Column ประจำ
Sponsor

สวัสดีครับ ห่างหายกันไปเกือบปีนะครับสำหรับเรื่องเล่าการทำฟันฝรั่งต่างแดน ออกจากเกาะอังกฤษคราวนี้ผมพาข้ามมาปีนเทือกเขาแอลป์ มาเล่าเรื่องจากสวิตเซอร์แลนด์ แดนสวรรค์ของนักเดินทางหลายๆคนกันครับ

หลังเรียนจบที่อังกฤษ ด้วยความที่อยากจะเรียนรู้และฝึกวิทยายุทธเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฟื้นฟูสุขภาพช่องปากด้วยรากฟันเทียม และวิชาใส่ฟัน ก็เลยลองสมัครทุนของ ITI (International Team of Implantology) โดยเลือกที่เรียนไว้สองที่คือ ที่ซูริค สวิตเซอร์แลนด์ และ ที่ บอสตัน สหรัฐอเมริกา สมัครไว้จนลืม วันหนึ่งก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าหัวหน้าภาควิชารากเทียมและทันตกรรมประดิษฐ์ ที่มหาวิทยาลัยซูริค ต้องการจะสัมภาษณ์คุณจะสะดวกไหม ?

...หลังจากตอบคำถามที่คล้ายจะขึ้นเวทีประกวดประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง ก็ได้รับคำตอบเลยว่าคุณจะพร้อมเดินทางและมาเริ่มงานเมื่อไร...ทั้งดีใจและตื่นเต้นครับ ใครจะไม่อยากไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์จริงไหมครับ

ช่วงก่อนเดินทางค่อนข้างวุ่นวายพอสมควรเลยครับ เพราะเราไม่ได้เป็นพวก อียู หรือ กลุ่มประเทศ เชงเก็น การทำวีซ่าเข้าไปทำงานเลยต้องใช้เวลาและ เอกสารมากมาย แถมพอมาถึงก็ยังต้องมาเปลี่ยนใบอนุญาต (Permit) อีกครั้งหนึ่งเพราะวีซ่าที่ให้มาตอนแรกนั้นมีอายุแค่ 1 เดือนเท่านั้น หลังจากนั้นก็หนีไม่พ้นเรื่องประกันสุขภาพ เลยต้องมานั่งทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบบริการสุขภาพกัน เรื่องนี้ทางการสวิตฯ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากเพราะว่าตั้งแต่ขั้นตอนทำวีซ่าก็ต้องมีเอกสารมายืนยันว่าได้ทำประกันสุขภาพมาแล้ว

เรื่องการทำประกันสุขภาพนี้อยู่ภายใต้กฏข้อบังคับสำหรับผู้ที่มีถิ่นฐานพำนักอาศัยอยู่ในสมาพันธรัฐสวิตฯ ทุกคน สำหรับชาวต่างชาตินั้นนอกจากต้องแสดงเอกสารการประกันสุขภาพทั้งตอนขอวีซ่าแล้วนั้น ภายในระยะเวลาสามเดือนหลังจากที่ย้ายเข้ามาอยู่ก็จะได้รับเอกสารทวงถามจากที่สำนักงานเทศบาล (Gemeindeamt) ในเขตที่เราอาศัยอยู่ เพื่อให้แสดงเอกสารย้ำอีกครั้งว่ามีประกันสุขภาพเรียบร้อยแล้วหรือไม่ หากทวงถามแล้วไม่ดำเนินการยืนยันก็จะมีการจัดส่งใบเรียกเก็บเงินของบริษัทประกันสุขภาพมาให้ในเดือนถัดไปทันที

ทั้งนี้ในกรณีที่ไม่สามารถชำระเบี้ยประกันกับทางบริษัทประกันสุขภาพได้ ก็สามารถยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือจากรัฐในเขตที่อาศัยอยู่ ส่วนการขอลดอัตราเบี้ยประกันนั้น ทางรัฐจะเป็นผู้กำหนดโดยพิจารณาจากรายได้ของผู้ยื่นคำร้อง

