่มทำใหม่ ๆ ผมก็ปรึกษาอาจารย์ทันตแพทย์หลายคน บ้านเราไม่มีโรงเรียน ตอนนั้นมีมหิดลที่เดียว และไม่มีช่างทันตกรรม จะว่าไปมีหมอหมื่นกว่าท่าน แต่มีช่างที่จบจากมหิดลแค่ 260 คน ยิ่งย้อนกลับไป 17 ปี มี ร้อยกว่าคน ผมเลยคิดว่าเทคโนโลยีที่ได้จากยุโรปมาน่าจะเป็นประโยชน์ ผมกับช่างฝรั่งเศสและช่างอีก 2-3 คนก็เริ่มทำ ผมไปเดินตลาดเอง ตอนแรกเริ่มต้นยอดที่ได้ก็ไม่พอ ประกอบกับตอนนั้นเจอวิกฤติเศรษฐกิจ 2540 เราก็เกือบจะเลิกกิจการละ ตอนนั้นเราได้เปรียบตรงที่ค่าเงินบาทลดลง และได้ช่างที่เลิกทำงานเนื่องจากแลบที่กรุงเทพเลิกกิจการ กลับมาอยู่บ้านเรา แล้วก็เปลี่ยนจากช่างฝรั่งเศสเป็นจากยุโรป ก็มีความรู้หลากหลายขึ้น ก็เดินตลาดในประเทศไทยใหม่ แล้วก็ได้ Acetal clasp ที่เป็นตะขอสีเหมือนฟันมาเป็นแลบแรกในประเทศไทย หลังจากนั้นงานไทยก็ดีขึ้น พนักงานก็เลยเริ่มจาก 10 เป็น 20 30 40 ตามลำดับ แต่ส่วนมากแล้วเป็นพนักงานที่เราต้องมาฝึกเอง มีแค่ 10 กว่าคนที่เราได้จากที่อื่น ผ่านไป 4 ปี เราได้คนจากอังกฤษมาช่วย ก็สามารถพัฒนางานขึ้นไป ผมก็เริ่มการตลาดไปต่างจังหวัด ตอนนั้นโรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลต้องผ่าน ISO เราก็เริ่มทำเลย ตั้งแต่ปีที่ 5 ของเรา พอเราได้ ISO เราก็ได้งานจากโรงพยาบาลมากขึ้น ก็เริ่มรับคนงานต่างประเทศก็เริ่มดีขี้น Bangkok Post มาคุยกับเรา เราได้งานจากอเมริกามากขึ้น ฝรั่งเศสก็มีลูกค้ามากขึ้น

 

จุดเริ่มต้นของการเริ่มงานต่างประเทศคือตอนนั้นเหรอคะ

ครับตอนนั้นคือในขณะที่เรามีกำลังผลิตได้มากขึ้น ต่างประเทศรู้จักเรามากขึ้นจากงานเขียนของ Bangkok Post ผมก็ได้เดินงานต่างประเทศโดยการติดต่อทางอีเมล์ เราเริ่มที่อเมริกา และตามมาด้วยเดนมาร์ก จากอเมริกางานเยอะมาก มากล่องหนึ่งได้คนไข้ ประมาณ 300 เคส ปัจจุบันเรารับงานจาก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ เบลเยียม โปรตุเกส ผมว่าเราลำบากในเรื่องแลบทันตกรรม เราแข่งกับคนอื่นไม่ได้เพราะเราไม่มีโรงเรียน ไม่เหมือนจีน จีนทำโรงเรียนและพัฒนามาแล้ว 10 กว่าปี เราให้ความสำคัญกับช่างทันตกรรมไม่มากเท่ากับผู้ช่วย

