Column ประจำ
Sponsor

นิติทันตวิทยาในโรงพยาบาลตำรวจ (Forensic Odontology in Police General Hospital)

โดย : พลตำรวจตรี สุรศักดิ์ จ้อยจำรูญ
Tags : พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล , ทันตนิติเวช , โรงพยาบาลตำรวจ , นิติทันตวิทยา , Forensic Odontology , Police General Hospital , สุรศักดิ์ จ้อยจำรูญ

Forensic Odontology(นิติทันตวิทยา) หรือ Forensic Dentistry (นิติทันตแพทยศาสตร์) มีความหมายเหมือนกันคือ การนำเอาศาสตร์และศิลป์ของวิชาทันตแพทยศาสตร์ มาใช้ประโยชน์ร่วมกับศาสตร์อื่นๆทางนิติวิทยาศาสตร์ (Forensic Science) โดยทันตแพทย์เป็นผู้ตรวจหลักฐานทางทันตกรรมประเมินผลให้ถูกต้องแล้วนำเสนอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป

ประเทศที่นับได้ว่าเป็นต้นแบบและแหล่งความรู้ที่หลากหลายทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่นประเทศในยุโรป และสหรัฐอเมริกา ได้นำเอาฟันมาใช้ประโยชน์ในงานด้านนิติวิทยาศาสตร์เป็นเวลานานนับร้อยปีแล้ว ในแต่ละประเทศที่มีบุคลากรทำงานด้านนี้ กำหนดกันเองว่าใครจะเลือกใช้คำไหนระหว่าง Forensic Odontology หรือ Forensic Dentistry สำหรับในประเทศไทยนั้นทางทันตแพทยสภาเรียกเป็นทางการว่า “นิติทันตวิทยา”และมีการนำมาใช้ที่โรงพยาบาลตำรวจในงานนิติวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล เมื่อประมาณ 40 ปีที่ผ่านมานี่เอง

การเรียงตัวของฟันในมนุษย์ทุกคนเชื่อกันว่าเกือบไม่มีการซ้ำกันเลยแม้แต่ในคู่แฝด สาเหตุเนื่องมาจาก อุปนิสัยในการกินอาหารประเภทต่างๆ ลักษณะการบดเคี้ยว ทำให้เกิดการสึกของฟันแตกต่างกันไป การรักษาความสะอาดในช่องปากและตัวฟันไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดฟันผุต่างกันไป การหลุดไปของฟันน้ำนม การสูญเสียฟันแท้ จนทำให้เกิดเป็นช่องว่างที่มีระยะแคบกว้างไม่เท่ากัน หรือมีการเอียงการล้มของฟันไปในทิศทางที่ต่างกัน เป็นต้น ดังนั้นทำให้การเรียงตัวของฟันในแต่ละบุคคลจึงหลากหลายต่างกัน ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะเฉพาะตัวไป

การคงสภาพเดิมได้เป็นเวลานานเพราะว่าฟันนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ร่างกายที่ถูกทำลายได้ยาก เมื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม ก็จะสามารถคงอยู่ในสภาพเดิมได้เป็นเวลานานมาก ดังนั้นจึงสามารถนำมาตรวจพิสูจน์เพื่อใช้เป็นหลักฐานพยานวัตถุได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีข่าว ว่านักโบราณคดี หรือนักมานุษยวิทยา ได้ค้นพบฟันมนุษย์ที่มีอายุประมาณนับแสนปีอยู่บ่อยๆ