ค่าใช้จ่ายในการทำประกันนั้นขั้นพื้นฐานเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณปีละหนึ่งหมื่นห้าพันบาทไปจนถึงแสนสองหมื่นบาทต่อปี ในทางปฏิบัตินอกเหนือจากค่าเบี้ยประกันแล้ว หากในระหว่างปีนั้นมีการเข้ารับการรักษา ผู้ทำประกันต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลขั้นต้นอีกประมาณหนึ่งหมื่นห้าพันบาท (จ่ายเพียงครั้งเดียวต่อปี) บวกกับ 10% ของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ที่เหลือนอกจากนั้นทางบริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบ (ดูเหมือนต่างด้าวที่ทำประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าวบ้านเราจะได้สิทธิประโยชน์ครอบคลุมกว่า ไม่ต้องร่วมจ่ายหากการรักษาอยู่ในสิทธิประโยชน์)

จะเห็นว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษานั้นสูงมาก ทางการสวิตฯจึงให้ความสำคัญเรื่องการป้องกัน การเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ เป็นเรื่องหลักระดับชาติโดยสนับสนุนให้มีการลดเบี้ยประกันในกรณีที่ผู้ประกันเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีตรงตามกำหนดเวลา และในกรณีที่ไม่มีเจ็บป่วย ไม่มีการเคลมค่ารักษา เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวและรักษาสุขภาพตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ

ถ้าเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาจริงๆขั้นตอนการพบแพทย์ในกรณีที่ไม่ฉุกเฉินจะมีหลักการเหมือนกับระบบบริการสุขภาพทั่วไป คือผู้ป่วยจะต้องพบแพทย์ประจำบ้านก่อนเพื่อรับการตรวจ จากนั้นหากมีความจำเป็นถึงได้รับการส่งต่อให้กับแพทย์เฉพาะสาขาอีกต่อหนึ่ง ส่วนกรณีเกิดฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุสามารถไปยังแผนกผู้ป่วยฉุกเฉินซึ่งเปิด ทำการตลอด 24 ชั่วโมง หรือโทรแจ้งที่หน่วยพยาบาลฉุกเฉิน โดยระเบียบแล้ว ค่ารถพยาบาลผู้ป่วยจะต้องรับค่าใช้จ่ายเองบางส่วน

มีเรื่องเล่าจากน้องนักเรียนไทยที่มาเรียนที่ซูริค ขี่จักรยานลื่นล้มในวันฝนตกหนัก ขนาดว่าอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลนัก หลังจากโทรแจ้งโรงพยาบาลก็ส่งเฮลิคอปเตอร์มารับที่เกิดเหตุทันที พอไปเข้าเฝือกแขนที่หักเรียบร้อย เตรียมออกจากโรงพยาบาล ปรากฏว่าค่ารักษาประกันจ่ายให้เรียบร้อย ไม่ต้องสำรองจ่ายแต่ไม่รวมค่าขนส่งผู้ป่วยทั้งหมด โดยผู้ป่วยจะต้องชำระเองครึ่งหนึ่ง เช่นกรณีนี้สำหรับ air-lift ต้องจ่ายเองราวๆ สองหมื่นบาท คนแขนหักบอกว่ารู้แบบนี้หนูเดินไปเองดีกว่า ถ้ามันแพงขนาดนี้ ฮ่าๆ เนื่องจากสวิตเซอร์แลนด์ภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงซะเป็นส่วนใหญ่ ยากที่จะเข้าถึงโดยเร็วด้วยการใช้รถพยาบาล การขนส่งผู้ป่วยทางอากาศจึงเป็นพาหนะสำคัญและพบเห็นได้บ่อยเกือบทุกวัน มากกว่าที่จะเห็นรถพยาบาลซะอีก

พอตั้งหลักได้ที่ ก่อนจะเริ่มทำงานให้การรักษาผู้ป่วยทันตกรรมผมก็ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับระบบบริการสุขภาพช่องปากของสวิตเซอร์แลนด์ ที่นี่มีคลินิกเปิดให้บริการทั้งสองรูปแบบเช่นเดียวกับบ้านเรา คือ คลินิกเอกชน และ ส่วนของรัฐบาล ซึ่งได้แก่คณะทันตแพทยศาสตร์ หรือแผนกทันตกรรมในโรงพยาบาลของรัฐ