Hexa ทำทุกอย่างอย่างเป็นระบบ พอเป็นระบบมาเรื่อย ๆ ก็ง่ายในการจัดการ เราได้เข้าโครงการของ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม MDICP (Manufacturing Development to Improve Competitiveness Programme ) โดยพัฒนา 5 แผน คือแผนเทคโนโลยี แผนบุคลากร แผนการเงิน และแผนการตลาด ตอนนั้นมีพนักงานร้อยกว่าคน ทำโครงการปีครึ่ง ในด้าน IT เราก็เริ่มพัฒนาซอฟท์แวร์ภายใน เรื่องบัญชีก็มีการปรับปรุง เราขอ มรท.(มาตรฐานแรงงานไทย) ซึ่งเป็น requirement ในการส่งงานต่างประเทศ Hexa ได้ มรท.เป็นเจ้าแรกในประเทศ จากนั้นก็ทำ ISO14000 ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำแล้วได้ประโยชน์กับกลุ่มลูกค้าต่างประเทศด้วย ทำให้เราสู้กับทางจีนได้ในบางกรณี ก็มีการขยับขยาย ก็โตมาจนถึงวันนี้มีพนักงานสี่ร้อย รวมเชียงรายและพิษณุโลก งานเราเยอะมาก บางทีเราก็หลุดในเรื่องของคุณภาพ ซึ่งเราก็ระวัง คือจริง ๆ แล้วงานของบริษัทเราให้ความสำคัญกับงานต่างประเทศ เพราะงานต่างประเทศเราเยอะกว่างานไทย และมีราคาสูงกว่า จริง ๆ ถ้าเราใช้ราคาไทย เราไม่สามารถพัฒนาหลาย ๆ อย่างแบบนี้กับบุคลากรของเราได้ เพราะราคาไทยถูกมาก เช่น TP 130 บาท ขณะที่ Hexa เพิ่มเงินเดือนให้พนักงานปีละ 10 % ทุกปี ดังนั้นเราถึงต้องให้ความสำคัญกับงานต่างประเทศ ซึ่งมีราคาสูงกว่างานไทย 30-40% ในประเทศเราจะรับตั้งแต่ นครสวรรค์ พิษณุโลกมา เรามีลูกค้าอยู่ 70% ของโรงพยาบาลในภาคเหนือส่งมาที่เรา

 

อัตราส่วนงานไทยต่องานต่างประเทศของ Hexa อยู่ที่เท่าไหร่คะ

60:40 ครับ แต่รายได้เป็น 40: 60 งานในไทยจะเป็นงานถอดได้ซะเยอะ งานถอดได้ขายให้ต่างประเทศราคามากกว่ากันประมาณ 5 เท่า เลยทำให้เราต้องระวังในงานนอกมาก แต่ยังไงก็ตามด้วยกำลังผลิตของบริษัทเรากับงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีใคร absorb งานตรงนี้ได้ หมายความว่าจำนวนงานที่ออกจากโรงพยาบาลเยอะมากขนาดนี้ไม่มีที่ไหนที่รับปริมาณมากขนาดนี้ได้

ทีนี้พอบริษัทเราเติบโตเร็วมาก ก็ทำให้บางส่วนหลวม บางส่วนต้องพิจารณาปรับปรุง แต่อย่างที่ผมเรียนว่า งานปัจจุบันเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แล้วไม่มีแลบทันตกรรมที่สามารถผลิตได้ทันเวลา Hexa ก็ยังจะมีงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องผลิตคนเพิ่มขึ้น คอยพัฒนา เราจะคอยพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น เครื่อง print wax เครื่อง zircon แม้แต่ตอนนี้ลงเครื่องที่จะ print model เราจะเอาเทคโนโลยีพวกนี้มาช่วยคนมากขึ้น เพราะแม้เราจะมีโรงเรียนก็ผลิตคนไม่ทัน เรามีโรงเรียนของเรา เป็น in house training เรารับนักศึกษาที่จบใหม่ ปวส. ปวช. หรือแม้แต่ปริญญาตรี หรือไม่มีก็ได้ มาเรียนชุดละ 8 -10 คน แล้วก็มีช่างฝรั่งเศสมา ซึ่งเมื่อก่อนอยู่ญี่ปุ่น มีพื้นฐานของความเป็น ASIA เอามาสอน แม้แต่คนของเรา เราก็ส่งไปเรียน ทวิภาคี ที่ โรงเรียนอาชีวะเชียงใหม่ ปัจจุบันจะจบ ปวส.ละ