ลักษณะภายนอกของฟันแต่ละซี่ ส่วนที่พ้นเหงือกนั้นไม่ว่าจะเป็นฟันหน้า(AnteriorTeeth) หรือฟันหลัง(Posterior Teeth) จะมีอยู่ 5ด้าน(surfaces) ด้วยกัน ซึ่งถ้าฟันของบุคคลคนนั้นขึ้นครบ 32 ซี่ ก็จะมีจุดที่สามารถนำมาใช้ในการเปรียบเทียบได้ถึง 160จุดด้วยกัน ซึ่งในแต่ละด้านของฟันก็จะมีความแตกต่างกันออกไป ทั้งในฟันที่ปกติ หรือในฟันที่มีพยาธิสภาพแล้ว เช่นการผุของฟัน และร่องรอยการอุดฟันในแต่ละด้าน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการแยกบุคคลออกจากกัน แม้ว่าจะผ่านการจัดฟันมาแล้ว จนทำให้การเรียงตัวของฟันคล้ายกัน เราก็สามารถพิสูจน์แยกบุคคลได้ด้วยลักษณะของการอุดฟันหรือวัสดุที่ใช้ เป็นต้น

ลักษณะภายในของฟันแต่ละซี่นั้น พบว่าโพรงประสาทฟัน ทั้งส่วนตัวฟัน(Crown) และในส่วนรากฟัน(Root) จนถึงปลายรากฟัน(Root Apex) จะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปในเรื่องของรูปร่าง ขนาด เป็นต้น และยังสามารถนำเอาพยาธิสภาพภายในตัวฟัน หรือที่ปลายรากฟัน ซึ่งอยู่ในกระดูกมาใช้ประโยชน์ในการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลได้เป็นอย่างดี แต่จำเป็นต้องใช้ภาพถ่ายเอกซเรย์ฟันร่วมด้วย

ลักษณะหรือรูปร่างของสิ่งที่อยู่รอบตัวฟัน เช่นกระดูกที่รับรากฟัน รวมไป ถึงลักษณะของกระดูกงอกรูปแบบต่าง ๆ (Torus/Exostosis) ที่อยู่ทั้งในขากรรไกรบนและล่าง ซึ่งมักจะแตกต่างกันออกไปทั้งตำแหน่งที่อยู่ ขนาด และรูปร่าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นเคยได้รับการตรวจและบันทึกไว้หรือไม่ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต

เป็นความสัมพันธ์ระหว่างกระดูกขากรรไกรบนและล่างในขณะที่ฟันบนและล่างสบกัน ซึ่งพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบด้วยกัน คือแบบการสบฟันปกติ(Normal Occlusion หรือเรียกว่า Class I Occlusion) แบบเมื่อสบฟันแล้วขากรรไกรล่างหุบเข้าไปมากกว่าปกติ(Class II Occlusion) หรือแบบคนที่มีขากรรไกรล่างยื่นออกมามากเกินไปหรือที่เรียกว่าคางยื่น(Class III Occlusion)

หน้าที่การงานของทันตแพทย์ในโรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่กำหนดไว้คือ มีหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจโรคฟันและเหงือก รวมถึงกระดูกขากรรไกรและใบหน้าส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้คำแนะนำป้องกันรักษาทันตสุขภาพแก่ผู้ป่วย อีกทั้งให้ความร่วมมือกับสถาบันนิติเวชวิทยาในการช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะในการชันสูตรพลิกศพหรือการพิสูจน์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานทางทันตกรรมให้การศึกษาและอบรมแก่บุคลากรทางการแพทย์ และพัฒนาความรู้ทางวิชาการ ควบคุม บำรุงรักษา และจัดทำทะเบียนเครื่องมือเครื่องใช้ที่อยู่ในความรับผิดชอบ

ดังนั้นทันตแพทย์ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลตำรวจทุกคน จึงสามารถทำงานด้านนิติทันตวิทยาได้โดยมีกฎหมายรองรับ โดยเฉพาะในงานการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลที่จำเป็นต้องทำผ่าศพ(Oral Autopsy) ซึ่งในภาวะปกติทันตแพทย์ทั่วไปไม่สามารถผ่าศพได้เว้นแต่ในกรณีเมื่อเกิดภัยพิบัติที่มีการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก จนเกินกำลังทันตแพทย์ในโรงพยาบาลตำรวจที่จะรับได้ เช่นในกรณีสึนามิ ก็สามารถอนุโลมให้ทันตแพทย์จากทุกสถาบันเข้ามาช่วยปฏิบัติงานได้