คลินิกเอกชนนั้นส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่ให้บริการโดยทันตแพทย์เพียงคนเดียว (single-handed/Solo practice) ให้การรักษาเกือบทุกหัตถการ ยกเว้นบางกรณีเท่านั้นที่รักษาโดยทันตแพทย์เฉพาะทาง เช่น ทันตกรรมจัดฟัน

ที่สวิตฯนี่ระบบการให้การรักษาโดยทันตแพทย์เฉพาะทางนั้นยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เนื่องจากทันตแพทย์ที่จบการศึกษาเฉพาะสาขายังมีน้อย คลินิกหลายแห่งจึงต้องอาศัยการส่งต่อผู้ป่วยให้มารับบริการในส่วนของภาครัฐ ซึ่งมีความพร้อมมากกว่าทั้งในแง่ของเครื่องมือ และทันตแพทย์ผู้ชำนาญการ

การรักษาทางทันตกรรมส่วนใหญ่แล้วจะไม่ถูกรวมอยู่ในระบบประกันสุขภาพทั่วไป ยกเว้นกรณีอุบัติเหตุ หรือมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด นอกเหนือจากนั้นผู้ป่วยจะเป็นผู้จ่ายค่ารักษาด้วยตนเอง เว้นแต่ว่าผู้ประกันยอมจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมเพื่อการรักษาทางทันตกรรมด้วย ซึ่งต้องดูในรายละเอียดกันอีกทีว่าจำกัดค่าใช้จ่ายไว้เพียงใด หรือรวมถึงการรักษาประเภทใดบ้าง

ดูรูปแบบคิดค่ารักษาทางทันตกรรมของสวิตเซอร์แลนด์ที่รับรองได้ว่าไม่เหมือนที่ไหนแน่ๆในโลก เรื่องของความซับซ้อนเรื่องการเงินต้องยกให้เค้าครับ ไม่ต้องดูอะไรขนาดรหัสบัตรเอทีเอ็มที่นี่เริ่มที่ 6-8 หลักกันเลยทีเดียว อัตราค่ารักษาทางทันตกรรม (Zahnarzttarif) มีรายละเอียดการคำนวณดังนี้ครับ

1. มีการกำหนดอัตราการให้บริการสำหรับการรักษาทางทันตกรรมแต่ละประเภท (PP: Taxpunktzahl) โดยกำหนดเป็นค่ากลางเพื่อใช้รวมกัน โดยมีลักษณะเป็นช่วงขึ้นกับความยากง่าย เวลาที่ใช้ในการรักษา ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการบริหารคลินิก ค่าจ้างพนักงาน รวมถึงค่าเช่าสถานที่ ค่ามาตรฐานนี้ได้ถูกกำหนดโดยทันตแพทย์สภาร่วมกับตัวแทนบริษัทประกันของรัฐ ทันตแพทย์สามารถเลือกใช้ค่า PP หรือ tax point นี้ได้ตามต้องการแต่ต้องอยู่ในช่วงค่าดังกล่าว

2. ค่าใช้จ่ายตามกรณี (TPW: Taxpunktwert) มีค่าอยู่ระหว่าง 3.1-5.8 สวิสฟรังค์ ค่านี้ถูกกำหนดขึ้นมาจากทันตแพทย์สภาเช่นกัน โดยมีความมุ่งหมายให้ทันตแพทย์สามารถกำหนดค่ารักษาได้ตามประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญของตนเอง เช่น ทันตแพทย์เฉพาะทาง อย่างไรก็ตามในกรณีที่เป็นผู้ป่วยอุบัติเหตุที่บริษัทประกันเป็นผู้จ่าย จะถูกบังคับให้คิดที่ขั้นต่ำสุดคือ 3.1 เท่านั้น ค่า TPW นี้ทันตแพทย์จะต้องแจ้งให้ผู้ป่วยทราบทุกครั้งก่อนการรักษาตามที่กฏหมายกำหนดไว้ ตัวอย่าง วิธีการคำนวณเพื่ออุดฟันด้วยคอมโพสิตจำนวนหนึ่งด้าน ค่ามาตรฐาน PP อยู่ระหว่าง 30-40 ทันตแพทย์ส่วนใหญ่จะเลือกใช้ ค่าเฉลี่ย คือ 35 ค่า TPW สมมติว่าเป็นกรณีที่ชำระโดยบริษัทประกัน ดังนั้นต้องใช้ค่า TPW ต่ำสุดคือ 3.1 สวิสฟรังค์ อัตราค่ารักษา = PP x TPW ค่ารักษาเพื่ออุดฟันซี่นี้คือ = 35 x 3.1 = 108.5 สวิสฟรังค์ หรือ ประมาณ 3,600 บาท