 

จุดแข็งที่สุดของ Hexa คืออะไร และ จุดอ่อนที่สุดของ Hexa คืออะไรคะ

จุดแข็งที่สุดผมคิดว่าเรื่องของระบบการทำงาน การเลือกใช้วัตถุดิบ การมีความสัมพันธ์กับคู่ค้าในต่างประเทศ ระบบคือระบบการจัดการภายในที่ดีที่ทำให้คนอยู่กับเรานาน ไม่ใช่อยู่แค่ปีสองปีลาออก เพราะฉะนั้นคนเก่าของเราอยู่กับเรามานาน เพื่อที่จะต่อสานงานและทำให้ทีมแข็งแรงมาได้

การที่เราติดต่อกับต่างชาติตลอด ทำให้เราเรียนรู้เทคโนโลยีทุกวัน เราเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้เราไม่แพ้ใครในโลกในเรื่องเทคโนโลยีเลย เราเพิ่งได้รับรางวัลด้านธรรมาภิบาล CSR และองค์กรต้นแบบ happy work place ของ สสส. สิ่งเหล่านี้ทำให้ Hexa แข็งแรง

จุดอ่อนจริง ๆ แล้วเรามีองค์ความรู้อยู่ข้างใน แม้ว่าเราจะไม่มีทันตแพทย์เป็นที่ปรึกษาก็ตาม ผมเองก็โตระยะหนึ่งในต่างประเทศก็ไม่มีแลบไหนที่คุณหมอมาเป็นที่ปรึกษา เรามีช่างที่มาอยู่กับเราที่เป็น master นี่ เค้าถ่ายทอดให้คนไทย มารุ่นต่อรุ่น มา 10 กว่าปีแล้ว เพียงแต่ในจุดอ่อนจุดหนึ่งถ้าลงไปลึกมาก ๆ ในส่วนของหลักวิชาการ ช่างของเราจะไม่ทราบ ในส่วนที่เป็นคนไทย แต่ตอนนี้เรามีอยู่ 4-5 คนที่เป็นชาวต่างชาติ คนพวกนี้รับรู้ได้ แต่ด้วยจำนวนงานมาก ๆ ทำให้เขาไม่สามารถที่จะมาให้เวลากับคุณหมอในประเทศไทยได้ แต่ถ้าพูดถึงองค์ความรู้โดยรวมเรามีมากพอ ไม่แพ้ใครในประเทศไทย คือผมมองว่าเราน่าจะไปได้ไกลกว่านี้ คือผมว่าถ้าเราสามารถบวกองค์ความรู้ได้มากกว่านี้ แล้วช่างของเราสามารถเรียนทั้งทฤษฏีและปฏิบัติได้ ซักประมาณ 30-40 คน ปัจจุบันเรามีแค่ 10-20 คนเท่านั้นที่เรียน หรือสามารถมีองค์กรที่สามารถถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้เราได้ตลอดเวลาได้ ถ้าเราทำอย่างนั้นได้ แล้วองค์ความรู้ของพนักงานเรามีซักครึ่งนึง งานเราจะไปได้ไกลเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ผมไปที่ญี่ปุ่นตอนนี้ เขามีโรงเรียน ปัจจุบันก็มีโรงเรียนสอน แล้วช่างของเขากว่าจะมาเริ่มทำเขามีความรู้มาแล้ว แต่ช่างของเราไม่ได้เรียนมาก่อน เป็นจุดอ่อนของเรา และอีกอย่างที่เป็นจุดอ่อนคืองานเราเยอะ เลยดูแลได้ไม่ทั่วถึง

