Column ประจำ
Sponsor

ทันตแพทย์สปีชีส์ใหม่ @ คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.รังสิต

โดย : ทญ.แพร จิตตินันทน์, ทพ.สุธี สุขสุเดช, ทพ.สมดุลย์ หมั่นเพียรการ
Tags : ทันตแพทย์ รังสิต , คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.รังสิต , คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต , อาจารย์ ศาสตราจารย์คลินิกพลเรือตรีหญิงสุชาดา วุฑฒกนก , ทันตแพทย์ สปีชีส์ใหม่ , ทันตะ รังสิต

“เราอยากสร้างทันตแพทย์สปีชีส์ใหม่ ...”

นี่คือแนวคิด ความฝัน ที่สะท้อนผ่านน้ำเสียงอันมุ่งมั่น ของ อาจารย์ ศาสตราจารย์คลินิก พลเรือตรีหญิงสุชาดา วุฑฒกนก คณบดีและผู้เริ่มก่อตั้งคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต คณะทันตแพทยศาสตร์เอกชนแห่งแรก ในวันที่ท่านเปิดโอกาสให้ Thai Dental Magazine สัมภาษณ์ พร้อมทั้งเป็นมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์พาชมคณะฯแบบเอ็กซ์คลูซีฟอีกด้วย

“จุดยืน (ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่น…ที่ชัดเจนคือต้องฝึกให้นักศึกษาสามารถให้บริการแบบ Comprehensive Care”)

“เราอยากสร้างหมอฟันที่ไม่ใช่เป็นแค่-หมอซี่เดียว” ท่านตอบพร้อมรอยยิ้มเมื่อเราถามเกี่ยวกับเป้าหมายเมื่อเริ่มรับภารกิจคณบดีพร้อมเสริมว่า “เมื่อคนไข้มาหาหมอฟันเพื่อรับการรักษาอย่างหนึ่งในปากเขาอาจมีปัญหาในช่องปากบริเวณอื่นที่ควรได้รับการดูแล แต่คนไข้ไม่ตระหนัก หากคุณหมอไม่ใส่ใจ รักษาเฉพาะอาการสำคัญ ไม่อธิบายภาพรวมและแผนการรักษา คนไข้จะไม่ทราบว่าตนเองควรทำอะไรเพิ่ม และจะต้องสูญเสียฟัน เสียค่าใช้จ่ายมากโดยไม่จำเป็นในภายหลังได้”

ก่อนมาดำรงตำแหน่งคณบดีท่านเล่าให้ฟังว่า “ความที่เป็นหมอปริทันต์ที่ต้องใส่ใจการรักษาแบบองค์รวม ทั้งโรคทางระบบรวมถึงพฤติกรรมการดูแลตนเองของคนไข้จึงเป็นรากฐานแนวคิดสำคัญ ที่กำหนดทิศทางในการผลิตบัณฑิตให้เป็น Good clinicians ที่ดูแลคนไข้ได้ทั้งระบบตามนโยบายของมหาวิทยาลัย”

การออกแบบกระบวนการเรียนการสอนที่นี่จึงมุ่งเน้นให้นักศึกษาสามารถเป็นหมอ GP ที่ “รู้รอบ” สามารถ “ตอบโจทย์- คนไข้ที่มาฝากปากไว้กับหมออย่างต่อเนื่องดูแลกันในระยะยาว” ได้

ตามเกณฑ์ นักศึกษาทุกคนจะต้องผ่าน comprehensive case อย่างน้อย 5 ราย ซึ่งนักศึกษาต้องให้บริการผู้ป่วยแต่ละคนแบบครบวงจร ตั้งแต่ตรวจวินิจฉัยวางแผนการรักษา ลงมือทำหัตถการด้วยตนเองเกือบทุกประเภท รวมถึงการติดตามผลและนัด recall หลังการรักษา ภายใต้การดูแลของอาจารย์อย่างใกล้ชิด ยกเว้นในบางกรณีที่ยากเกินขีดความสามารถของนักศึกษา อาจารย์อาจต้องช่วยทำหรือทำให้ส่วนที่ยุ่งยากซับซ้อนให้ง่ายลงก่อน จึงส่งให้นักศึกษาทำต่อไป

ก่อนเริ่มให้การรักษาผู้ป่วยแต่ละรายนักศึกษาจะต้องนำเสนอแผนการรักษาให้อาจารย์ในทีมจากหลากหลายสาขา ทั้งทันตกรรมประดิษฐ์ ทันตกรรมหัตถการ วิทยาเอ็นโดดอนต์ และปริทันตวิทยาฟังพร้อมกันเพื่อนำความเห็นข้อแนะนำไปปรับปรุงแผนการรักษาก่อนลงมือทำจริง

เมื่อเห็นรายชื่ออาจารย์หลายท่าน ทีมงานถึงกับแอบร้อง “ว้าว..” อยู่ในใจเพราะท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับปรมาจารย์จากมหาวิทยาลัยของรัฐจากหลากหลายสาขา ที่ต่างพร้อมใจมาสานฝันผลิตทันตแพทย์เอกชนที่มีคุณภาพร่วมกันซึ่งท่านคณบดีมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องนี้ว่า