โดยหลักการแล้ว ค่ามาตรฐานและวิธีการคำนวณนี้ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อให้ทันตแพทย์สามารถมีรายได้เฉลี่ยขั้นต่ำเท่าๆกัน และคิดอัตรารักษาผู้ป่วยที่ไม่แตกต่างกันจนเกินไป อย่างไรก็ตามจากการพูดคุยกับเพื่อนทันตแพทย์ส่วนใหญ่เห็นว่าค่า TPW ควรได้รับการปรับเปลี่ยนตามมูลค่าของเงิน (inflation rate) ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเกือบสามเท่าตัวเทียบกับเมื่อมีการประกาศใช้ค่านี้เมื่อปี คศ. 1994 สำหรับกรณีของผู้ป่วยที่ทำการรักษากับนักศึกษาที่คณะทันตแพทยศาสตร์ จะใช้ค่า TPW อยู่ที่ 3.4 และลดค่าใช้จ่ายให้ผู้ป่วย 75% จากค่าใช้จ่ายทั้งหมด

พอมาเริ่มทำงานที่ซูริคก็ต้องมาทำความรู้จักกับผู้ร่วมงานกันก่อน นอกเหนือจากผู้ช่วยข้างเก้าอี้ และ เจ้าหน้าที่ lab แล้วที่สวิตฯยังมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับทันตกรรมเพิ่มเติมจากบ้านเรา ได้แก่

Dental Hygienist มีหน้าที่ในการรักษาโรคเหงือกที่ไม่ซับซ้อน การให้ทันตสุขศึกษาตลอดจนการเคลือบหลุมร่องฟัน Dental hygienist จะต้องทำงานภายใต้การดูแลของทันตแพทย์ แต่สามารถรับค่ารักษาจากผู้ป่วยได้โดยตรง

Denturist เป็นตำแหน่งที่ไม่ได้มีในทุกพื้นที่การปกครองของสวิตฯ มีหน้าที่เฉพาะคือการทำฟันเทียมชนิดถอดได้เท่านั้น Denturist ต้องศึกษาเพิ่มเติมหลังจากจบ Dental lab technician แล้ว

Dental therapist มีหน้าที่คล้ายกับ dental hygienist แต่สามารถฉีดยาชาและสามารถรักษาโรคปริทันต์ และทำการขูดหินน้ำลายที่อยู่ใต้เหงือกได้

การทำงานที่ซูริคนั้นมีหลากหลายมากครับตั้งแต่ต้องไปประจำเวรห้องตรวจคัดกรอง (screen) ถ่ายรูปช่องปากหรือวีดีโอในวันที่มีการผ่าตัด สัมมนาเคสผู้ป่วย และการทบทวน journal ต่างๆ และทำวิจัย ส่วนการให้การรักษาผู้ป่วยนั้น ได้รับมอบหมายให้การรักษาผู้ป่วยที่ต้องฝังรากเทียมเพื่อฟื้นฟูสุขภาพช่องปากเป็นหลัก แต่มีลักษณะที่เป็น comprehensive คือให้การรักษาผู้ป่วยแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่เตรียมช่องปากไปจนถึงใส่ฟัน