 

อยากฝากอะไรถึงคุณหมอทุกคนบ้างไหมคะ

คุณอนุชา "เราอยากให้คุณหมอให้ความสำคัญกับช่างทันตกรรมมากขึ้น อยากให้มาเลคเชอร์ให้เราฟังบ้าง ทะนุถนอมช่างทันตกรรมให้โอกาสให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นในฐานะที่เป็นผู้ช่วยของคุณหมอด้วย"

 

ประโยคที่ว่า “ให้โอกาสให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น” คุณอนุชาหมายความว่า หมอสามารถทำให้ช่างทันตกรรมมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไรคะ

คือ ความสัมพันธ์ระหว่างช่างกับคุณหมอน้อย ก็มีเพียงเรื่องงาน องค์ความรู้ ถ้าหมอทุกคนให้ความสำคัญกับช่างและให้ความรู้กับช่างทันตกรรม เขาจะมีโอกาสมาช่วยงานคุณหมอได้มากขึ้น งานแก้ไขก็จะลดลง และอีกส่วนคือเรื่องราคา ที่ในประเทศยังต่ำไปเมื่อเทียบกับคุณภาพชีวิตที่คนกลุ่มอื่นก็โตกันแล้ว เช่น ช่างเชื่อม ช่างยนต์ ซึ่งมีเงินเดือนสูงขึ้นมา แต่โดยเฉลี่ยของช่างทันตกรรม น่าจะได้อะไรที่มากขึ้นกว่านี้ แต่ในส่วนของราคา แม้จะอยากให้สูงขึ้น แต่ก็มีกลไกตลาดที่มี ณ จุดหนึ่งซึ่งไม่สามารถขยับไปได้มากกว่านี้

คุณอภิชัย ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า "ฝากคุณหมอเรื่องช่างทันตกรรม ความรู้ของช่างทันตกรรมในประเทศเรา คือ ในต่างประเทศเขาเรียน 5 ปี ความรู้ไม่ต่างจากหมอ ทำงานคู่ขนานกับหมอ แต่ของเราไม่ได้เรียน ความรู้นั้นจึงไม่มีเหมือนต่างประเทศ อาจจะต้องอาศัยคุณหมอมากยิ่งขึ้น ถ้าหมอจะช่วยช่างได้คือช่างทันตกรรมเราต้องการความรู้จะทำอย่างไรให้ช่างทันตกรรมมีความรู้ และเวลาที่ให้ช่างทำงาน อยากให้เวลากับช่างทันตกรรมนานพอที่จะทำงาน"

มีคำถามหนึ่งที่ติดใจข้าพเจ้ามาโดยตลอดว่า แลบทันตกรรมแต่ละแลบทำอย่างไรถึงจะป้องกันไม่ให้ช่างทันตกรรมในแลบไปเป็นช่างเถื่อนที่รับทำฟันปลอมถึงบ้าน เปลี่ยนจากช่างทันตกรรมมาเป็นผู้ให้การรักษาเสียเอง เป็นการเบียดเบียนผู้ป่วยที่ไม่มีความรู้ให้ได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง เมื่อสัมภาษณ์เสร็จข้าพเจ้ารู้สึกว่าคำถามนี้ไม่จำเป็นสำหรับ Hexa ceram ด้วยระบบการจัดการที่ดี ที่ให้ทั้งสวัสดิการ ค่าแรงที่เป็นธรรม การจัดสรรจนเป็นหน่วยงาน Happy work place น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่ช่างทันตกรรมจะสามารถทำงานได้อย่างมีความสุขมีรายได้พอที่จะไม่ต้องไปเบียดเบียนใครอีกทั้งไม่ต้องทำผิดกฏหมาย อีกต่อไป

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com