“เราไม่มีนโยบายดึงคนจากภาครัฐแต่สามารถเลือกวันทำงานได้ โดยเป็นอาจารย์ประจำบางคาบเวลาอาจารย์สามารถไปทำงานส่วนตัวในวันที่ไม่ได้มาได้ และต้องรับงานส่วนกลางนอกเหนืองานคลินิกไปด้วย”

“เราเป็นครอบครัวใหญ่” ช่วยกันทำงานและดูแลเพื่อพัฒนาทั้ง 3H คือความรู้ (Head) ทักษะฝีมือ (Hand) และหัวใจ (Heart) ไปพร้อมๆกันจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้”

นอกจากด้านคลินิกแล้ว ความโดดเด่นอย่างหนึ่งของที่นี่คือ การเลือกใช้เทคโนโลยีใหม่ที่สุดในการสอนนักศึกษาหรือ Technology driven–niche” ซึ่งท่านคณบดียกตัวอย่างให้ฟังว่า

นักศึกษาที่นี่จะได้เรียนวิชา Implantology ทั้งทฤษฎีและ workshop เพื่อให้รับรู้วิชาการซึ่งท่านเชื่อว่าสอนกันแบบเป็นทางการดีกว่าให้ไปเรียนรู้เองหลังจบ

มีการใช้ simulator หรือหัวหุ่นคนไข้จำลองรุ่นล่าสุดในห้องปฏิบัติการ ซึ่งจำลองการทำงานในผู้ป่วยได้เสมือนจริงในทุกสาขา โดยจัดให้มี simulator เพียงพอสำหรับนักศึกษาทุกคน นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ใช้ simulator ในการเรียนการสอน

นำนวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ร่วมกับการเรียนการสอน ที่เรียกว่า Flip classroom คือพลิกให้ทุกพื้นที่คือที่แห่งการเรียนรู้ เช่น มีการใช้ iTunes U จัดทำตำราเรียนอิเลคทรอนิกส์ iBook e-Learning ต่างๆ

นักศึกษาทุกคน จะมี smart phone เพื่อใช้ในการเรียนรู้และติดต่อปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษา

เนื่องจากคณะฯยังไม่มีคนไข้มากเท่ากับมหาวิทยาลัยภาครัฐ เวลาปฏิบัติงานคลินิกนอกจากจะมีภาคเช้าและภาคบ่ายเหมือนมหาวิทยาลัยอื่นแล้ว ยังมีคาบเย็นในวันอังคารและพฤหัสบดีตั้งแต่ 17.00 ถึง 20.00 น. เพื่อรองรับให้นักศึกษาสามารถรับผู้ป่วยกลุ่มคนทำงานได้มากขึ้น

สนับสนุนให้นักศึกษาสร้างสรรค์นวัตกรรม และนำผลงานวิจัยไปนำเสนอยังต่างประเทศ

นอกจากนี้ยังเติมวิชา Practice management คล้ายๆกับ mini MBA ให้เพื่อเสริมทักษะให้สามารถบริหารคลินิกได้

“นักศึกษาที่ไปเรียนต่อต่างประเทศเล่าว่าหลายเทคนิคที่เราเรียนที่นี่ทันสมัยกว่าที่ต่างประเทศอีก” ท่านกล่าวเสริมอย่างภูมิใจ

เมื่อถามถึงนักศึกษา ท่านคณบดีแอบเมาท์ว่า “เด็กที่นี่จะคุณหนู อดทนน้อยกว่าเด็กในมหาวิทยาลัยของรัฐ จึงต้องมาปรับความอดทนกันหน่อย” และด้วยความที่ท่านเป็นทหารเก่าจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาตนเองของนักศึกษาในมิติอื่นๆควบคู่ไปด้วย ดังนั้นน้องใหม่ ปี 1 ทุกคนจะต้องเข้าค่ายทหารเพื่อปลูกฝังวินัย

เมื่อขึ้นคลินิก นักศึกษาต้องล้างห่อและ sterile เครื่องมือเองเกือบทุกชิ้นเพื่อให้เรียนรู้กระบวนการทำให้ปราศจากเชื้อทุกขั้นตอน โดยจะมีห้องล้างเครื่องมือแยกจากคลินิกกลาง

นอกจากนี้ท่านยังสอนให้รู้จักมีสัมมาคารวะ ภาพนักศึกษายกมือไหว้เจ้าหน้าที่ในทุกระดับกลายเป็นภาพจำที่น่าชื่นชมแก่ผู้พบเห็น

ท่านตบท้ายด้วยความเอ็นดูว่า “พวกเขาช่างต่อรอง สนิทกับอาจารย์มากกว่า เกร็งน้อยกว่าและกล้าฝันมากกว่านักศึกษาในโรงเรียนรัฐบาล”

ในบริบทของมหาวิทยาลัยเอกชน ที่สมบูรณ์พร้อมในทุกด้าน ทำให้ค่าเล่าเรียนที่นี่สูงกว่าภาครัฐหลายเท่าตัว ซึ่งตามมาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงจากผู้ปกครองอย่างเลี่ยงไม่ได้