อย่างไรก็ตามเนื่องจากการเรียนการสอนทันตแพทย์เฉพาะทางมีเพียง 4 สาขาคือทันตกรรมประดิษฐ์ จัดฟัน ปริทันต์ ศัลยศาสตร์ช่องปาก ส่วน Maxillofacial surgery นั้นถือเป็นสาขาเฉพาะทางของแพทยศาสตร์ ดังนั้นงานหลายๆประเภทจึงถูกรวมว่าต้องปฏิบัติ สามารถให้การรักษาได้โดยทั่วไปเช่น การรักษารากฟัน ทันตกรรมสำหรับเด็ก การเรียนเฉพาะทางในรูปแบบนี้มีข้อดีที่สามารถรักษาผู้ป่วยได้เองและติดตามผลการรักษาได้ ทุกขั้นตอน

ทั้งนี้ในผู้ป่วยทุกรายก่อนจะให้การรักษาต้องได้รับการอนุญาต และความเห็นร่วมจากอาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์ในภาควิชาจากการสัมมนาเคสผู้ป่วยประจำอาทิตย์เท่านั้น โดยทั่วไปการวางแผนการรักษาจะทำออกมาสองถึงสามรูปแบบเพื่อให้ทางเลือกแก่ผู้ป่วย ทั้งในแง่ของค่าใช้จ่าย ขั้นตอนและเวลาที่ใช้ ความยากง่ายของการผ่าตัด ตลอดจนผลสำเร็จของการรักษา

เรื่องการคุ้มครองและเพื่อสิทธิของผู้ป่วยนั้นทันตแพทย์ทุกคน ภายหลังจากจบการศึกษาไปแล้ว จะโดนบังคับโดยสมาคมทันตแพทย์สวิตฯให้เข้ารับการศึกษาต่อเนื่อง (CE-Continuing Education) อย่างน้อยเป็นเวลา 10 ชั่วโมงต่อปี เพื่อให้ทันตแพทย์ได้รับข้อมูลและวิธีการรักษาที่ทันสมัยและเป็นมาตรฐานสากลอยู่เสมอ การเข้ารับการศึกษาต่อเนื่องจะมีผลในการคิดค่ารักษาผู้ป่วยในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายตามกรณี (TPW: Taxpunktwert) ซึ่งหากทันตแพทย์ท่านใดไม่ได้เข้ารับการศึกษาต่อเนื่องครบตามชั่วโมงแล้วจะไม่สามารถคิดค่า TPW เกินกว่าค่าขั้นต่ำคือ 3.1-5.8 สวิสฟรังค์ได้ การสมัครเรียนคอร์สเพื่อศึกษาต่อเนื่องก็ไม่ยากครับ เพราะมีการเปิดสอนตลอดปีในคณะทันตแพทยศาสตร์ทุกแห่ง ซึ่งมักจะมีลักษณะเป็นคอร์สสั้นๆ ไม่เกินสามวัน ประกอบไปด้วยภาคบรรยายและภาคปฏิบัติ ทันตแพทย์สวิตฯส่วนใหญ่นั้นให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เพิ่มเติมถึงแม้ว่าคอร์สเหล่านี้จะมีราคาสูงมาก แต่เค้ามองว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพราะว่าลักษณะการทำงานในคลินิกที่เป็นเอกเทศ การได้รับความรู้ที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สำหรับผมแล้วตลอดเวลาที่ได้เรียนและทำงานอยู่ที่สวิตฯ นั้นถือเป็นประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมครับ ทั้งในแง่ของการทำงานในคลินิก และการใช้ชีวิต ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคบ้างในเรื่องของการใช้ภาษา และอากาศที่หนาวสุดขั้ว แต่ถึงทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกดีใจมากที่ได้มีโอกาสไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ คงมีไม่กี่ที่ในโลกที่จะเปิดหน้าต่างมาแล้วเจอหิมะบนภูเขาสูง ตัดกับทะเลสาบสีฟ้าใส สมแล้วดังคำร่ำลือว่าเป็นดินแดนสวรรค์ แต่สำหรับผมแล้วไม่ใช่แค่สวรรค์ของนักเดินทางนะครับ แต่เป็นสวรรค์สำหรับนักเรียนทันตแพทย์จากไทยแลนด์เช่นกันครับ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

??????????? thaidentalmag.com