ปัจจุบันถ้ามีเหตุภัยพิบัติเกิดขึ้น ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี ลักษณะ 10 การชันสูตรพลิกศพ(ฉบับที่ 2) บทที่ 3 การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลในกรณีภัยพิบัติลงวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552กำหนดตัวบุคคลที่เป็นคณะกรรมการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลในกรณีภัยพิบัติไว้แล้ว หัวหน้ากลุ่มงานทันตกรรม โรงพยาบาลตำรวจ อยู่ในคณะกรรมการฯชุดนี้ด้วย โดยจะต้องเตรียมแนวทางปฏิบัติสำหรับทันตแพทย์ทุกทีมที่เข้าร่วมจะต้องทำตามแนวทางอย่างเคร่งครัด ซึ่งแนวทางปฏิบัติดังกล่าวองค์การตำรวจสากลได้ทำขึ้นเพื่อการบริหารจัดการเหตุภัยพิบัติ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมใหญ่ของประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การตำรวจสากล( 187 ประเทศ)โดยขอให้ประเทศสมาชิกใช้เมื่อเกิดเหตุ หลังจากนั้นก็มีการปรับปรุงมาหลายครั้งในห้วงเวลา 50 กว่าปีที่ผ่านมา

ความเป็นมาในเรื่องราวของ นิติทันตวิทยา ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก่อนปีพ.ศ. 2519 เชื่อว่ามีทันตแพทย์ที่ทำงานด้านนี้อยู่สองแห่งคือที่โรงพยาบาลตำรวจและโรงพยาบาลศิริราช แต่ไม่พบหลักฐานเป็นเอกสารว่ามีงานอะไรที่ทันตแพทย์ได้ทำบ้างในห้วงเวลานั้น สันนิษฐานว่าส่วนใหญ่เป็นการตรวจศพเพื่อพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลด้วยหลักฐานทางฟันตามการร้องขอของแพทย์ทางนิติเวชวิทยา

จนกระทั่งวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2519 มีเหตุเครื่องบินโดยสาร สายการบินอียิปต์แอร์มาตกที่ดอนเมือง ในโรงงานทอผ้าทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งลำและคนในโรงงานรวมแล้ว 68 รายด้วยกัน มีทันตแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจหลายนายที่เข้าร่วมปฏิบัติงานกับแพทย์ทางนิติเวชของไทยและต่างประเทศ และนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประเทศไทยมีการจัดตั้งทีมพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล(Disaster Victim Identification Team หรือเรียกย่อๆ ว่าDVI-Team) เป็นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2523 ซึ่งสมาชิกในทีมจะเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมตำรวจ(สำนักงานตำรวจแห่งชาติปัจจุบัน)ทั้งหมด

หลักจากนั้นงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนิติทันตวิทยา จะเกิดจากการปฏิบัติงานของทันตแพทย์ในโรงพยาบาลตำรวจแห่งเดียว และยังดำเนินการเกี่ยวกับการเรียนการสอนในวิชานิติทันตวิทยาให้กับนักศึกษาทันตแพทย์ของทุกมหาวิทยาลัยนักศึกษาหลักสูตรปริญญาโทสาขานิติวิทยาศาสตร์ แพทย์ประจำบ้านสาขาวิชานิติเวชศาสตร์ ตำรวจพนักงานสอบสวน รวมทั้งนักเรียนนายร้อยตำรวจ และนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

1. การชันสูตรบาดแผลในช่องปาก (Medico-Legal examination =Comprehensive oral examination for Forensic purpose)