ประเด็นนี้ ท่านชี้แจงให้ฟังว่า “เราพยายามสร้างทันตแพทย์ที่มี competency เหมาะสมให้สังคมไทย โดยเราไม่ใช้เวลาปีการศึกษาเป็นเครื่องกำหนด ดังนั้น หากนักศึกษายังไม่พร้อม เราจะยังประคับประคอง จะไม่เร่งรัดให้ออกไปเป็นทันตแพทย์” เพราะ “เราไม่ได้รับผิดชอบต่อลูกของคุณพ่อคุณแม่เท่านั้น แต่เรารับผิดชอบต่อคนไข้ในอนาคตของลูกคุณด้วย”

การใช้ภาพถ่ายผลงานนักศึกษาประกอบการให้คะแนนช่วยลดความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองได้พอประมาณ

 

นับจากก่อตั้งคณะ จนย่างเข้าสู่ปีที่ 10 ในปี 2558 จำนวนนักศึกษาใหม่ รวมถึง ลูกหลานทันตแพทย์ที่มาสมัครเรียนเพิ่มขึ้นทุกปี คงไม่ใช่เครื่องยืนยันเพียงอย่างเดียวที่บ่งบอกถึงความสำเร็จ

“ต้องจริงใจกับการรักษาคุณภาพทันตแพทย์และต้องพร้อมทำงานหนัก”

คำกล่าวทิ้งท้ายอย่างหนักแน่น นี่เองที่เป็นยิ่งกว่าคำมั่นสัญญา ที่จะผลิตทันตแพทย์ ให้มีศักดิ์และสิทธิ์ของความเป็นแพทย์ เป็นที่ยอมรับของสังคม จากคณะทันตแพทยศาสตร์เอกชนแห่งแรกของประเทศไทย

6 Plus : ชีวิต 6 ปี (บวกๆ) ของต้นกล้าทันตแพทย์ ณ ทุ่งรังสิต

1. นอกจากต้องเข้าค่ายทหารตอนเป็นเฟรชชี่แล้ว นักศึกษาปี 2 ยังต้องทำกิจกรรม Seven habits of successful people (Covey) และ soft sciences อื่นๆ โดยอ.วัชรินทร์ จงกลสถิต เพื่อสร้างเสริมความเข้าใจตัวเองอีกด้วย

2. “พี่โป๊งเหน่ง” คือคนไข้คนแรกของนักศึกษาปี 3 ทุกคน พี่เขาช่างอดทนอ้าปากได้ทั้งวันทั้งคืนให้โดยไม่เหน็ดเหนื่อย เพราะเขาคือหัวหุ่นในห้องปฏิบัติการจำลองที่ให้นักศึกษาเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นคลินิก

3. White Gawn Ceremony พิธีรับเสื้อกาวน์เป็นอีกวันหนึ่งที่นักศึกษาปี 4 ทุกคนภาคภูมิใจเพราะเขากำลังจะได้ขึ้นไปรักษาคนไข้จริงๆในคลินิกกลางแล้ว

4. นักศึกษาตั้งแต่ปี 5 ที่ขึ้นคลินิกจะต้องใส่ชุดพื้นสีม่วงทั้งเสื้อและกางเกงแบบเดียวกันทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยมีเฉดสีต่างกันเพื่อบ่งบอกชั้นปี สร้างความตื่นใจแก่ผู้พบเห็นทั้งในและภายนอกมหาวิทยาลัย ไม่เว้นแม้แต่ห้างพารากอน !

5. สัญญาณเตือนก่อนหมดคาบคลินิกไม่ใช่เสียงออดแต่เป็นเพลง Canon ซึ่งท่วงทำนองของเพลงคลาสสิกกลับกระตุ้นอะดรีนาลินสร้างความตื่นตัวให้กับนักศึกษาทุกคนอย่างคาดไม่ถึง

6. Case presentation ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่นักศึกษาปี 6 ทุกคนต้องเผชิญก่อนจบ ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อประมวลความรู้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง เตรียมนำเสนอ เขียน Case write up ซึ่งจากสถิติพบว่าช่วงเวลา 4-8 สัปดาห์ก่อนวันนำเสนอคือช่วงที่นักศึกษานอนน้อยที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต และเป็นช่วงเวลาที่อาจารย์ทุกคนภาคภูมิใจในตัวเขาที่สุดเช่นกัน

6 plus ปี 6 บวกเป็นชื่อปีอย่างไม่เป็นทางการสำหรับนักศึกษาบางคนที่ไม่สามารถจบได้ทันเวลาแม้จะมีหลักประจำใจว่า “เผื่อไว้” คือรับ Comprehensive case มากกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำแต่เหตุไม่คาดคิดก็เกิดได้เสมอซึ่งเป็นบทพิสูจน์ความแกร่ง และสอนให้รู้ว่ายังมีทั้งปัจจัยที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้รออยู่อีกมากในเส้นทางชีวิต... ทันตแพทย์

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com