หมายถึงผู้ป่วยที่ยังมีชีวิตอยู่ และเกิดเหตุถูกทำร้ายร่างกาย หรือทะเลาะวิวาท หรือเกิดอุบัติเหตุอันมีคู่กรณีเช่นรถยนต์ชนจักรยานยนต์หรือคนเดินถนน กรณีเช่นนี้ผู้ป่วยจะถูกส่งตัวมาทำการชัตรสูตรบาดแผลที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลตำรวจ และเมื่อมีความเสียหายในช่องปากด้วยก็จะถูกส่งตัวมาให้ทันตแพทย์ตรวจอย่างละเอียด พร้อมทั้งถ่ายรูปสภาพช่องปากไว้ รวมทั้งการเอกซเรย์ฟันทั้งปากด้วย จากนั้นทันตแพทย์ผู้ตรวจจะอธิบายให้ผู้ป่วยฟังถึงการรักษาพยาบาลในช่องปากว่าต้องทำอะไรบ้าง มีทางเลือกแบบไหน มีค่าใช้จ่ายมากน้อยอย่างไร ต้องใช้เวลานานเท่าใด จากนั้นเขียนรายงานการรักษาทุกอย่างและค่ารักษาพยาบาลส่งให้กับพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีต่อไป

2. การประมาณอายุจากฟัน (Age Estimation)

ฟันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่นำมาใช้ในการประมาณอายุที่น่าเชื่อถืออย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับการใช้กระดูกข้อมือ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ต้องมีการถ่ายภาพเอกซเรย์ร่วมด้วย สำหรับในฟันนั้นจะใช้ความรู้ในเรื่องของการขึ้นของฟันแท้ การหลุดของฟันน้ำนม และฟันที่เหลืออยู่ในปาก ช่วงอายุที่มีการสร้างเคลือบฟัน การสร้างรากฟัน และการปิดของปลายรากฟันในแต่ละซี่ รวมไปถึงการใช้dental developmentdiagrams เข้ามาช่วยด้วย

3. รอยฟันกัดมนุษย์ (Human Bite Mark)

หมายถึงรอยฟันกัดของมนุษย์ที่เราพบบนผิวหนังของผู้เสียหายหรือผู้ตาย ซึ่งทันตแพทย์สามารถตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบหาเจ้าของรอยฟันนั้นได้ ถ้าสามารถนำตัวผู้ต้องสงสัยมาให้ตรวจเปรียบเทียบ แม้ว่ารอยฟันกัดนี้ไม่ได้เป็นสาเหตุการตายของเหยี่อก็ตาม แต่ก็เป็นการบอกให้ทราบว่าผู้ต้องสงสัยเจ้าของฟันคนนั้นจะต้องอยู่ในที่เกิดเหตุแน่นอน ซึ่งสำหรับในกรณีของรอยฟันกัดมนุษย์ที่เราพบบนผิวหนังของผู้ตายหรือผู้เสียหายนั้น มักจะมีความสัมพันธ์หรือเกิดขึ้นพร้อมกับคดีฆาตกรรม(Homicide) อาชญากรรมทางเพศ(Sexual Crime) หรือการกระทำทารุณรุนแรง(Abused)

4. การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลด้วยหลักฐานทางทันตกรรม (Dental Identification)

ซึ่งหลัก การพื้นฐานในการพิสูจน์บุคคลนั้น คือการเปรียบเทียบข้อมูลที่ได้เก็บจากบุคคลนั้นไว้ก่อนจะเสียชีวิต(Ante mortemหรือ Missing person Data) เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ ประวัติการทำฟัน หรือ ดีเอ็นเอ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ได้จากการตรวจศพ(Post mortem หรือ Dead body Data) ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า ฟันเป็นหลักฐานที่สำคัญซึ่งสามารถนำมาใช้ในการพิสูจน์ได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด ซึ่งจะมีทั้งในกรณีของการตายเดี่ยว(Single case หรือ Criminal case) เช่นในคดีฆาตกรรม และในกรณีของภัยพิบัติหรือการตายหมู่(Mass disaster cases) ซึ่งวิธีดำเนินการนั้นไม่แตกต่างกัน เพียงแต่ในกรณีการตายหมู่นั้นจะใช้เวลามากกว่า

สำหรับรูปแบบงานทางนิติทันตวิทยาที่ทันตแพทย์เข้าไปปฏิบัตินั้น ในแบบที่ 1,2 และ 3เพียงแต่ใช้ความรู้และประสบการณ์ในวิชาทันตแพทยศาสตร์ก็สามารถทำให้งานสำเร็จได้ หมายความว่าทันตแพทย์ที่เข้าปฏิบัติในงานทั้งสามแบบนี้อาศัยความรู้ความสามารถของตนเองเท่านั้นก็เพียงพอ แต่ในแบบที่ 4 นั้นจะแตกต่างออกไป เพราะว่าต้องมีการเปรียบเทียบข้อมูลฟันก่อนและหลังตายว่าตรงกันหรือไม่ ซึ่งข้อมูลจากศพนั้นทันตแพทย์สามารถใช้ความรู้ในการตรวจศพได้ด้วยตนเอง แต่ข้อมูลก่อนตายนั้นต้องรอให้ญาติผู้ตายนำเอามาให้ซึ่งเป็นข้อมูลที่บุคคลนั้นได้ทำไว้ก่อนจะเสียชีวิตหรือที่เรียกว่าข้อมูลก่อนตาย(Ante mortem dental data) โดยที่ญาติและคนใกล้ชิดควรจะรู้ว่าผู้ตายนั้นได้ไปทำฟันไว้ที่ไหนจากนั้นก็นำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลฟันที่ได้จากการตรวจศพ(Post mortem dental data) ซึ่งในการพิสูจน์เปรียบเทียบนั้นจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็สามารถบอกได้ว่าข้อมูลทั้งก่อนและหลังตายนั้นตรงกันหรือต่างกันแต่ถ้าไม่สามารถหาข้อมูลฟันก่อนตายมาได้ ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่บุคคลนั้นไม่เคยพบทันตแพทย์มาก่อน หรือเคยไปทำฟันมาแล้วแต่ไม่มีใครทราบว่าที่ไหน ในกรณีเช่นนี้การใช้ฟันพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลก็ไม่สามารถทำได้ จำเป็น ต้องใช้วิธีอื่นในการพิสูจน์ต่อไป

ดังนั้นในการพิสูจน์เปรียบเทียบขั้นตอนสุดท้าย จะได้ผลออกมาเร็วหรือช้าขึ้นกับข้อมูลฟันก่อนตายนั่นเอง และบุคลากรที่จะเกี่ยวข้องกับข้อมูลก่อนตายนี้ก็คือทันตแพทย์ที่ประกอบวิชาชีพทันตกรรมอยู่ในประเทศไทยทั้งในส่วนราชการและเอกชน ซึ่งลักษณะของข้อมูลฟันก่อนตายที่น่าจะสมบูรณ์ที่สุดนั้นคือ การบันทึกสภาพของช่องปากไว้ทั้งหมด(Oral cavity record) เป็นการบันทึกทุกอย่างที่เห็นในปากไว้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทันตแพทย์ พบกับคนไข้โดยดูว่ามีฟันเหลืออยู่จำนวนเท่าใด ซี่ใดหายไปบ้าง ฟันที่อยู่ในปากมีการอุดฟันด้วยวัสดุอะไรจำนวนกี่ด้าน บันทึกทุกอย่างที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวไม่มีใครเหมือนไว้ เป็นต้น และหลักฐานทางทันตกรรมที่สมควรจะนำมาใช้ประโยชน์ในการเปรียบเทียบด้วยคือแผ่นฟิล์มเอกซเรย์ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นฟิล์มเล็กหรือใหญ่ก็ใช้ได้แต่ที่ดีที่สุดคือแบบพาโนรามิก ที่สามารถมองเห็นฟันได้ทุกซี่ดังนั้นนับว่าข้อมูลฟันก่อนตายที่สมบูรณ์จึงเป็นผลพวงจากทันตแพทย์ทุกท่านช่วยกันเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ใช้ประโยชน์ในยามจำเป็น เช่นเหตุภัยพิบัติอันนำมาสู่การเสียชีวิตของคนเป็นจำนวนมาก ซึ่งนับว่าเป็นการดูแลเจ้าของข้อมูลฟันเหล่านั้นทั้งตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ และหลังจากที่เขาล่วงลับไปแล้วอีกด้วย...

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com